ข่าวเด่น ข่าวร้อนวันนี้ : กรุงเทพธุรกิจ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฐานเศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฐานเศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด

20 มกราคม 2553

ไฟร้อนที่เขายายเที่ยง

ฐานเศรษฐกิจ : บ่ายวันอังคารที่ 12 มกราคม เป็นครั้งแรกที่พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ยอมเปิดปากให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ถึงกรณีที่ดินบนเขายายเที่ยง โดยยืนยันว่า พร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อกรมป่าไม้พิจารณาว่ามีคำชี้ขาดเป็นอย่างไร ตนพร้อมปฏิบัติตามนั้น

ซึ่งเป็นไปตามที่ผู้ใกล้ชิดเคยออกมาชี้แจงก่อนหน้านั้นแล้วว่า พล.อ.สุรยุทธ์จะขอฟังคำวินิจฉัยของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก่อน และพร้อมปฏิบัติตามคำชี้ขาดนั้น

นั่นคือยืนยันขอใช้มาตรฐานทางข้อกฎหมายเป็นเกณฑ์ในการดำเนินการเพื่อแก้ ปัญหานี้ ทั้งที่มีเสียงเรียกร้องหลายกระแส ให้พล.อ.สุรยุทธ์ ประกาศคืนการครอบครองที่ดินและบ้านพักบนเขายายเที่ยง ให้ทางราชการไปเลย โดยไม่ต้องรอการชี้ขาดของกรมป่าไม้อีก

เพราะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งกรมที่ดินจัดสรรให้ราษฎรเข้าใช้ประโยชน์ในโครงการหมู่บ้านป่าไม้ในอดีต หลายสิบปีมาแล้ว โดยมีเงื่อนไขชัดเจนว่าห้ามซื้อขาย นอกจากตกทอดแก่ทายาทเท่านั้น

เดิมเข้าใจว่าพล.อ.สุรยุทธ์อาจต้องการพิสูจน์ความถูกผิดในการไปถือครอง ที่ดินแปลงนี้ จึงยืนยันให้มีการพิสูจน์โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางอัยการและพนักงานสอบสวน ก็ได้แถลงชัดเจนในวันสุกดิบก่อนกลุ่มเสื้อแดงนัดรวมพลบุกเขายายเที่ยง สรุปแล้วว่าไม่ผิด เพราะ พล.อ.สุรยุทธ์ไม่มีเจตนาในการเข้าถือครองที่แปลงดังกล่าว เนื่องจากซื้อขายสิทธิเป็นทอดที่สามที่สี่แล้ว

แต่พล.อ.สุรยุทธ์ก็ไม่มีสิทธิครอบครองที่แปลงดังกล่าวตามประมวลกฎหมาย ที่ดิน เพราะยังเป็นที่ในเขตป่าสงวนอยู่ และให้สิทธิในการใช้ประโยชน์เฉพาะแก่ราษฎรที่ได้รับการจัดสรรหรือทายาทเท่า นั้น หรือระหว่างที่กลุ่มเสื้อแดงยังชุมนุมกดดันหน้าบ้านบนเขายายเที่ยง พล.อ.สุรยุทธ์อาจไม่ต้องการประกาศคืนที่ เพราะกลายเป็นว่าจำใจต้องทำเพราะถูกกดดันจากกลุ่มเสื้อแดง

แต่ในวันที่พล.อ.สุรยุทธ์เปิดปากเรื่องนี้กับสื่อเป็นครั้งแรก ยืนยันใช้เกณฑ์ทางกฎหมายต่อไปนั้น กลุ่มเสื้อแดงก็สลายการชุมนุมไปแล้วในเช้าวันเดียวกัน นาทีทองของการดับไฟเรื่องรุกที่เขายายเที่ยงของพล.อ.สุรยุทธ์ผ่านไป แล้วอย่างน่าเสียดาย เพราะการยืนยันรอผลสอบกรมป่าไม้อีก 60 วันนั้น กลายเป็นสองเดือนของเชื้อไฟที่จะถูกสุมฟืนเข้าใส่ได้ตลอดเวลา

ซึ่งเรื่องนี้หาใช่ความเสียหายหรือผลที่จะเกิดกับตัวพล.อ.สุรยุทธ์โดด ๆ ล้วน ๆ แต่ด้วยภูมิหลังและสถานภาพที่เป็นอยู่ ไฟกองนี้จะแผดเผาสิ่งรอบตัวไปด้วย

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ ข่าวชุมนุมเสื้อแดง จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,496 14 -16 มกราคม พ.ศ. 2553
Continue Reading...

06 มกราคม 2553

ข่าวย้อนหลัง - หวยออนไลน์คืนชีพ ประเด็นร้อนข้ามปี

ฐานเศรษฐกิจ : ได้ข้อสรุปสุดท้ายกันเสียที สำหรับโครงการจำหน่ายรางวัลเลขท้าย 2 ตัว 3 ด้วย เครื่องอัตโนมัติ หรือที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ "หวยออนไลน์"

หลังผลการประชุมของคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา มีมติให้ดำเนินการภายใน 90 วัน ซึ่งคาดว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรือมีนาคมปี 2553 "หวยออนไลน์ " น่าจะปรากฏโฉมออกมาให้บริการ

โดยที่นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ก็ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะผลักดันเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะ รัฐมนตรี (ครม.) เพื่อแจ้งให้ทราบ เนื่องจากกองสลาก มีสิทธิ์เต็มที่ในการตัดสินใจ เพียงแต่ต้องทำให้ถูกต้องตามหลักของขั้นตอนเท่านั้น
ทั้งนี้การเดินหน้าโครงการดังกล่าว รัฐบาลให้เหตุผลถึงพันธะสัญญาที่มีข้อผูกพันทางกฎหมายกับภาคเอกชนมาเป็นหลัก ในการขับเคลื่อน และพิจารณาแล้วว่าสามารถดำเนินการได้ตามขอบเขตของกฎหมาย

++"ล็อกซเล่ย์"ล็อกคอรัฐ++
ขณะที่อีกฟากหนึ่งผู้บริหารบริษัท ล็อกซเล่ย์ จีเทค เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ แอลจีที เองก็วิ่งเต้นเข้าพบนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง และนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังเร่งรัดให้โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นโดยเร็ว โดยหยิบยกการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับภาครัฐในฐานะละเมิดข้อตกลงใน สัญญาถึง 3,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐจะต้องจ่ายชดเชยหากตัดสินใจยกเลิกโครงการมาเป็นเงื่อนไข

เท่านั้นยังไม่พอยังจะมีการหยิบยกเรื่องดังกล่าวนี้มาฟ้องเป็นคดีอาญาด้วย ในฐานความผิดที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้รัฐเกิดความเสียหายตามม.157 กฎหมายอาญา

เหตุผลทั้งหมดทั้งปวงจึงเสมือนเป็นการบีบทางเลือกของรัฐบาลให้แคบลง ต่างไปจากช่วงแรก ๆที่ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แสดงเจตจำนงอย่างแรงกล้าว่าไม่ต้องการส่งเสริมการพนัน แต่สุดท้ายตัวละครทั้ง 3 ท่านของกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเจ้ากระทรวง "กรณ์ จาติกวณิช ",รวมถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และปลัดกระทวงการคลัง ต่างจึงต้องเร่งผลักดันโครงการดังกล่าวให้เดินหน้าต่อ โดยเสนอให้ใช้วิธีเอกชนกับมูลนิธิเป็นตัวขับเคลื่อน และให้เป็นไปตามพันธะสัญญา ที่สำคัญวิธีการนี้ยังถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดของรัฐบาล เนื่องจากรัฐไม่ต้องมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง

++หืดขึ้นคอกว่าจะคลอดหวยบนดิน++
ทั้งนี้กว่าที่จะได้ข้อสรุปให้เดินหน้าหวยออนไลน์นั้น เรียกได้ว่าหืดขึ้นคอกันเต็มที่ ยืดเยื้อกันมาหลายรัฐบาล โดยหากย้อนถอยหลังไล่เหตุการณ์จาก ณ ปัจจุบัน เห็นได้ว่าหลังจากเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาคดีหวยบนดินเลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัว ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับช่วงต่อมาจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จากการทำงานของคตส.ที่หมดอายุไปเมื่อ 30 มิ.ย. 2551 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้นำรัฐบาลในยุคนั้น และพรรคพวกอีกรวม 47 คน ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการออกหวย 2 ตัว 3 ตัว

โดยเฉพาะการนำเงินรายได้ไปใช้จ่าย จนสัดส่วนการนำรายได้เข้าแผ่นดิน ไม่เป็นไปตามพ.ร.บ. สำนักงานสลากฯปี พ.ศ. 2517 ที่กำหนดสัดส่วนไว้ที่ 28% ของรายได้จากการจำหน่ายสลาก และจากการประเมินความเสียหายรัฐต้องสูญเสียรายได้เป็นเงินถึง 36,961.83 ล้านบาท สำหรับคำพิพากษาในขณะนั้น มีผลสรุปออกมาว่า การออกหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัวนั้นผิดข้อกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 มาตรา 5 และมาตรา 9 เนื่องจากเป็นการออกสลากในลักษณะเป็นหวยกินรวบ ไม่ได้มีรูปแบบเป็นกินแบ่งตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสัดส่วนรายได้จากการขายสลากนั้นจะต้องแบ่งสัน 60% ไว้เป็นเงินจ่ายรางวัล ส่วนอีก 28% ให้เป็นเงินนำส่งรัฐ ขณะที่อีก 12% ที่เหลือให้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสำนักงาน

นอกจากนี้เสียงข้างมากยังได้ตัดสินว่า การที่ ครม. และคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้นำรายได้ในการออกหวยบนดินคืนสู่สังคมนั้น ถือเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.เงินคงคลัง พ.ศ.2491 มาตรา 4 และมาตรา 13 พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ พ.ศ.2517 มาตรา 23 และมาตรา 27 โดยมีคำพิพากษาให้จำคุกนายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 2 ปี และปรับ 20,000 บาท ,รวมถึงจำคุกนายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 2 ปี และปรับ 10,000 บาท ,และจำคุกนายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 2 ปี ปรับอีก 10,000 บาท แต่เนื่องจากว่าจำเลยทั้ง 3 ยังไม่เคยต้องโทษทางคดีอาญามาก่อน จึงให้รอการลงอาญาไว้ 2 ปี โดยคำพิพากษาดังกล่าวน่าจะสามารถเป็นบรรทัดฐานให้การออกหวยออนไลน์ ให้ไม่ต้อง ผิดต่อ พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 อีก ดังนั้นจะเห็นว่าแนวทางที่มีให้เลือกมีไม่มากนัก เนื่องจากสถานการณ์ที่บีบบังคับ หากถอยหลังไม่เดินหน้าโครงการภาคเอกชนก็จ้องที่จะฟ้องร้อง ครั้นจะเดินหน้าแบบไม่สนใจใครก็ถูกมองว่าเป็นการมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงการ พนัน เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าจะมีบรรทัดฐานจากคำพิพากษาดังกล่าวไว้เป็นแนวทาง แต่การจะเดินหน้าออกหวยออนไลน์ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถทำได้ง่ายๆ ดังจะเห็นได้จากการที่คณะกรรมการสลาก ต้องสร้างเกราะป้องกันตัวเองขึ้นมา ด้วยการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาอีก 1 ชุด เพื่อทำ1.ประชาพิจารณ์สอบถามความคิดเห็นของประชาชนในประเด็นของการออนไลน์ และ 2.มาตรการเยียวยาทางสังคมจากผลกระทบของการออกหวยออนไลน์

อย่างไรก็ตาม กว่าจะได้ข้อสรุปจากการทำประชาพิจารณ์ เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปอีกถึง 2 เดือนเต็ม ส่วนข้อสรุปจากความคิดเห็นของประชาชนนั้น เพียงแค่การตั้งธงสำรวจ ก็คงจะพอรู้คำตอบ ซึ่งคำตอบที่ได้ส่วนใหญ่ต่างก็สนับสนุนให้มีการออกหวยออนไลน์ เหตุผลแบบเบสิก ๆ ก็เพราะหวยเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทย และการเล่นหวย ก็เปรียบเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตของประชาชนไทยมานมนาน
เพราะหาไม่แล้ว คนก็จะอาจหันไปเล่นหวยใต้ดิน หรือการพนันที่ผิดกฎหมายมากขึ้น

และแม้ว่าความคิดเห็นประชาชนส่วนใหญ่จะต้องการให้มีหวยออนไลน์ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะหาทางเยียวยาทางสังคม จากผลกระทบนี้อย่างไร เนื่องจากตามมติของคณะกรรมการเดิมที่ต้องการจัดสรรเงิน 50% จากเงินกำไรของสำนักงานสลากฯหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายแล้ว หรือเป็นงบส่วนหนึ่งใน 12% ซึ่งในแต่ละปีจะได้อยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ล้านบาทนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะไม่เพียงพอ คณะกรรมการจึงมีมติให้สำนักงานไปศึกษาเพิ่มเติมว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยอาจจะออกเป็นหวยออนไลน์ในรูปแบบของการกุศลเป็นงวดๆ เนื่องจากการดำเนินการรูปแบบดังกล่าวนั้น รายได้จากการขายสลากการกุศลจะตกเป็นของหน่วยงานที่ออก โดยที่ไม่ต้องนำส่งรัฐตาม พ.ร.บ. สลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะทำให้สำนักงานมีรายได้มากพอที่จะเยียวยาสังคมได้

++หวั่นซ้ำรอย"ยุคทักษิณ"
บทสรุปสุดท้ายนายประดิษฐ์มีนโยบายที่จะให้ออกหวยออนไลน์เป็นสลากการกุศล ทั้งหมด เพื่อจะได้นำเงินที่ได้ 28% ไปใช้ในการกุศลทั้งหมด โดยที่ไม่ต้องนำส่งเข้ารัฐ ตามมาตรา 22 พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ที่กำหนดไว้ ทั้งที่ในความเป็นจริงสามารถนำไปใช้ได้เพียง 27.5% เท่านั้น เนื่องจากใน 28% นั้น จะต้องถูกหักภาษีตาม พ.ร.บ.การพนันของกระทรวงมหาดไทย 0.50% ส่งผลให้เหลืออีก 27.5% ที่จะนำเข้ากองทุนเพื่อการเยียวยาสังคม หรือเป็นการจัดสรรให้กับองค์กรการกุศลต่างๆ ที่ยื่นขอเข้ามา โดยที่ในแต่ละปีจะมีหน่วยงานต่างๆ ขอรับเงินการกุศลที่ใช้ในกิจการต่างๆ จำนวนมาก ตกปีละ 5,000-6,000 ล้านบาท
มาถึงตรงนี้ประเด็นจึงเปรียบเสมือนเป็นบูมเมอแรงที่สะท้อนกลับมาสู่การใช้ เงินที่ได้จากขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเช่นเดิม ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และยังมีประเด็นที่ว่าหากผลกระทบทางสังคมที่ต้องใช้เงินเยียวยาปีละ 500-1,000 ล้านบาทไม่พอ แต่จำเป็นต้องใช้มากถึงปีละ 5,000-6,000 ล้านบาท หรือไม่และจำนวนมากขนาดนั้น จะคุ้มค่าในการเดินหน้าโครงการต่อไปหรือไม่ จึงเป็นประเด็นที่ต้องกลับมาขบคิดกันให้ดี อีกทั้งจะมั่นใจได้อย่างไรว่ากระบวนการกลั่นกรองโครงการจะได้รับความช่วย เหลือเงินโดยไม่รั่วไหล และไม่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สุดท้ายจะแน่ใจได้อย่างไรว่า การอ้างว่านำเงินมาในการกุศล โดยไม่นำส่งเงินเข้ารัฐ 28% ตาม พ.ร.บ. สลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 จะไม่กลับมาเป็นประเด็นการตีความทางกฎหมายอีกเหมือนที่เคยทำผิดมาก่อน โจทย์ที่รัฐบาลต้องตีให้แตกคือ จริงหรือที่หวยออนไลน์ จะส่งผลดีต่อประชาชน เพราะจะช่วยไม่ให้มีการค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือลอตเตอรี่ ในราคาที่สูงเกินจริง และจะช่วยลดปริมาณหวยใต้ดินที่ผิดกฎหมายลง ทั้งนี้ ถ้าหวยออนไลน์ดีจริงเหตุใดคณะกรรมการจึงต้องตั้งกองทุนเยียวยาตั้งแต่ โครงการยังไม่เดินหน้า

แน่นอนว่าประเด็นเรื่องของหวยออนไลน์นั้น ในปี 2553 จะยังคงเป็นข่าวที่ประชาชนให้ความสนใจ และติดตามกันอย่างใกล้ชิด ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร ใครที่มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง รัฐบาลจะตัดสินใจเดินหน้าโครงการนี้จริงๆหรือ เป็นคำถามที่ยังรอคำตอบ

วิเคราะห์หวยออนไลน์ จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,493 3 - 6 มกราคม พ.ศ. 2553
Continue Reading...

19 ธันวาคม 2552

อภิสิทธิ์ เสนอแนวทางแก้ปัญหา "โลกร้อน"

ฐานเศรษฐกิจ : นายกรัฐมนตรีได้หารือกับคณะทำงานวิเคราะห์ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศของประเทศไทย เพื่อรับฟังแนวทางรายละเอียดต่างๆของที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 15 และพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 5 โดยนายกรัฐมนตรีได้นำข้อมูลต่างๆเสนอต่อผู้นำประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมการ ประชุมครั้งนี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับคณะทำงานวิเคราะห์ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เพื่อรับฟังแนวทาง รายละเอียดต่างๆของที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 15 และพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 5 โดยนายกรัฐมนตรีได้นำข้อมูลต่างๆเสนอต่อผู้นำประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมการ ประชุมครั้งนี้ โดยเฉพาะ นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายบันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ ระหว่างการหารืออย่างไม่เป็นทางการ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าจะได้ข้อสรุปที่ทุกประเทศพร้อมร่วมมือในการ แก้ไขปัญหา แต่ในส่วนของการกำหนดตัวเลขอุณหภูมิ หรือข้อตกลงร่วมกันอาจยังไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นตัวเลขที่ชัดเจน ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีมองว่าต้องดึงจีนและสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมปฏิบัติตาม ข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับ จึงจะเริ่มต้นกระบวนการแก้ไขปัญหาได้

อย่างไรนั้น การประชุมครั้งนี้ นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวถ้อยแถลงในวันนี้โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาสภาพ ภูมิอากาสอย่างจริงจัง เพื่ออนุชนรุ่นหลัง ซึ่งยืนยันว่าสหรัฐอเมริกาพร้อมให้เงินสนับสนุน จำนวนแสนล้านดอลลาห์ ภายในปี 2020 แต่ต้องปฏิบัติภายใต้ 3 เงื่อนไข ประกอบด้วย ความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซอย่างเป็นรูปธรรม ความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพในการดำเนินการ และการสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เชื่อมั่นว่าในการประชุมครั้งนี้จะก่อให้เกิดผลสำเร็จทางปฏิบัติอย่างเป็น รูปธรรม ส่วนนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาก็ยืนยันความช่วยเหลือ เช่นเดียวกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่วนนายบันคีมูน กล่าวว่าการถึงเวลาที่ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อมนุษยชนรุ่นหลัง และการประชุมครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้นำของทุกประเทศ ว่าจะร่วมมือให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแค่ไหน

ที่มา ข่าวโลกร้อน COP15 Copenhagen ข่าวนายกฯอภิสิทธิ์ จาก ฐานเศรษฐกิจ
Continue Reading...

กรมทางหลวงสร้างสพานลอย อนุสาวรีย์หลักสี่ ต้นปี 53

ฐานเศรษฐกิจ : กรมทางหลวงตอกเข็มสร้างสะพานลอยอนุสาวรีย์หลักสี่ ต้นปี53 ต้องปิดถนนเหลือ 3 ช่องจราจร นาน 600 วันซ้ำเติมจราจรแจ้งวัฒนะอัมพาตหนักกว่าเดิม เหตุต้องสมทบปัญหารถติดหนักบริเวณวงเวียนหลักสี่ทะลัก 240,000 คันต่อ 12 ชั่งโมง ลามยาวไปถึงรามอินทรา-พหลโยธิน ตำรวจจราจรทุ่งสองห้อง-บางเขนต้องประสานกันหนัก แนะเลี่ยงใช้ ถนนลาดปลาเค้า ประดิษฐมนูธรรม แทน

สืบเนื่องจาก กรมทางหลวงมีแผนก่อสร้างสะพานลอยรอบอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ(หลักสี่ )ต้นปี 2553 เป็นต้นไป รวม 600 วัน และ ต้องปิด 2 ช่องจราจรระหว่างดำเนินการโดยเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2553 เป็นต้นไปนั้น
พ.ต.ท. บดินทร์ ผาสุก สารวัตรจราจรสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้องที่รับผิดชอบการจราจรบนถนนแจ้ง วัฒนะเปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า การลงมือก่อสร้างโครงการสะพานลอยอนุสาวรีย์หลักสี่ ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ขนาด 4 ช่องจราจรของกรมทางหลวง ในต้นปี 2553 ใช้เวลาก่อสร้าง 600 วัน นั้นจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อถนนแจ้งวัฒนะที่มีปัญหาจราจรคับคั่งอยู่แล้ว
ทั้งนี้จากข้าราชการที่เข้าทำงานที่ศูนย์ราชการ เข้าอยู่เต็มพื้นที่ และผู้ที่มาติดต่อขอใช้บริการ หลายหมื่นคน กลับวิกฤติหนักยิ่งขึ้น เนื่องจาก วงเวียนหลักสี่ ไม่สามารถระบายรถที่มาจากแจ้งวัฒนะมุ่งหน้าไปยังถนนรามอินทราหรือ เส้นทางอื่นได้มาก และ เมื่อมีปัญหาปิดช่องจราจร เพื่อก่อสร้างดังกล่าวก็จะยิ่งสร้างปัญหามากขึ้น
"นอกจากผลกระทบจากการก่อสร้างสะพานลอยอนุสาวรีย์หลักสี่แล้ว บนถนนแจ้งวัฒนะเองยังมีปัญหางานก่อสร้างสะพานข้ามแยกบริเวณหน้าศูนย์ราชการ ที่ยังยืดเยื้อ และมีความจำเป็นต้องเลื่อนการเปิดจราจรเต็มทั้งพื้นที่ออกไปเดือนมีนาคม 2553 "

จากเดิมกำหนดเปิดใช้ปลายปี 2552 นี้ ที่สำคัญ การขยายถนนแจ้งวัฒนะอีก 1 ช่องจราจรบริเวณด้านหน้าศูนย์ราชการ มีปัญหากรมศุลกากรเพิ่งส่งมอบพื้นที่ และ ยังติดปัญหาชาวบ้านไม่ตกลงใจให้พื้นที่อาคารพาณิชย์ 5-6 คูหา จาก 9 คูหา ตั้งแต่ร้านเบียร์โภชนาไปจนถึงบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ 1 ทำให้กรมทางหลวงไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ต้องออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนแทนซึ่ง ต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะดำเนินการได้
ขณะที่ปริมาณรถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆปัจจุบัน มีปริมาณกว่า 100,000 คันต่อวัน ที่สำคัญเมื่อสร้างสะพานลอยที่อนุสาวรีย์หลักสี่เชื่อว่าปริมาณจราจรจะติด ยาวจาก สะพานพระราม 4 (ปากเกร็ด)แจ้งวัฒนะ หลักสี่ รามอินทรา สำหรับทางออก สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้องจะต้องประสานกับสถานีตำรวจนครบาลบางเขนและกรม ทางหลวงเกี่ยวกับการจัดระบบจราจรเพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนต่อไป
ด้านพ.ต.ท.พิษณุ โกสิยวัฒน์ สารวัตรจราจรสถานีตำรวจนครบาลบางเขนกล่าวว่าขณะนี้ บริษัทผู้รับเหมาคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด(หจก.) แพร่วิศวกรรม ได้ส่งแผนแก้ปัญหาจราจรช่วงที่ปิดจราจรบริเวณวงเวียนหลักสี่ให้กับกอง บัญชาการตำรวจนครบาลเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนเบื้องต้นยังต้องปรับแผนเพิ่มเติมเพื่อความสะดวกของ ประชาชน

ขณะเดียวกัน ต้นปี 2553 จะเริ่มปิดการจราจรบางบริเวณ เพื่อรื้อย้ายสาธารณูปโภค อาทิ ระบบประปา เสาไฟฟ้า โทรศัพท์ โดยใช้เวลา 3-4เดือนต่อจากนั้นจะเริ่มตอกเสาตอม่อ และเริ่มงานก่อสร้างซึ่งช่วงนี้ จะมีการปิดจราจร 2 ช่องจราจรและเปิด 3 ช่องจราจรสลับกัน
โดยเริ่มจาก บริเวณขาออก 2 ช่องจราจร ของถนนแจ้งวัฒนะ บริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ผ่านวงเวียนหลักสี่ จากนั้นอ้อมโค้งไปบริเวณหน้าวัดพระศรีมหาธาตุ และไปลงบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเกริก ด้านถนนรามอินทราและจะปิดสลับช่องจราจรหากด้านใดด้านหนึ่งก่อสร้างเสร็จ

อย่างไรก็ดี จะส่งผลกระทบต่อการเดินทางค่อนข้างมาก เพราะปัจจุบัน วงเวียนหลักสี่ มีปัญหาปริมาณรถคับคั่งตลอดเวลา เนื่องจาก เป็นจุดศูนย์รวมรถ และ ขนาดช่องจราจรแคบเพียง 4 ช่องจราจร และต้องรับรถจากทุกทิศ ที่ต้องมากระจุกตัวที่วงเวียนก่อน กระจายออกไปตามถนนสายต่างๆ
นอกจากนี้จากการสำรวจของกรุงเทพมหานครพบว่า ช่วงเวลา เช้า-บ่าย 12 ชั่วโมง บริเวณวงเวียนหลักสี่มีปริมาณรถหนาแน่นถึง 240,000 คัน ซึ่งถือเป็นปริมาณรถที่มากที่สุด อย่างไรก็ดียอมรับว่า หากปิดช่องจราจรที่อนุสาวรีย์หลักสี่ จะกระทบต่อถนนแจ้งวัฒนะ อย่างหนัก เนื่องจาก 80 % รถจาก ถนนรามอินทรา จะม่งหน้าสู่ถนนแจ้งวัฒนะซึ่งรวมแล้วมีปริมาณจราจร 170,000 คันต่อวัน ทางเลี่ยงที่ดีที่สุด ควรใช้เส้นทางอื่นแทนเช่น ถนนลาดปลาเค้าถนนประดิษฐมนูธรรมเป็นต้น
ด้านแหล่งข่าวจากกรมทางหลวงกล่าวว่า อยากให้ประชาชนใช้รถใช้ถนนบริเวณดังกล่าวอดทน เพราะ การปิดช่องจราจร จะดำเนินการเป็นช่วงๆ ไม่ได้ปิดตลอดทั้ง 600 วัน และ จะเปิด 3 ช่องจราจร เพื่อสวนไป-กลับได้ และปิดเพียง 2 ช่องจราจร โดยเริ่มดำเนินการ เดือนมกราคม 2553 เพื่อรื้อย้ายสาธารณูปโภค 7เดือนจากนั้นจะลงมือก่อสร้าง

"คาดว่าแล้วเสร็จและเปิดการจราจรได้ราวกลาง-ปลายปี 2554 ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นโครงการ สะพานลอยอนุสาวรีย์หลักสี่ เริ่มจาก บริเวณกิโลเมตรที่ 1+002.00 ถนนแจ้งวัฒนะ บริเวณโรงเรียนมัธยมสาธิตวัดพระศรีมหาธาตุ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เข้าสู่พื้นที่วงเวียนหลักสี่เชื่อมเข้าสู่ถนนรามอินทรา บริเวณ กิโลเมตรที่0+702.045 ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดโครงการ ระยะทาง 1,781 เมตร ขนาด 4 ช่องจราจร มูลค่า 426ล้านบาท "

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,488 17-19ธันวาคม พ.ศ. 2552
Continue Reading...

04 ธันวาคม 2552

หอการค้าลุย 7 ธุรกิจสู้กระแสโลก

งานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 27 ระหว่างวันที่ 27-29 พฤศจิกายน 2552 ที่มีหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ ปิดฉากลงด้วยความชื่นมื่น โดยกิจกรรมนี้หอการค้าไทยร่วมกับหอการค้าจังหวัดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

เพื่อร่วมระดมสมองนักธุรกิจทั้งส่วนท้องถิ่นและส่วนกลาง ประเมินภาพเศรษฐกิจในรอบปีและแนวโน้มของปีถัดไป เพื่อรวบรวมสรุปเป็นข้อเสนอให้รัฐบาล นำไปกำหนดเป็นนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เช่นเดียวกันปีนี้ที่ที่ประชุมของหนึ่งในสถาบันหลักภาคธุรกิจเอกชน มีข้อสรุปเสนอรัฐบาล โดยมีสาระสำคัญคือ การเสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับภาคเอกชน นำร่องที่ 7 กลุ่มธุรกิจ ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทย

"ดุสิต"โชว์เปิด-ปิดงาน:
ปกติแล้วตามธรรมเนียมการประชุมของหอการค้าทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละภาคแต่ละจังหวัดจะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ วันแรกของการจัดงาน จังหวัดเจ้าภาพจะเลี้ยงต้อนรับสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศ ด้วยอาหารและการแสดงทางประเพณีวัฒนธรรม ที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนั้นๆ ก่อนจะเริ่มสัมมนาระดมสมองในวันที่สอง ซึ่งจะเปิดงานโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และสรุปปิดสัมมนาในวันที่สามโดยนายกรัฐมนตรี

แต่ปรากฏว่างานสัมมนาปีนี้เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองยังคุกรุ่นอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่ที่ขู่จะทำร้ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คำขู่รุนแรงถึงขั้นจะมีคาร์บอมบ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่านายกฯอภิสิทธิ์จะไปร่วมงานหรือไม่ จนท้ายสุดคณะกรรมการหอการค้าไทย โดยนายดุสิต นนทะนาคร ประธานหอการค้าไทย ในฐานะเจ้าภาพ จึงทำหนังสือแจ้งนายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องเดินทางมารับฟังสรุปผลการสัมมนาและปิดงานสัมมนาครั้งนี้ ขณะที่นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดภารกิจไม่ได้มาเป็นประธานเปิดงานเช่นเดียวกัน งานสัมมนาครั้งนี้จึงทำให้นายดุสิตต้องรับบทเจ้าภาพและประธานเปิดและปิดงานด้วยตนเอง

ผลจากความขัดแย้งทางการเมืองทำให้การประชุมประจำปีหอการค้าทั่วประเทศขาดนายกฯมาร่วมงานต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 3 แล้ว

-นำร่องแผนพัฒนา7ธุรกิจ:
นายดุสิต กล่าวว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีมาแล้วถึง 10 ฉบับ ช่วงแรกๆ ถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะมีผู้กำหนดทิศทางและปฏิบัติตามแผน แต่ช่วงหลังที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย จึงขาดความต่อเนื่องของการปฏิบัติให้เป็นไปตามแผน ทำให้ประเทศไทยเดินวนอย่างไร้ทิศทางจนกลายเป็นย่ำอยู่กับที่ ส่งผลให้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน แถมยังเผชิญมรสุมจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงยากลำบากมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจของไทยที่วางไว้ไม่สอดรับหรือช่วยขับเคลื่อนประเทศ ให้พ้นจากวิกฤติได้ จึงถึงเวลาที่ภาคเอกชน ต้องทำแผนยุทธศาสตร์ของประเทศฉบับนักธุรกิจเอง เพื่อเป็นเข็มทิศและแนวทางให้เอกชนพัฒนาธุรกิจ และขับเคลื่อนไปข้างหน้าร่วมกันอย่างมีจุดหมายเดียวกัน

การประชุมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฉบับประเทศ ระยะ 5 ปี เพื่อรองรับการเปิดเสรีทั้งด้านการค้า บริการ การลงทุน และการเคลื่อนย้ายแรงงาน ตามความร่วมมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 และเพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ในเวทีโลก โดยมีการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ระดมความคิดเห็น ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และความต้องการของแต่ละกลุ่มจังหวัด และจังหวัด เพื่อเพิ่มศักยภาพรายพื้นที่

โดยเริ่มที่ 7 กลุ่มธุรกิจ คือ 1.ธุรกิจเกษตร ประมง และอาหาร 2.ธุรกิจบริการสุขภาพ 3.ธุรกิจการค้าชายแดน 4.ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ 5.ธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 6.ธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ 7.ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ รวมทั้งมีแผนจะเพิ่มให้ครอบคลุม 50 กลุ่มธุรกิจ ที่จะครอบคลุมระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศ 60% จากที่มีมูลค่า 9 ล้านล้านบาท

-วาง 6ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน:
นายดุสิต กล่าวว่าทั้ง 7 กลุ่มธุรกิจดังกล่าว ได้กำหนด 6 ยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายได้แก่1.ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 2.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 3.พัฒนาทักษะและองค์ความรู้ 4.การส่งเสริมจริยธรรมและธรรมาภิบาล 5.รักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต 6.การป้องกันและเฝ้าระวังปัญหา

รวมทั้งต้องเร่งปรับปรุงปัญหาฐานรากของไทย คือเร่งปรับโครงสร้างระบบโลจิสติกส์ของประเทศควบคู่ไปด้วย เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง การจัดการสินค้าคงคลัง และการกระจายสินค้า เปลี่ยนการขนส่งทางถนนไปสู่ทางราง และทางน้ำมากขึ้น ปรับระบบขนส่งทางบกสู่ระบบสากล มีศูนย์เชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ที่สมบูรณ์ และรองรับการเชื่อมโยงในภูมิภาครองรับการเปิดเสรีอย่างเต็มที่ของอาเซียน โดยมีจุดมุ่งหมายลดต้นทุนโลจิสติกส์จาก 19% ของจีดีพี ให้เหลือ 15% ภายในปี 2555

"การประชุมในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ ที่จะเป็นแนวทางในการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังเพื่อทำให้เศรษฐกิจของประเทศพัฒนา มีความเจริญเติบโตต่อเนื่องและยั่งยืน แม้การประชุมจะเสร็จสิ้นลงแล้ว แต่ในภารกิจการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นและเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติอย่างจริงจังเป็นรูปธรรม ซึ่งเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายทำให้เรามีความพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าด้วยกันได้ภายในกรอบเวลา 5 ปี"

นอกจากนี้ จะมีการผลักดันและเพิ่มบทบาทของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กรอ.) ในระดับภูมิภาคและจังหวัดมากขึ้น โดยมุ่งจัดประชุมในระดับจังหวัดอย่างต่อเนื่อง มีการเพิ่มงบประมาณในภาครัฐ และดึงหอการค้าจังหวัดมาเป็นส่วนผลักดันเศรษฐกิจในจังหวัดและภาพรวมของ ประเทศ วางเป้าหมายที่จะผลักดันให้จีดีพีจังหวัดขยายตัวได้ 8-10% ต่อปี และเสนอเพิ่มความร่วมมือภาครัฐและเอกชนให้การเพิ่มความรู้และการใช้ประโยชน์ จากการรวมตัวทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนหรือเออีซี ในปี 2558

ประธานหอการค้าไทย กล่าวว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับภาคธุรกิจ ซึ่งเริ่มต้นด้วย 7 ธุรกิจนำร่อง พร้อมด้วยยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ หอการค้าไทยจะได้นำเสนอในรูปสมุดปกขาวให้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำไปกำหนดทิศทางพัฒนาเศรษฐกิจประเทศต่อไป

ทั้งนี้ การประชุมหอการค้าไทย ครั้งที่ 27 ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ ได้เสร็จสิ้นลงพร้อมสาระของแผน 7 ธุรกิจ 6 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน โดยหวังว่ารัฐบาลจะนำไปปฏิบัติขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ส่วนบทบาทของหอการค้าไทยรวมทั้งภาคธุรกิจสังคม ต้องช่วยกันติดตามว่าได้รับสนองตอบหรือไม่ อย่างไร ก่อนที่สมาชิกหอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศจะได้พบกันอีกครั้งปีหน้าที่จังหวัดขอนแก่นนั้น เชื่อว่าจะได้รับการปฏิบัติไม่ทั้งหมดก็บางส่วน

ด้านนายบุญเลิศ บูรณศักดา ประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นพร้อมแล้วที่จะเป็นเจ้าภาพครั้งต่อไป ทั้งเรื่องสถานที่พัก ห้องประชุม รวมทั้งความปลอดภัย สมาชิกหอการค้าพบกันปีหน้าที่จังหวัดขอนแก่น

ที่มา วิเคราะห์ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเงินการลงทุน ข่าวธุรกิจ จาก ฐานเศรษฐกิจ
Continue Reading...

20 พฤศจิกายน 2552

ฐานเศรษฐกิจ : ปิดฉาก'อีลิทการ์ด'บัตรเทวดาตกสวรรค์!

กว่า 7 ปีที่ผ่านมา คงปฏิเสธไม่ได้ถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้นของบัตรเทวดา"อีลิทการ์ด" ของบริษัทไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด(ทีพีซี) อันเป็นโครงการสุดฮือฮาของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่วาดฝันจะดึงนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์มาสมัครเป็นสมาชิก ในอัตราใบละล้านบาท โดยตั้งเป้าว่าจะระดมได้ถึง 1 ล้านคน เพื่อดูดเม็ดเงินเข้าประเทศ 1 ล้านล้านบาท

ถึงขนาดเปิดทำเนียบรัฐบาลสำหรับใช้เปิดตัวโครงการดังกล่าวเมื่อกลางปี 2546 โดยดึงนักธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์กับอดีตนายกฯมาร่วมถือบัตรกันหลายราย และหนึ่งในนั้นก็มี "เหยียน ปิน" ที่สนิทแนบแน่นกับรัฐบาลในยุคนั้นเป็นอย่างดี

++อ่วมขาดทุน 1.4 พันล้าน
แต่ท้ายสุดโครงการอีลิทการ์ด ก็กลายเป็นเทวดาตกสวรรค์ เพราะฝันทุกอย่างที่วาดไว้ไม่เห็นผลปรากฏเป็นรูปธรรมได้เลยสักอย่าง จากสมาชิกที่ตั้งเป้าไว้ 1 ล้านคน ถึงปัจจุบันหาได้แค่เพียง 2,570 คน รายได้แทบไม่ต้องพูดถึง เพราะประสบกับภาระขาดทุนสะสมกว่า 1,400 บาท มีเงินสดคงเหลืออยู่ที่ 338 ล้านบาทเท่านั้น แทบชักหน้าไม่ถึงหลังกับภาระที่ต้องดูแลค่าใช้จ่ายของสมาชิกอีลิทการ์ด ในการเข้ามาใช้บริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสปา สนามกอล์ฟ และต้องประสบกับปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างหนัก สะท้อนผ่านปัญหาการค้างจ่ายเงินให้กับคู่ค้า จนบางแห่งงดให้บริการสมาชิกอีลิทการ์ด และก่อนหน้านี้ก็มีรายการค้างเงินเดือนพนักงาน

ทำให้ตลอดทั้งปีนี้ไม่มีรายการรับสมัครสมาชิกใหม่ เพราะยิ่งรับมากก็ยิ่งประสบกับภาวะขาดทุน ปีนี้จึงถือเป็นการเข้ามาปรับลดค่าใช้จ่ายและอุดรูรั่วต่าง ๆ ของบริษัท เพื่อยืดลมหายใจของบริษัทออกไปเท่านั้น และก็ต้องพยุงต่อกันไปชนิดไม่สิ้นสุด เพราะอีลิทการ์ดไม่ได้เป็นโครงการที่ทำรายได้ในทางธุรกิจได้จริง และหากพูดกันเฉพาะในเชิงธุรกิจ ก็จะเห็นว่าเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจมานับจากเริ่มก่อตั้งโครงการแล้ว สำหรับการจัดเก็บรายได้จากขายสมาชิกอยู่ที่ 1 ล้านบาท กับสิทธิประโยชน์ที่ใช้ได้ตลอดชีวิต เพราะในโลกนี้ไม่มีบัตรพริวิเลจที่จะเป็นตัวทำรายได้ แต่พริวิเลจจะเป็นตัวเสริมเพื่อกระตุ้นให้เกิดรายได้เท่านั้น

ดังนั้น การที่รัฐบาลจะให้อีลิทการ์ดมาสร้างรายได้ ในขณะที่สิทธิประโยชน์ที่ต้องดูแลสมาชิกยาวนานมาก โดยที่บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของบริการเอง การหารายได้และควบคุมต้นทุนจะทำให้ไม่ขาดทุนจึงเป็นเรื่องที่ยาก รูปแบบการบริหารงานก็เป็นไปในลักษณะของการเล่นแชร์ ที่นำเงินของสมาชิกมาหมุนเวียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้งการมอบสิทธิพิเศษก็หลากหลายมาก ทั้งการให้สิทธิ์ระยะเวลานานกว่า 30 ปี สามารถโอนสิทธิ์ให้กับคนในครอบครัว หรืออื่นๆ

การที่รัฐบาลจะหวังให้อีลิทการ์ดมาสร้างรายได้ ในขณะที่สิทธิประโยชน์ที่ต้องดูแลสมาชิกยาวนานตลอดชีวิต โดยที่บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของบริการเอง การหารายได้และควบคุมต้นทุนจะทำให้ไม่ขาดทุนจึงเป็นเรื่องที่ยาก หากยังเดินหน้าทำต่อ การหาสมาชิกเพิ่มก็เหมือนกันเป็นการหมุนเงินไปเรื่อยๆ พอเงินหมดท้ายสุดรัฐบาลก็ต้องเข้ามาอุ้ม เรียกได้ว่าไม่ตายวันนี้ก็ตายวันหน้าอยู่ดี

การตัดสินใจสะสางปัญหาโครงการอีลิทการ์ด กลายเป็นเรื่องคาราคาซังผ่านมาหลายรัฐบาล แม้ไม่เห็นทางว่าจะดำเนินการอย่างไรที่จะไม่เป็นภาระงบประมาณของรัฐไปมากกว่านี้ แต่ครั้นจะลงดาบเลิกกิจการ ก็ทั้งห่วงผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะทางการไทยเป็นผู้เชิญชวนนักลงทุนมาเป็นสมาชิกเอง อีกทั้งยังหวั่นเกรงการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าชดเชยการไม่ได้รับบริการตามสัญญาที่อาจเป็นคดีความตามมาอีกมหาศาล โครงการนี้จึงยืดเยื้อเรื่อยมา

++ขายทิ้งดีกว่าเตี้ยอุ้มค่อม
ล่าสุดเมื่อ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฟันธงเลือกแนวทางการขายอีลิทการ์ดให้เอกชนที่สนใจเข้ามาดำเนินการแทน โดยที่ประชุมครม.เห็นชอบให้กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือสภาพัฒน์ ร่วมกันจัดทำร่างเงื่อนไข(ทีโออาร์) เปิดประมูลขายกิจการบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ให้เอกชนเข้ามาดำเนินการแทน ภายใน 1 เดือน และให้ดำเนินการเปิดประมูลภายในเวลา 2 เดือน

ซึ่งในร่างทีโออาร์นั้นจะให้สิทธิ์เอกชนเข้ามาบริหารงาน 100% และต้องกำหนดเงื่อนไขกับเอกชนให้ชัดเจน กรณีจะเข้ามารับบริหารต่อนั้นจะต้องยอมรับสภาพหนี้สะสมทั้งหมดของบริษัท ส่วนกรณีรับบริหารแล้วหากจะให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนในส่วนของสิทธิพิเศษต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ การยกเลิกค่าวีซ่า การเปิดช่องทางอำนวยความสะดวกการตรวจคนเข้าเมือง หรือ ฟาสต์แทร็ก เป็นต้น ทางรัฐก็พร้อมสนับสนุนอย่างต่อเนื่องสำหรับส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเงิน

ทั้งนี้หากภายในเวลา 3 เดือน ยังไม่ได้ข้อสรุปหรือไม่สามารถขายกิจการให้กับเอกชนได้ รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับไว้แล้ว คือ การยุบกิจการ แล้วโอนสมาชิกที่มีอยู่ไปให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ดูแลต่อในส่วนสิทธิประโยชน์และการบริการ แต่จะไม่มีการรับสมัครสมาชิกเพิ่มเติม

จากมติครม.ที่เกิดขึ้นจึงถือว่าเป็นการปิดฉากบริษัท และยุติโครงการโดยภาครัฐอย่างสิ้นเชิง หลังจากรัฐบาลต้องเสียค่าโง่ให้กับโครงการนี้ไปแล้วนับพันล้านบาท ข้อดีของการถอนตัวจากโครงการนี้ของรัฐ คือ ตัดภาระผูกพันกับรัฐบาลไทย ทีพีซีเองรวมถึงผู้ถือหุ้นอย่างททท.ในระยะยาว โดยการให้เอกชนเข้ามาดำเนินการแทนหรือแปรรูปออกไป ซึ่งเชื่อว่ายังมีกลุ่มธุรกิจที่น่าจะนำโครงการอีลิทการ์ดไปต่อยอดได้ อาทิ คิงเพาเวอร์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจสนามกอล์ฟ และกลุ่มธุรกิจลองเสตย์ ที่มีฐานลูกค้าเป็นเมมเบอร์คลับอยู่แล้ว

อีกทั้งการโอนให้เอกชนรับไปก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการโอนสิทธิประโยชน์ของรัฐที่เป็นสิทธิประโยชน์ของบัตรอีลิทการ์ด เพราะสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อาทิ การขอวีซ่า ทุกอย่างก็ต้องเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายของหน่วยงานต่าง ๆ อยู่แล้ว หรือแม้แต่ฟาสต์แทร็ก ก็เป็นบริการที่สามารถซื้อได้จากการให้บริการของภาคเอกชนหรือภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากทุกฝ่ายมีความจริงใจก็น่าจะแก้ปัญหาอีลิทการ์ดได้ แต่รัฐไม่ควรดำเนินการเอง เพราะภาระการขาดทุนที่ผ่านมาก็เป็นบทพิสูจน์ได้อยู่แล้ว

การยอมตัดความเสียหายในครั้งนี้ หากแลกกับการตัดตอนปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาชนิดไม่รู้จบก็น่าจะยุติโครงการอันฉาวโฉ่นี้ได้เสียที เหลือเฉพาะสมาชิกที่มีอยู่เดิม โดยให้ททท.ดูแลเฉพาะการให้บริการสมาชิกเดิมเท่านั้น ไม่มีการรับใหม่เพิ่ม เพราะโครงการที่เกิดจากใบสั่งการเมืองไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต แถมชื่อก็ยังฉาวโฉ่จนแทบไม่เหลืออยู่แล้ว เพราะทำไปทำมาโครงการนี้แทบจะกล่าวได้ว่าเป็นแหล่งหาผลประโยชน์ได้ในทุกยุคทุกสมัยทีเดียว

-สารพัดความล้มเหลว
7 ปีของโครงการอีลิทการ์ดมีเรื่องอื้อฉาวเป็นระยะ นับแต่วันเริ่มเดินหน้าโครงการ ที่มีการประกาศใหญ่โตว่า จะระดมสมาชิก 1 ล้านคน ดูดเม็ดเงินเข้าประเทศ 1 ล้านล้านบาท โดยพร้อมประเคนสิทธิประโยชน์และบริการชั้น"พิเศษ" สำหรับนักลงทุนกระเป๋าหนักที่เป็นสมาชิก แต่ผ่านไป 5 ปีมีสมาชิกที่ 2,570 คนเท่านั้น
แนวคิดของโครงการดังกล่าวยังขัดแย้งกันเอง ด้านหนึ่งประกาศว่าเป็นโครงการเพื่อบริการสมาชิกชั้น"พิเศษ" แต่ตั้งเป้าสมาชิกไว้สูงเป็นล้านคน อีกทั้งเมื่อไม่สามารถดึงสมาชิกได้สูงตามเป้า การบริหารเพื่อให้เกิดความประหยัดเนื่องจากขนาดก็ไม่เกิด จึงต้องแบกภาระขาดทุนสะสมมาต่อเนื่อง

ยังไม่นับการดำเนินงานที่ถูกต้องข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสหลายกรณี ทั้งการว่าจ้างบริษัทไทยเรฟพรีเซ็นเทชั่น จำกัด โฆษณาบัตรผ่านซีเอ็นเอ็น โดยไม่มีสัญญาจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นทางการ เมื่อถูกวางบิลเรียกเก็บเงิน 200 ล้านบาท ก็ไม่สามารถชำระให้ได้

กรณีถูกบริษัทแมคแคน-แอริคสัน เวิลด์ กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด ตัวแทนบริษัทโฆษณาชื่อดัง ส่งจดหมายทวงหนี้ 10 ล้านบาท สำหรับค่าไอเดียออกแบบโลโกและบัตรอีลิทการ์ดที่ยังจ่ายไม่ครบ แต่ผู้บริหารไปว่าจ้างบริษัทอื่น คือบริษัทแซสโซ จำกัด (SASSO) ของสหรัฐอเมริกา รับช่วงทำต่อ

ยังมีเรื่องทุจริตในเรื่องของการแต่งตั้งตัวแทนขายบัตรอีลิทการ์ด ซึ่งเอเยนต์หลายรายมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับกลุ่มทุนการเมืองในยุคทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทแอฟทีฟ จำกัดของนางสุนทรี จันทร์ประสิทธิ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับน้าของอดีตนายกฯทักษิณ , บริษัทคิงเพาเวอร์ฯ ที่เฟื่องฟูสมัยไทยรักไทยยังสมานฉันท์ รวมไปถึงบริษัทแกรนด์ อีลิทฯ บริษัทในเครือของนายเหยียน ปิน จึงมีการแต่งตั้งเอเยนต์เหล่านี้ขึ้นมา โดยที่ไม่มีการเปิดกว้างให้คนสนใจมาเสนอตัว การบริหารที่ไม่เป็นระบบ ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในจนเกิดการฟ้องร้องกันวุ่นวาย

หรือการใช้ทีพีซีเป็นแหล่งให้บริการอำนวยความสะดวกแก่คนใกล้ชิดฝ่ายการเมือง หรือผู้บริหารระดับสูง ในการเดินทางไปต่างประเทศ การตั้งงบค่าอาหารของฝ่ายบริหาร โดยใช้งบประมาณของทีพีซี การทำสัญญาเพื่อให้สมาชิกบัตรไปใช้บริการต่าง ๆ อาทิ สนามกอล์ฟ สปา ห้องออกกำลังกาย สปอร์ตคลับ ในวงเงินที่สูงเกินจริง หรือไม่คุ้มค่า หรือล่าสุดไปเช่าระบบบริหารและสัญญาระบบสำนักงานอัตโนมัติ (ไอที) เป็นวงเงินถึง 77 ล้านบาท ที่เป็นการเสียเปรียบคู่สัญญาทุกประตู เป็นต้น

สารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นกับบัตรเทวดา การปิดฉากและยุติโครงการของรัฐบาลในวันนี้ แม้จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์อยู่บ้าง แต่ก็เป็นการตัดตอนปัญหาในอนาคตที่จะเกิดขึ้นไม่รู้จบได้ดีที่สุด เพราะที่ผ่านมาอีลิทการ์ดก็มีแต่เรื่องฉาวโฉ่มาตลอดกว่า 7 ปี ที่ก็คงปฏิเสธไม่ได้

ที่มา จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,480 19 พ.ย. - 21 พ.ย. 2552
Continue Reading...

14 พฤศจิกายน 2552

ฐานเศรษฐกิจ : ความน่าเชื่อถือ 'ทักษิณ' ลด

ความน่าเชื่อถือ 'ทักษิณ' ลด - กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ ฐ.Blogger - โอฬาร สุขเกษม

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นับวันความน่าเชื่อถือกลับลดลง เพราะยิ่งเคลื่อนไหวภาพที่ออกมากลับ "ติดลบ" มากกว่าเดิม อย่างล่าสุดให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประเทศอังกฤษ และหลังเผยแพร่ออกมาแล้ว ก็ต้องออกมาแก้ตัวว่า สื่อรายงานผิดพลาด บิดเบือนคำให้สัมภาษณ์

ขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์ออนไลน์ "เดอะ ไทม์ส ออนไลน์" ได้ตีพิมพ์เพิ่มเติมทันควัน โดยนำเอาสิ่งที่ได้สัมภาษณ์มาลงตีพิมพ์ทั้งหมด ชนิดว่าไม่ต้องกรองกันละ เพื่อยืนยันว่าการรายงานข่าวนั้นเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ใครผิดถูกก็ให้อ่านบทสัมภาษณ์เอาเอง ซึ่งก็ไม่กี่ครั้งหรอกที่จะได้เห็นการชี้แจงของสื่อหรือการตอบโต้ของสื่อด้วยวิธีการนี้ โดยเฉพาะสื่อต่างประเทศ

เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2552 "เดอะ ไทม์สออนไลน์ของอังกฤษ ได้เผยแพร่ข่าวคำสัมภาษณ์ระหว่างนายริชาร์ด ลอยด์ แพร์รี บรรณาธิการข่าวเอเชีย ที่บินไปสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเนื้อหาที่นำมาตีพิมพ์พาดพิงและล่วงละเมิดองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ รวมถึงสถาบันกษัตริย์ของไทย ทำให้บ่ายวันเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องออกมาแถลงข่าวอ้างว่า คำให้สัมภาษณ์ของเขาถูกบิดเบือน และสุดท้ายสื่อออนไลน์ก็รุกกลับโดยนำคำให้สัมภาษณ์มาตีพิมพ์ ซึ่งน่าจะส่งผลให้ความเชื่อถือของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรลดลงไปได้

ลำพังเรื่องสมเด็จฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชาแต่งตั้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องคำพิพากษาจำคุก 2 ปี เป็นที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาและที่ปรึกษาส่วนตัว ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 รัฐบาลก็ตึงเครียดอยู่แล้ว จู่ๆยังไปให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศเยี่ยงนี้ ก็เท่ากับโหมกระพือความไม่น่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นมาอีก

เช้าวันอังคารที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงกรุงพนมเปญ ตามคำเชิญนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาลและที่ปรึกษาส่วนตัว โดยวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 จะเดินทางไปปาฐกถาพิเศษให้ผู้บริหารกัมพูชาฟัง ซึ่งท่าทีของรัฐบาลไทยต่อเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ก็ต้องติดตามอย่างกระชั้นชิด

สิ่งที่รัฐบาลไทยได้ดำเนินการในเช้าวันอังคาร คือ ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีมติให้ยุติการเจรจาความเข้าใจเบื้องต้น(MOU)ระหว่างไทยกับกัมพูชาไว้ก่อน ขณะเดียวกันอัยการสูงสุดและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทย-กัมพูชา

ส่วนความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ยังมีมุมมองที่ดีต่อกัน และพยายามแยกเรื่องที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ในขณะที่นักธุรกิจไทยพยายามมองเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเชิงบวก และไม่อยากให้ความสัมพันธ์เลวร้ายลงมากกว่านี้

ทิศทางที่เกิดขึ้นขณะนี้เราได้เห็นความพยายามที่จะเปิดเกมรุก โดยหาความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของไทย ขณะที่ภายในประเทศคนไทยก็มีความคิดแตกแยกกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ารัฐบาลยังดำเนินการต่อไปได้ เพราะยังมีความเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน หาได้แตกแยกอย่างที่หลายคนพยายามทำไม่ ความจริงแล้วคนไทยต้องยอมรับกับทุกสภาพที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อเอกราชและศักดิ์ศรีของประเทศ น่าเสียดายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เคลื่อนไหวแต่ละครั้ง ดูจะตรงกันข้ามกับความนึกคิดของคนไทยไปทั้งหมด

ที่มา จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,478 12 พ.ย. - 14 พ.ย. 2552
Continue Reading...

10 พฤศจิกายน 2552

ฐานเศรษฐกิจ : ศึกศักดิ์ศรีเกมการเมืองจุดไฟไทย-กัมพูชา

เขม็งว่า สัมพันธ์ร้าวไทย-กัมพูชาจะพัฒนาไปสู่ทิศทางใด หลังจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองลดระดับลง จากการเรียกเอกอัครราชทูตของตนเองกลับประเทศเมื่อ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

เวทีการประชุมแม่โขงซัมมิท หรือกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง 4 ประเทศ คือ ไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา กับญี่ปุ่นที่กรุงโตเกียวในวันถัดมา เป็นเวทีแรกที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย และสมเด็จฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต่างเดินทางไปร่วมประชุม
ผู้นำทั้งสองจะมีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันหรือไม่ยังเป็นที่ลุ้นระทึก เพราะทางฝ่ายไทยบอกแล้วว่า จะรอฟังการชี้แจงของทางการกัมพูชา ต่อแถลงการณ์ประท้วงของฝ่ายไทยในกรณีที่กัมพูชาแต่งตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคำพิพากษาศาลไทย เป็นที่ปรึกษานายกฯและรัฐบาลกัมพูชา จนต้องสั่งเรียกทูตกลับด่วน จึงจะไม่เป็นผู้เริ่มขอคุยทวิภาคีก่อน แต่หากนายกฯฮุน เซ็นจะชี้แจงก็พร้อมรับฟัง

ที่มา สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ ฐานเศรษฐกิจ
Continue Reading...

09 พฤศจิกายน 2552

ฐานเศรษฐกิจ : รมว.กต.เตรียมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อต่างประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุ คำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อสำนักข่าว Times Online มีการก้าวล่วงสถาบันและข้อมูลคลาดเคลื่อน จึงเตรียมทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อต่างประเทศ

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวตอบโต้คำให้สัมภาษณ์ต่อสำนักข่าว Time s Online ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าจากการตรวจสอบพบหลายส่วนมีการก้าวล่วงสถาบันอย่างรุนแรง ซึ่งข้อมูลต่างๆ มีความคลาดเคลื่อน จนประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับไม่ได้

อีกทั้งคำสัมภาษณ์ยังแสดงถึงความอึดอัดที่ไม่สามารถโน้มน้าวฝ่ายต่างๆ ให้เป็นพวกกับตนเอง จึงเชื่อว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่มีวัตถุประสงค์แอบแฝง แต่ไม่ทราบว่าเป็นการล็อบบี้ยิสต์หรือไม่ ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศเตรียมทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อต่างประเทศ ส่วนจะมีการตั้งข้อหาหมิ่นสถาบันหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไปประเทศกัมพูชา ว่า รัฐบาลจะทำหนังสือขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน โดยเรียกร้องให้ สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ แต่หากกัมพูชาไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาประเทศไทย ก็จะมีมาตรการขั้นต่อไป

ที่มา ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
Continue Reading...
 

ASTV ผู้จัดการ News

กรุงเทพธุรกิจ - ข่าวหน้าแรก

เกาะติดสื่อ ตามข่าวร้อน Copyright © 2009 WoodMag is Designed by Ipietoon for Free Blogger Template