ข่าวเด่น ข่าวร้อนวันนี้ : กรุงเทพธุรกิจ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวเสื้อแดง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวเสื้อแดง แสดงบทความทั้งหมด

24 มิถุนายน 2553

อย่าสร้างเงื่อนไขเพื่อไล่ล่า

เหตุระเบิดซึ่งเกิดขึ้นที่บริเวณพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา คงมีส่วนทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเกิดความวิตกกังวลกับสถานการณ์ภายในประเทศ ขึ้นอีกครั้ง หลังจากคนไทยต้องเผชิญกับเหตุความวุ่นวายทางการเมืองช่วงที่แนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จัดชุมนุมทางการเมืองระหว่างวันที่ 12 มี.ค.-19 พ.ค. และนำมาสู่ความสูญเสียของชีวิตประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นก็มีความพยายามทุกฝ่ายพยายามหาหนทางเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้ง ของคนในชาติ

ในเบื้องต้นแม้ว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับกุม นายเอนก สิงขุนทด ผู้ก่อเหตุ โดยลอบนำวัตถุระเบิดมาวางไว้บริเวณที่ทำการของพรรคภูมิใจไทย ในขณะที่ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) จะออกมาระบุว่า การก่อเหตุครั้งนี้เพื่อหวังผลทางการเมืองอย่างแน่นอน แต่ในแนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ซึ่งทำการสอบสวน ต้องทำด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ ก่อนที่จะมีการขยายผลไปยังผู้บงการหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุนี้ เนื่องจากสังคมไทยกำลังอยู่ในภาวะความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจกัน

ที่น่าเป็นห่วงคือเหตุระเบิดโดยมีพรรคการเมือง เป็นเป้าหมาย เกิดขึ้นในระหว่างที่รัฐบาลยังนำ พ.ร.ก.บริหารราช การในสถานการณ์ฉุกเฉินบังคับใช้อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เท่ากับว่าการกำหนดมาตรการระงับเหตุมีแนวทางปฏิบัติที่มีความเข้มงวด ทั้งการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ กับการตรวจสอบประชาชนบาง กลุ่ม ซึ่งอาจถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุร้ายยังมีจุดบกพร่อง ทางศูนย์อำนวยการในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือ (ศอฉ.) ที่ได้รับอำนาจจากฝ่ายบริหารคงจะต้องเร่งปรับแนวทางในการทำงานให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่เสียงระเบิดดังขึ้น ก็ มีทั้งบทวิเคราะห์และคำถามของสื่อมวล ชน ซึ่งมองว่าเหตุร้ายที่ เกิดขึ้นเป็นความจงใจสร้างสถานการณ์ขึ้นมา เพื่อต้องการให้บังคับใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินยังบังคับใช้อยู่ต่อไป สะท้อนให้เห็นถึงความหวาดระแวงกับการใช้อำนาจรัฐ ดังนั้น ทาง ศอฉ. ก็ต้องพึงระวัง อย่าอาศัยเงื่อนไขบางอย่างเป็นมูลเหตุในการไล่ล่าคนบางกลุ่ม โดยขาดพยานหลักฐานรองรับ ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง และทำให้หนทางในการปรองดองยากจะประสบความสำเร็จ.
Continue Reading...

ศาลอนุญาต “ผู้ต้องขังก่อแก้ว” ไปสมัครเลือกตั้ง!

ทนาย นปช.ยื่นคำร้องต่อศาลขอปล่อยตัวชั่วคราว “ก่อแก้ว พิกุลทอง” ผู้ต้องหาก่อการร้าย อ้างเจ้าตัวเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ขณะที่ศาลอนุญาตให้ “ผู้ต้องขัง” ไปลงสมัครรับเลือกตั้งได้

วันนี้ (24 มิ.ย.) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายคารม พลทะกลาง ทนายความแกนนำกลุ่ม นปช. เดินทางมายื่นคำร้องขออนุญาตให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราวนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการฝากขังชั่วคราวในข้อหาก่อการร้าย และถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม สามารถเดินทางไปสมัครรับเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 6 กทม.ในนามพรรคเพื่อไทย ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในจันทร์ที่ 28 มิ.ย.53

นายคารมกล่าวต่อว่า นายก่อแก้วได้รับมติจากที่ประชุมพรรคเพื่อไทย พึงถือว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว และขณะนี้นายก่อแก้วยังเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหาในข้อหาการก่อการร้ายเท่านั้น ซึ่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญยังถือว่านายก่อแก้วยังเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา โดยในวันนี้ทีมทนายได้เตรียมพยานขึ้นเบิกความต่อศาลจำนวน 3 ปาก ประกอบด้วย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายวัฒนา เตียงกูล จนท.ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย

นายคารมกล่าวยืนยันว่า หากศาลจะให้มีการเบิกความนายก่อแก้วมาให้การด้วยนั้น นายก่อแก้วก็พร้อมที่จะเดินทางมาได้ ซึ่งขั้นตอนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลว่าจะรับพิจารณาหรือไม่

ต่อมาเมื่อเวลา 11.40 น. นายคารมเปิดเผยว่า ศาลได้พิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่าการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสิทธิตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ อีกทั้งนายก่อแก้วยังเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา จึงอนุญาตให้เดินทางไปสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจันทร์วันที่ 28 มิ.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 08.30 น.เป็นต้นไป โดยไม่จำเป็นต้องเปิดไต่สวนพยานอีก

ทั้งนี้ ศาลให้เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์นำตัวนายก่อแก้ว พิกุลทอง ไปสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อเสร็จแล้ว ภายในวันนั้นให้นำตัวกลับมาควบคุมยังเรือนจำกลางคลองเปรมเช่นเดิม

เมื่อถามว่าในวันสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. นายก่อแก้วจะสวมใส่ชุดนักโทษหรือไม่ นายคารม กล่าวว่า ศาลได้ให้เป็นดุลพินิจของกรมราชทัณฑ์ว่าจะให้ผู้ต้องขังสวมใส่เสื้อผ้าหรือ แต่งตัวไปลงสมัครรับเลือกตั้งอย่างไร แต่คาดว่าคงเป็นไปตามความเหมาะสม

ด้านนายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้นายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้ต้องหาก่อการร้ายที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ เดินทางไปสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.กทม.ในวันจันทร์ที่ 28 มิ.ย.นี้ ทางกรมราชทัณฑ์ก็พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งศาลอยู่แล้ว โดยวันนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมตัวไปด้วย ส่วนการแต่งกายของผู้ต้องขังนั้น ถือเป็นเพียงประเด็นย่อยเท่านั้น อย่างไรก็ตามก็ต้องรอหมายศาลอย่างเป็นทางการก่อนว่ามีคำสั่งให้ปฏิบัติอย่าง ไร

แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า กรณีเช่นนี้สำหรับการแต่งกายหรือชุดที่สวมใส่ของผู้ต้องขังนั้น ต้องพิจารณาว่าศาลมีคำสั่งอย่างไร อย่างเช่น หากศาลอนุญาตให้ผู้ต้องขังสามารถเดินทางไปลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ต้องดูว่าในวันที่มาศาลเขาแต่งตัวอย่างไร อาจจะสามารถสวมใส่ชุดเหมือนวันที่มาศาล ก่อนถูกควบคุมตัวส่งเรือนจำก็ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายก่อแก้ว พิกุลทอง มีรายชื่อเข้าชี้แจงการทำธุรกรรมที่ต้องสงสัยมีส่วนสนับสนุนม็อบเสื้อแดง ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกให้บุคคลหรือนิติบุคคล จำนวน 83 ราย ตามคำสั่ง ศอฉ. เข้าชี้แจงการทำธุรกรรมต้องสงสัยกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยนายก่อแก้วอยู่ในกลุ่มที่ 10 ต้องมาตามตารางนัดหมายวันศุกร์ที่ 9 ก.ค. เวลา 09.00 น.ห้องสอบสวน สำนักคดีการเงินการธนาคาร และสำนักคดีภาษีอากรมี นายก่อแก้ว พิกุลทอง พร้อมพรรคพวกคนเสื้อแดงที่ต้องมาชี้แจงในวันดังกล่าวด้วย คือ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายอดิศร เพียงเกษ นายสำเริง ประจำเรือ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายธนกฤต ชะเอมน้อย นายอารี ไกรนรา นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข

นอกจากนี้ นายก่อแก้วยังเป็นผู้ต้องหาที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมกับพวกแกนนำ นปช.อีก 66 คนด้วย

21 พ.ค.52 สภ.อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ได้มีหมายจับก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากการกล่าวปราศรัยในงานชุมนุม “ความจริงวันนี้สัญจร” ซึ่งมีขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 22 มี.ค.52
Continue Reading...

14 กุมภาพันธ์ 2553

บทเรียนสงกรานต์ ป้องกันซ้ำรอย

นับถอยหลัง เหลือเวลาอีกเพียง 12 วันเท่านั้น ก็จะถึงกำหนดดีเดย์

ที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาตัดสินคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553

แน่นอน คดีนี้ถือเป็นคดีที่โด่งดังที่สุดของประเทศไทยในยุคนี้

แม้เป็นคดีที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลในตระกูล "ชินวัตร" แต่ก็เป็นคดีที่ทำให้คนทั้งประเทศเดือดร้อนไปตามๆกัน

เพราะเป็นคดีที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ให้การสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งผลให้มีการก่อหวอด

เคลื่อนไหวชุมนุม แสดงปฏิกิริยากันไม่หยุดหย่อน

อย่างที่เห็นตำตากันทุกวัน แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นัดระดมคนเสื้อแดง

เดินสายสัญจรชุมนุมประท้วงตามสถานที่ต่างๆ ทั้งหน่วยราชการ หน่วยงานความมั่นคง และองค์กรอิสระ ไม่เว้นแต่ละวัน

มีเป้าหมายขยายผลเรื่องความไม่เป็นธรรม 2 มาตรฐาน บ่มเพาะเงื่อนไข ตอกลิ่มใส่ฝ่ายกุมอำนาจรัฐ ไม่หยุดหย่อน

พร้อมทั้งกำหนดปฏิทินการเคลื่อนไหว ประกาศจะมีการนัดชุมนุมใหญ่ หลังเทศกาลตรุษจีน

ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงวันตัดสินคดียึดทรัพย์ 26 กุมภาพันธ์

ทั้งนี้ ตามรูปการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงจะต้องเพิ่มดีกรีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ไม่ว่าจะมีการชุมนุมเคลื่อนไหวกันอย่างไร ระดมม็อบมามากมายขนาดไหน สถานการณ์จะร้อนแรงเพียงใด

26 กุมภาพันธ์ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ต้องมีคำพิพากษาตัดสินคดียึดทรัพย์ ออกมาแน่นอน

ทั้ง นี้ เมื่อย้อนกลับไปดูคดีประวัติศาสตร์คราวนี้ เริ่มจากการที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ดำเนินการอายัดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ จำนวนมหาศาลกว่า 76,000 ล้านบาท

และส่งเรื่องให้อัยการร้องต่อศาลฎีกาฯ ขอให้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดิน

โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีการสืบพยาน พิจารณาไต่สวนตามกระบวนการกฎหมาย

ท่ามกลางความสนใจของประชาชนที่เฝ้าติดตามความคืบหน้าของคดีมาเป็นระยะ จนกระทั่งกระบวนการพิจารณาคดีเดินมาถึงช่วงสุดท้ายของกระบวนการ

โดยฝ่ายอัยการในฐานะผู้ร้องได้แถลงปิดคดี โดยสรุปว่า

คดี นี้อัยการขอให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ ได้มาจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ ส่วนรวมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

สืบเนื่องจากขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกฯ 2 วาระ วันที่ 9 ก.พ.2544 และวันที่ 9 มี.ค. 2548

ได้ ปกปิดการถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯจำนวน 1,419,490,150 หุ้น เป็นเงิน 76,621,603,061 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ ส่วนรวม

เป็นกรณีได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ เป็นจำนวนกว่าร้อยละ 48 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่จำหน่ายได้ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง

โดยปกปิดและอำพราง หุ้นไว้ในชื่อนายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พินทองทา ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เป็นผู้ถือหุ้นแทน

นอกจากนี้ในคำแถลงปิดคดีของอัยการยังระบุด้วยว่า

การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา เป็นการละเมิดต่อความไว้ วางใจของปวงชนในรัฐธรรมนูญ

"กรอบของความไว้วางใจที่ได้ไป มีมากกว่าคำปฏิญาณตนในรัฐธรรมนูญ และมากกว่าหน้าที่ตามกฎหมายอาญาว่า

จะ ไม่ทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 กับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จึงได้วางกรอบใหม่สำหรับนักการเมืองดังนี้

ต้องอยู่ ห่างไกลจากอามิสสินจ้าง รับของกำนัลเกิน 3,000 บาท ก็ไม่ได้ ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นต้องอธิบายที่มาที่ไปได้ทุกชิ้น ไม่เช่นนั้นถูกยึด ได้ทรัพย์สินมาโดยมิควร สืบเนื่องจากหน้าที่ก็ต้องถูกยึดเช่นกัน

หุ้น อื่นๆถ้ามีเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องแขวนไว้ในบริษัทจัดการหุ้นโดยห้ามยุ่งเกี่ยว ในระหว่างดำรงตำแหน่ง จะรับสัญญาจากหน่วยงานรัฐที่ตนดูแลไม่ได้ พ้นตำแหน่งไปแล้วก็ห้ามไปทำงานเอกชนที่ตนเคยกำกับดูแล

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกติกา เป็นความคาดหวังของความไว้วางใจ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งสิ้น

ใคร ละเมิดก็เป็นผิดอาญา หรือพ้นจากตำแหน่ง ฐานละเมิด หรือทรยศต่อความไว้วางใจ โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่ามีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญาเกิด ขึ้นแต่อย่างใดเลย"

ในขณะที่ทนายความของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นแถลงปิดคดี ที่อัยการขอให้ยึดทรัพย์คุณหญิงพจมาน จำนวนกว่า 1 พันล้านบาทเศษ โดยสรุปว่า

หุ้น ชินคอร์ปฯของคุณหญิงพจมานได้มาโดยสุจริตตั้งแต่ปี 2526 และมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยการซื้อจากการเพิ่มทุน จนกระทั่งวันที่ 1 ก.ย. 2543 มีหุ้นอยู่ 69,300,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท

และได้ขายให้กับนาย พานทองแท้ และนายบรรณพจน์ โดยโอนขายอย่างถูกกฎหมาย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว

จึง ไม่มีพฤติการณ์คงไว้ซึ่งหุ้นชินคอร์ปฯ ตามที่อัยการและ คตส. กล่าวหา และเป็นการวินิจฉัยที่ขัดต่อพยานที่ได้จากการไต่สวนของศาลฎีกาฯ

นอกจากนี้ ทนายความของนายพานทองแท้ และ น.ส.

พิน ทองทา ก็ได้ยื่นคำแถลงปิดคดี โดยระบุว่า นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา เป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปฯที่แท้จริงและมีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย

ไม่ ได้เป็นผู้ถือหุ้นแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา และคุณหญิงพจมานผู้คัดค้านที่ 1 ดังนั้น จึงขอให้เพิกถอนการอายัดทรัพย์ของนายพานทองแท้ 17,150,292,534 บาท พร้อมเพิกถอนการอายัดที่ดิน 4 แปลง และเพิกถอนการอายัดทรัพย์ของ น.ส.พินทองทา 23,529,837,028 บาท

ทุกฝ่ายต่างแถลงปิดคดีต่อศาลฎีกาฯ ไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนผลการตัดสิน คำพิพากษา จะออกมาอย่างไร ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า

ต้องรอลุ้น รอฟังพร้อมกันในวันที่ 26 กุมภาพันธ์

แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่มองเห็นอยู่เบื้องหน้า และเป็นที่หวาดหวั่นของสังคม ก็คือ

กลัวจะมีเหตุแทรกซ้อนกระทบต่อสถานการณ์ของประ-เทศ ที่เป็นผลข้างเคียงจากการตัดสินคดียึดทรัพย์ "ทักษิณ"

สังเกตได้จากการสนทนาในทุกวงการ ทุกวงสภากาแฟ มีคำถามไม่ต่างกัน

งานนี้ม็อบเสื้อแดงจะแรงไหม สถานการณ์จะวุ่นวายถึงขั้นจลาจลรึเปล่า จะเกิดเหตุนองเลือดหรือไม่

คำถามและข้อกังวลเหล่านี้ ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะคนกรุงเทพฯ แต่ทุกหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดก็มีความประหวั่นพรั่นพรึงไม่แพ้กัน

เพราะแกนนำเสื้อแดงโหมโรงตีปี๊บมาตลอดว่าจะปฏิบัติการ "แดงทั้งแผ่นดิน" พร้อมลุกฮือทุกจังหวัด

ใน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็ออกมาเปิดปมเรื่องเส้นทางการเงินที่ไหลจากต่างประเทศเข้า มามากผิดปกติ ตั้งข้อสังเกตอาจนำมาใช้สนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง

ตามด้วยการเปิดปูมแผนปฏิบัติการป่วนเมือง ทั้งการบุกยึดสถานที่ราชการ และเผาศาลากลางจังหวัด

ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง เพื่อขยายผลไปสู่การทำสงครามประชาชน

แต่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงก็ออกมาตอบโต้ว่า เป็นการใส่ร้ายป้ายสี ยืนยันการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงจะยึดแนวทางสันติวิธี

ต่างฝ่ายต่างบลัฟกันไปมา จนผู้คนสับสนไม่รู้ว่าฝ่ายไหนเท็จ ฝ่ายไหนจริง

ที่แน่ๆ ในการจัดชุมนุมทางการเมืองทุกครั้ง คนมากก็ต้องใช้ทุนมาก คนยิ่งมาก ปัญหาก็ยิ่งเยอะ การควบคุมทำได้ยาก

อย่างไรก็ตาม โดยกติกาประชาธิปไตย การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่สามารถทำได้

แต่หากเป็นการชุมนุมที่ละเมิดกรอบกฎหมายบ้านเมือง สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ถึงขั้นก่อเหตุจลาจล

ก็เป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาล ในฐานะผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ที่จะต้องใช้มาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุวุ่นวายลุกลามบานปลาย

เพราะ มีบทเรียนมาแล้วจากเหตุการณ์ที่ม็อบเสื้อแดงก่อจลาจลในช่วงสงกรานต์เมื่อปี ที่แล้ว ที่มีการปิดถนนบริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และถนนสายสำคัญๆในเขตกรุงเทพฯอีกหลายสาย

ก่อเหตุเผารถเมล์ ขู่เผารถแก๊ส จลาจลป่วนเมือง

ถ้าปล่อยให้เหตุการณ์ลุกลามไปถึงขั้นนั้น ก็มีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเกิดเหตุบานปลาย และเหตุแทรกซ้อน

ไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย

ไทยรัฐ : ในฐานะที่รัฐบาลเป็นฝ่ายบริหารประเทศ ถืออำนาจรัฐ ควบคุมกลไกฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน

มีอำนาจเต็มในการประกาศใช้กฎหมายพิเศษ ทั้ง พ.ร.บ. รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และ พ.ร.บ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

เพื่อเป็นเครื่องมือในการรักษาความสงบภายในประเทศ

จึงถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องใช้กลไกทุกอย่างภายใต้กรอบกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
รวมทั้งป้องกันรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ที่เป็นสุจริตชนให้สามารถทำมาหากิน ใช้ชีวิตได้ตามปกติ

อย่าปล่อยให้เกิดเหตุจลาจลซ้ำรอยเหมือนช่วงสงกรานต์.

ข่าวการเมือง ข่าวทักษิณ คดียึดทรัพย์ 76,000 ล้าน จาก ไทยรัฐ "ทีมการเมือง"
Continue Reading...

05 กุมภาพันธ์ 2553

จับประเด็นร้อน"กองทัพปชช."

ข่าวสด รายงานพิเศษ :

จาตุรนต์ ฉายแสง / กิตติศักดิ์ ปรกติ
กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าขึ้นมาทันที

เมื่อพล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี และพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง อ้างถึงผลหารือร่วมกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่บ้านพักของพ.ต.ท.ทักษิณในเมืองดูไบ

ในการจัดตั้งกองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยในพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว (กปช.) พร้อมเสนอแต่งตั้ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย นั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการสูงสุดของ กปช.

แม้ต่อมาจะมีการยืนยันว่ากองทัพประชาชนไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธ แต่เป็นการรวมกลุ่มของคนเสื้อแดงนับล้านคนในช่วงปลายเดือนก.พ. ที่จำเป็นต้องตั้งคนที่มีบารมีมาคอยนำการเคลื่อนไหวก็ตาม

ขณะที่มีความเห็นจากบุคคลในแวดวงการเมือง นักวิชาการ รวมถึงแกนนำคนเสื้อแดง ต่อแนวคิดดังกล่าวดังนี้

จาตุรนต์ ฉายแสง

อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

ข้อเสนอแนวคิดการตั้งกองทัพประชาชนที่พล.อ.พัลลภระบุนั้น น่าจะเป็นเรื่องการใช้ภาษาหวือหวารุนแรงเกินไป

โดยเฉพาะคำว่า "กองทัพ" อาจทำให้คนนึกถึงกองกำลังติดอาวุธหรือการต่อสู้ที่ใช้กำลังความรุนแรงในช่วงที่จะมีการชุมนุมใหญ่เกิดขึ้น

ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริง และไม่เชื่อว่ากองทัพประชาชนจะต่อรองทางการเมืองได้

การเสนอตั้งกองทัพประชาชนถือเป็นความคิดของคนที่ไม่มีประสบการณ์ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

หากมีการเคลื่อนไหวโดยกองทัพดังกล่าวจริงๆ อาจเข้าทางฝ่ายรัฐ ตกเป็นเครื่องมือในการนำกำลังเข้ามาปราบ และสุดท้ายคนที่แพ้คือกองทัพประชาชนเอง

ฉะนั้นทางที่ดีองค์กรที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจริงๆ ควรออกมายืนยัน ว่าจะต่อสู้ด้วยสันติวิธี

ไม่ควรใช้คนที่ใช้ความรุนแรงหรือปล่อยให้คนที่นิยมต่อสู้ด้วยแนวทางรุนแรงมา ชี้นำ เช่น กลุ่มนักรบเสื้อดำ รวมทั้งการไปยอมให้จัดตั้งกองทัพในลักษณะนี้ขึ้นมา

สมชาย ปรีชาศิลปกุล
จตุพร พรหมพันธุ์
บุรณัชย์ สมุทรักษ์


แกนนำกลุ่ม นปช.ไม่ควรเกรงใจกันเอง ต้องออกมาคัดค้าน ยอมไม่เป็นเอกภาพเพื่อปกป้องการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจริงๆ

หากข้อเสนอเป็นแนวคิดของคนแค่ 2 คน อย่าไปถือว่าเป็นกองทัพประชาชน

เพราะแนวทางนี้เป็นความคิดที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างมาก



กิตติศักดิ์ ปรกติ

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การประกาศของพล.อ.พัลลภ ถึงการจัดตั้งกองทัพประชาชน คงไม่มีอะไรมาก

น่าจะเป็นเพียงความต้องการให้เกิดกระแส เป็นข่าว ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเพราะได้รับความสนใจจากสื่อและสังคม

เช่นเดียวกับกรณีมีมือดีนำอุจจาระไปปาใส่บ้านนายกฯ ที่ไม่ได้มีสาระแต่เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจ

ในความเป็นจริงแล้วทำอะไรไม่ได้ เพราะการบอกว่าจะตั้งกองทัพประชาชน เพื่อต่อสู้นำความสงบสุขและประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา

หากกองทัพหมายถึงการรวมตัวของมวลชนจำนวนมากคงไม่มีอะไร เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นตามสิทธิเสรีภาพทั่วไป

แต่หากหมายถึงกองทัพที่มีกองกำลังติดอาวุธ คงต้องมาดูว่ามีความมุ่งหวังเพื่ออะไร เข้าข่ายกบฏหรือไม่

ถ้ากองทัพหมายถึงกองกำลังติดอาวุธ มีเป้าหมายดำเนินการเพื่อเปลี่ยนแปลงบุคคลอื่นให้ได้ตามความต้องการ ถือเป็นความผิด ฐานก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ใช้กำลังประทุษร้าย

แต่หากกระทำด้วยความสงบ ไม่ใช้กำลัง แม้จะใช้ชื่อแปลกๆ ไปบ้างต้องยอมรับว่าทำได้ เพียงแต่ชื่อไม่เหมาะสม เพราะอาจทำให้เกิดการยั่วยุขึ้นได้

การกระทำครั้งนี้จะส่งผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน คงบอกไม่ได้ แต่การแสดงความเห็นทางการเมืองเป็นเรื่องที่ทำได้ และรัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบ คอยดูแลและควบคุมผู้ที่ประสงค์ออกมาแสดงความเห็น หรือชุมนุมการเมืองใช้สิทธิหน้าที่ให้สอดคล้องกับกฎหมายและอยู่ในความเรียบ ร้อย

ส่วนที่ประกาศจะเคลื่อนไหวก่อนตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ต้องดูว่ามีเจตนาจะข่มขู่ศาลหรือไม่

หากเห็นได้ชัดว่าต้องการข่มขู่หรือใช้มติมหาชนเพื่อบีบบังคับศาล ต้องถือว่ามีความผิด



สมชาย ปรีชาศิลปกุล

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แนวคิดกองทัพประชาชนของพล.อ.พัลลภ เท่าที่ฟังยังเป็นความคิดกว้างๆ

รูปแบบโครงสร้างจะเป็นหน่วยงานประเภทไหน มีลำดับการบังคับบัญชาเหมือนกองทัพหรือไม่นั้น

มองว่าอาจมีโครงสร้างจัดองค์กรเหมือนทหารบก ทหารอากาศ หรือจะเป็นแบบกองทัพธรรม ที่ไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างกองทัพอะไรมาก

เป็นกองทัพประชาชนที่มีความคิดเห็นเหมือนกันมารวมตัวกันเท่านั้น

หากเกิดกองทัพนี้ขึ้นมาอาจจะเป็นปัญหาได้ เพราะการใช้อำนาจรัฐต้องเป็นหน่วยงานของรัฐ ถ้าไม่ใช่รัฐคงใช้อำนาจปกป้องคุ้มครองประชาชนไม่ได้

กองทัพนี้จะต่างกับกองทัพธรรมที่มุ่งเผยแผ่ศาสนา การตั้งกองทัพแค่เป็นการเปรียบเปรยเท่านั้น



จตุพร พรหมพันธุ์

ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช.

เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของพล.อ.พัลลภ และพล.ต.ขัตติยะ

แต่หากพูดถึงกลุ่มคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขณะนี้ คือกลุ่ม นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ที่มีพวกผมเป็นแกนนำ และมีนายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นประธาน

การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงไม่ว่าจะใช้รูปแบบใดจะมีการประชุมเพื่อขอมติ ทุกอย่างต้องเป็นมตินปช.

ขณะที่พล.อ.พัลลภและพล.ต.ขัตติยะไม่ใช่แกนนำนปช. ไม่เคยเข้าร่วมประชุม รวมถึงพ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่เคยสั่งการ นปช.ได้ หากมีการพูดจาก็เป็นเพียงเสียงหนึ่งที่เรารับฟังเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจสั่งการให้คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวใดๆ ได้

คนเสื้อแดงมีจุดยืนในการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยวิธีที่สันติ ไม่ใช้ความรุนแรง และไม่มีแนวคิดเคลื่อนไหวโดยกองทัพประชาชน

หากมีการเคลื่อนไหวอย่างไรเราจะแถลงจุดยืนที่ชัดเจน และเรื่องที่เกิดขึ้นพล.อ.ชวลิตแถลงจุดยืนชัดเจน พ.ต.ท.ทักษิณก็เขียนในทวิตเตอร์แล้วว่าเป็นการเตือนเพื่อไม่ให้เกิดความ รุนแรงเท่านั้น

จึงไม่มีประเด็นต้องกังวล



บุรณัชย์ สมุทรักษ์

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

ทีมวอร์รูมของพรรคประชาธิปัตย์มองว่าเป็นการสร้างรูปแบบความรุนแรง อันเป็นผลจากกลุ่มบุคคลที่ประกอบด้วยพล.อ.พัลลภ พล.ต.ขัตติยะ และแกนนำกลุ่มเสื้อแดงบินไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ดูไบ

เพื่อใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือต่อรองคดียึดทรัพย์ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือการแอบอ้างกระทำในนามกองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เป็นการใช้ยุทธศาสตร์ต่อรองสถาบัน หวังตั้งรัฐไทยใหม่ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเกินกว่าการเปลี่ยนแปลงเมื่อปี 2475 ทั้งที่เรามีกองทัพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่แล้ว

มั่นใจว่าการดำเนินการดังกล่าวจะไม่สัมฤทธิผลและถูกปฏิเสธจากประชาชน คงสร้างแนวร่วมไม่ได้

แนวทางดังกล่าวเป็นการใช้วิธีจรยุทธ์ที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี ก่อความรุนแรงลักษณะก่อการร้ายมากกว่าจะต่อสู้เพื่อปลดแอก ไม่สามารถนำสู่การเป็นประชาธิปไตยได้

การที่พล.อ.ชวลิตปฏิเสธไม่รับเป็นผู้นำกองทัพประชาชนดังกล่าว

หากย้อนไปดูเหตุการณ์ที่พล.อ.ชวลิตไปชุมนุมกับอดีตกลุ่มผู้ก่อการคอมมิวนิสต์ที่ จ.มุกดาหาร มีการใส่หมวกแดง

จะถือเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวในวันนี้หรือไม่

ที่มา ข่าวการเมือง ข่าวเสื้อแดง ข่าวกองทัพแดง ข่าวกองทัพประชาชน จาก ข่าวสด
Continue Reading...

อ่านใจ"จิ๋ว"ชิ่งผบ.กองทัพประชาชน

คมชัดลึก : เรียกเรตติ้งได้กระฉูดจริงๆ กับคิวที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย เผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย

ส่งสัญญาณจัดทัพสู้ พร้อมแต่งตั้ง "แม่ทัพใหญ่" ออกมาท้าชนกับกองทัพ หวังรบขั้นแตกหัก !!

แต่เพียงชั่วข้ามวัน การประกาศชักธงรบก็กลายเป็นเรื่อง "โจ๊ก" เพราะบรรดานายทหารคนสนิท (ทส.) ของบิ๊กจิ๋วต่างปฏิเสธแทนนายกันยกใหญ่ โดยมองว่า เป็นเรื่องตลก ที่สำคัญนายยังไม่รู้เรื่อง และที่ผ่านมาก็ยึดแนวทางสันติวิธีมาตลอด

ส่วน พล.อ.ชวลิต ก็ปฏิเสธทันควัน โดยเมื่อถูกถามว่า จะรับตำแหน่ง ผบ.สส.กองทัพประชาชนหรือไม่ พล.อ.ชวลิต ก็ตอบว่า "เรียกอย่างนั้นน่าเกลียด และอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งๆ ที่ผู้พูดอาจจะไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น

อันนี้ก็ต้องขอปฏิเสธที่จะใช้คำนี้ แต่ก็โอเคถ้าเป็นส่วนหนึ่งของพี่น้องประชาชนที่รักบ้านรักเมืองและใฝ่สันติ นั้นได้อยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำ เพราะมีอยู่แล้ว"

หากใครใกล้ชิดติดตามพ่อใหญ่จิ๋วจะรู้ว่า นี่เป็นลีลาเฉพาะตัว บอกปัดแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้นำกองทัพประชาชน หรือผู้นำเสื้อแดง

"เขามีผู้นำอยู่แล้ว วันนี้ขอเป็นมิตร และสหายที่รู้ใจ เพราะมีแนวทางการทำงานตรงกัน"

เป็นการตอบแบบคลุมเครือ แบบให้ตีความเอาเองตามสไตล์ "ขงเบ้งจิ๋ว" ที่คล้ายว่า พร้อมจะร่วมทัพ แต่คงจะไม่ถือธงนำ ซึ่งถ้าตีขลุมเอาตามนี้แสดงว่า บิ๊กจิ๋วไม่ปฏิเสธการเข้าร่วมในกองทัพคนเสื้อแดงเสียทีเดียว

ขณะที่หัวขบวนในระบอบทักษิณก็ต่างออก "ชิ่ง" กันพัลวัน เริ่มตั้งแต่ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ที่รีบทวิต ปฏิเสธว่า

"อย่าตกใจกับข่าวว่าจะมีอะไรรุนแรง ผมบอกทุกคนที่มาหาว่าเราจะต่อสู้ด้วยความจริงโดยสันติวิธี การพูดของเสธ.แดงเป็นการเตือนรัฐบาลไม่ให้ปราบประชาชน”

ส่วน นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ย้ำว่า เช้าวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ตนได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว ซึ่งข่าวที่เกิดขึ้นนั้นมีความเข้าใจผิดนิดหน่อย การเคลื่อนไหวของประชาชนจะไม่มีกองกำลังติดอาวุธ เพราะมันทำไม่ได้อยู่แล้ว ผิดกฎหมาย

"จะมีเพียงการผนึกกำลังให้บ้านเมืองมีประชาธิปไตยด้วยแนวทางสันติ อหิงสา ไม่ใช้ความรุนแรง ถ้ามีพลังประชาชนมากเท่าไหร่กองทัพก็จะไม่กล้าปราบปราม ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมายแน่นอน"

ขณะที่ระดับหัวส่งสัญญาณ "ไอ้เสือถอย" ก็มีเพียงลูกกระจ๊อกอย่าง เสธ.แดง ที่ออกมาแก้เกี้ยวแทน พล.อ.พัลลภ ว่า ได้เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ดูไบเรื่องการแต่งตั้ง พล.อ.ชวลิต เป็นผู้นำกองทัพประชาชนกลุ่มคนเสื้อแดง

เสธ.แดง อ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นด้วยอย่างมาก เนื่องจาก พล.อ.ชวลิต มีประสบการณ์ และเป็นที่ยอมรับจึงน่าจะสามารถรวบรวมกองกำลังคนเสื้อแดงได้เป็นจำนวนมาก

"เรื่องการแต่งตั้ง พล.อ.ชวลิต เป็นผู้นำกองทัพประชาชน พล.อ.พัลลภ ได้คุยกับ พล.อ.ชวลิต เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง พล.อ.ชวลิต ได้รับปากเป็นผู้นำกองทัพประชาชนแล้ว"

ขณะที่ พล.อ.พัลลภ ก็ออกมาแก้ต่างว่า เป็นความผิดของตนที่พูดว่าเป็นกองทัพประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แล้วให้ พล.อ.ชวลิต เป็น ผบ.สส.

"เป็นการใช้คำที่ผิดเอง แต่ความจริงสมาชิกเสื้อแดงเขาเรียกตัวเองว่าเป็นกองทัพประชาชนอยู่ แล้ว ผมจึงใช้คำนี้ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม พล.อ.ชวลิต ท่านปฏิเสธที่จะเป็น ผบ.สส. แต่ท่านพร้อมที่จะเป็นผู้นำประชาชน" พล.อ.พัลลภ กล่าว

ทั้งหมดทั้งมวล คือ ท่าทีของขบวนการทักษิณที่รีบออกมาปฏิเสธกันจ้าละหวั่น หลังมีข่าวการตั้ง "กองทัพเถื่อน" ออกมาท้าสู้กับ "กองทัพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ที่มีความชอบธรรมประทับตราไว้อย่างชัดเจน

โดยเฉพาะตัว พล.อ.ชวลิต ยิ่งต้องออกมาปฏิเสธกว่าใคร เพราะภาพลักษณ์ของจิ๋วหวานเจี๊ยบนั้นนิยม "ช่อดอกไม้" มากกว่า "ปลายกระบอกปืน" มาตั้งแต่ไหนแต่ไร

ครั้งที่ยังอยู่ในกองทัพก็อาศัยงานด้านการข่าวเชิงการทูตไปปฏิบัติภารกิจลับทั้งประเทศเพื่อนบ้าน หรือกระทั่งในจีน มาอย่างโชกโชน

ส่วนครั้งที่ยังอยู่ข้างกาย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ สมัยที่ยังเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังใช้ความสงบสยบลูกพยศของ "กบฏยังเติร์ก" ได้อยู่หมัดถึง 2 ครั้ง 2 ครา

เมื่อเร็วๆ นี้ ก่อนเข้าร่วมต่อสู้กับขบวนการทักษิณก็เคยเสนอทฤษฎี "โซ่ข้อกลาง" และ "รัฐบาลแห่งชาติ" ชวนทุกฝ่ายมาตั้งรัฐบาลร่วมกันเพื่อยุติความขัดแย้งมาแล้ว

ดังนั้น โดยธรรมชาติของบิ๊กจิ๋ว ซึ่งเป็น "ทหารสื่อสาร" จะให้ความสำคัญกับการทูตก่อนการทหารเสมอ (หากสามารถหลีกเลี่ยงได้)

แต่นั่นก็อาจมิใช่เหตุผลที่แท้จริงที่บิ๊กจิ๋วออกมาปฏิเสธทั้งหมดก็ได้ เพราะอย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดร้ายแรงกรณีเป็นผู้ออกคำสั่งให้สลายม็อบกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

บางที...บิ๊กจิ๋วอาจแค่ไม่ต้องการให้ตัวเองตกเป็น "จำเลยอันดับ 1" เหมือนครั้งนั้นก็เป็นได้ !?!?

ที่มา ข่าวการเมือง ข่าวเสื้อแดง ข่าวกองทัพแดง ข่าวกองทัพประชาชน จาก คมชัดลึก โดย ทีมข่าวความมั่นคง
Continue Reading...

สถาปนากองทัพแดง "ทักษิณ" ได้ "บิ๊กจิ๋ว"เสีย

กรุงเทพธุรกิจ : อยู่ๆ คณะแดงฮาร์ดคอร์ อันประกอบด้วย พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผอ.รมน. พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก

อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง สุพร อัตถาวงศ์ ที่บินไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี และประโคมข่าวก่อนกลับเข้ามาว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ ไฟเขียวให้จัดตั้ง "กองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" หรือชื่อย่อว่า กปช. โดยเสนอชื่อ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เป็นผู้นำ มีตำแหน่งเป็น "ผู้บัญชาการสูงสุด" ของกองทัพประชาชน

แนวคิดนี้ เป็นข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการรบกับรัฐบาล ของคณะฮาร์ดคอร์คณะนี้ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ โดย เสธ.แดงอ้างว่า ในการหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องการแต่งตั้ง พล.อ.ชวลิต เป็นผู้นำกองทัพประชาชนกลุ่มคนเสื้อแดง พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นด้วยอย่างมาก เนื่องจาก พล.อ.ชวลิต มีประสบการณ์และเป็นที่ยอมรับจึงน่าจะสามารถรวบรวมกองกำลังคนเสื้อแดงได้ เป็นจำนวนมาก

โครงสร้างของกองทัพประชาชน ตามคำอธิบายของเสธ.แดง ระบุว่า จะมี พล.อ.ชวลิต เป็นผู้นำ ขณะที่แกนนำคนอื่นๆ อย่างตัวเขาเอง พล.อ.พัลลภ อริสมันต์ สุพร จะทำหน้าที่ช่วยคุมกองกำลังที่มีทั้งทหารพรานทั่วประเทศ นักรบชุดดำ ภารกิจหลักคือรวบรวมประชาชนเพื่อปกป้องประชาธิปไตย ดูแลไม่ให้ทหารไปรับคำสั่งกลุ่มอำมาตย์มายิงประชาชน และย้ำว่าไม่ใช่การรวมกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงไม่เข้าข่าย "กบฏ"

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับลูกเรื่องนี้ โดยทวิตบนเว็บไซต์ของเขาว่า “อย่าตกใจกับข่าว ว่าจะมีอะไรรุนแรง ผมบอกทุกคนที่มาหาว่า เราจะต่อสู้ด้วยความจริงโดยสันติวิธี การพูดของ เสธ.แดงเป็นการเตือนรัฐบาลไม่ให้ปราบประชาชน”

การเปิดประเด็นเรื่องนี้ ได้ถูกตั้งคำถามอย่างมากและกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างทันที เพราะยุทธศาสตร์นี้ เหมือนต้องการปลุกระดมประชาชนให้ออกมาร่วมกับกองทัพเสื้อแดงแล้วสู้เพื่อ ทักษิณ ไม่ใช่สู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างที่พยายามอ้าง โดยไม่สนว่าจะเกิดอะไรตามมากับวิธีการสุ่มเสี่ยงอย่างนี้

เมื่อเรื่องนี้ ถูก เสธ.แดง และ พล.อ.พัลลภ กระจายออกมาเมื่อค่ำวันที่ 3 ก.พ. "บิ๊กจิ๋ว" เองก็ยังออกอาการงง เพราะก็ไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน กระทั่งช่วงเช้าวันที่ 4 ก.พ. บิ๊กจิ๋วจึงเดินทางไปยังตึกชินวัตรก่อนเดินทางมาแถลงข่าวที่พรรคเพื่อไทย หลังจากมีการโทรศัพท์พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณโดยตรงอย่างเคร่งเครียด

กระทั่งได้คำตอบจากพ.ต.ท.ทักษิณว่า เป็นความคลาดเคลื่อนของคนที่ให้ข่าว และไม่ใช่ความหมายที่ต้องการให้บิ๊กจิ๋วมานำกองทัพกลุ่มเสื้อแดงต่อสู้ รัฐบาล ความหมายที่ถูกต้องคือ ต้องการให้บิ๊กจิ๋วเป็นผู้นำภาคประชาชนในการต่อสู้เพื่อความถูกต้องในบ้าน เมืองด้วยแนวทางสงบและสันติเช่นเดียวกันกับแนวที่ของบิ๊กจิ๋ว

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้บิ๊กจิ๋วมีท่าทีคลายเครียด แม้จะออกมาแถลงข่าวเคลียร์ตัวเอง เพราะคำอธิบายของ พ.ต.ท.ทักษิณกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงที่โหมปฏิบัติการดาวกระจาย (อ้างเรื่องต่อต้านการรัฐประหาร) กลับขยายวงมากยิ่งขึ้น ไม่ได้เป็นไปในแนวทางสันติและสงบ แต่กลับยิ่งโหมกระแส ท้าทายฝ่ายตรงข้าม

เช่นเดียวกับความรู้สึกของแกนนำและส.ส.ส่วนใหญ่ในพรรคเพื่อไทย ก็ไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงทุกวันนี้ เพราะไม่มีประโยชน์ต่อพรรค

ทว่าในการชี้แจงของ พล.อ.ชวลิต ที่ปฏิเสธการเป็นผู้นำกองทัพเสื้อแดง ก็ยังรักษาไมตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการแบ่งรับแบ่งสู้การทำงานที่ต้องเกี่ยวโยงกับกลุ่มเสื้อแดงที่เคย ปฏิเสธมาโดยตลอด

ทางรอดของบิ๊กจิ๋ว จึงทำได้แค่พยายามปรับความเข้าใจของผู้คนในสังคมที่มีต่อตัวเขา ไม่ให้ตีความว่า "รับงาน" ส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ

"คิดว่าข่าวที่ออกมาเป็นเพียงการกล่าวของ พล.อ.พัลลภ ที่อาจต้องการให้มาเป็นหัวหน้าหน่วยงานให้กับประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ ใฝ่สันติ และต้องการทำงานเพื่อประเทศชาติ คงไม่ใช่จะให้ผมไปทำอะไรที่เสียหาย ยืนยันว่ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่เหมือนเสื้อสีอื่นที่ประกาศชัดเจน...

หากไปเรียกว่าเป็นผู้บัญชาการกองทัพ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เพราะผู้ที่พูดอาจไม่ได้มีเจตนาหมายความว่าอย่างนั้น จึงขอปฏิเสธที่จะใช้คำว่าผู้นำสูงสุด แต่ยอมรับว่าผมเป็นส่วนหนึ่งของประชาชนที่รักบ้านเมือง และใฝ่สันติ โดยไม่จำเป็นต้องไปเป็นผู้นำเพราะเขามีผู้นำอยู่แล้ว วันนี้ขอเป็นมิตรและสหายที่รู้ใจ เพราะมีแนวทางการทำงานตรงกัน โดยการแก้ปัญหาของบ้านเมือง"

ขณะเดียวกัน "3 เกลอ" แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช.(กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) ที่ประกอบด้วย วีระ มุสิกพงศ์ (ประธาน) จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.กทม.เพื่อไทย และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็รีบออกมาปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์นี้ โดยระบุว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของบุคคล

เจตนาจะบอกว่าความเคลื่อนไหวของ "กลุ่มฮาร์ดคอร์" คณะนี้ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสื้อแดง นปช.แต่อย่างใด

ซึ่งหมายถึงการปฏิเสธ "การนำ" ของกลุ่มนี้ ที่พยายาม "ชิงการนำ" ยกระดับตัวเอง ไปรับงานกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยตรง

หากมองในแง่ทฤษฎีที่ว่า ฝ่ายไหน "ได้-เสีย" จากเรื่องนี้...ก็น่าคิด

ที่แน่ๆ สมาชิกในพรรคเพื่อไทย ไม่มีใครอยากให้กลุ่มเสื้อแดงลากพรรคลงเหวไปด้วย

ที่แน่ๆ เสื้อแดง นปช.ถูกรุมถล่มอย่างหนัก

ที่แน่ๆ "ทักษิณ" สร้างกระแสให้ตัวเองได้ ว่ายังมีบารมี ยังมีความสำคัญ ถึงขั้นมีสาวกเสนอตั้งกองทัพส่วนตัวให้

ที่แน่ๆ "บิ๊กจิ๋ว" อาจจะเป็นคนเดียวที่ "เสียหาย" อย่างชัดเจน

หากคิดหลายชั้น ก็มีนักสังเกตการณ์เริ่มสงสัยว่า "บิ๊กจิ๋ว" ซึ่งยังใกล้ชิดกับกองทัพ ยังใกล้ชิดกับโครงสร้างเดิม ยังใกล้ชิดกับหัวหน้าอำมาตย์ใหญ่ กำลังเคลื่อนไหวอะไรที่สร้างความหวาดระแวงและความไม่ไว้ใจให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่

จนถึงกับออกมาโยนเผือกร้อนให้ตอนนี้!!

ข่าว กองทัพประชาชน ข่าวกองทัพแดง ข่าวเสื้อแดง ข่าวการเมือง จาก กรุงเทพธุรกิจ
Continue Reading...

ภาพ “กองทัพแดง” สยอง - “จิ๋ว” กลับลำหรือลับลวงพราง!

ASTVผู้จัดการออนไลน์ :
แม้ ว่านาทีนี้ยังไม่อาจสรุปแบบฟันธงได้ว่าการออกมาปฏิเสธของ พล.อ.ชวลิต และการเน้นย้ำสันติวิธีของ ทักษิณ จะเป็นการกลบเกลื่อนหลังจากสถานการณ์ไม่เป็นใจ หรือว่าเป็นประเภท ลับลวงพรางให้เขวไปอีกทางก็ตาม แต่เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาแบ็กกราวด์ของอดีตนายทหารที่เคยสร้างสถานการณ์ ปั่นป่วนมาแล้วหลายครั้งจนติดตาย่อมไม่ธรรมดาแน่

ปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่าภาพ “กองทัพแดง” หรือ “กองทัพประชาชน” ที่มีการขยายความโดย พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี และ “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ย่อมส่งผลออกมาในทาง “น่ากลัว” เห็นภาพของการเข่นฆ่าในบ้านเมืองจนเลือดนองเป็นท้องธารกันเลยทีเดียว ส่วนใหญ่ก็จะเห็นภาพการปฏิวัติของกองทัพแดงของ “เหมา เจ๋อตุง” ที่นำทัพพรรคคอมมิวนิสต์เข้ายึดอำนาจ รวมไปถึงการโค่นล้มในรัสเซียล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างถอนรากถอนโคน หรือแม้แต่กองทัพเขมรแดงของพลพต เข้ายึดกรุงพนมเปญ เมื่อปี 2518 เป็นต้น ล้วนเป็นภาพที่ชวนสยดสยองพองเกล้า

แม้ว่าชื่อเต็มๆที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณีนำมาขยายความว่า “กองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” อาจฟังดูแล้วแปลกๆมั่วๆขัดกันเองกับพฤติกรรมในภาพรวมอยู่ในทีพิกล แต่ที่ผ่านมาภาพของกองกำลังติดอาวุธ ใช้ความรุนแรงเริ่มถูกมองในโทนแบบนั้นมากขึ้น โดยเฉพาะในระยะหลังที่มี พล.อ.พัลลภ และ เสธ.แดง เข้าไปเกี่ยวข้อง ถึงขนาดมีข่าวความเคลื่อนไหวในการฝึกอาวุธมาอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันปฏิเสธไม่ได้ว่าการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงตั้งแต่ต้นปี ที่ผ่านมาได้เพิ่มแรงกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะแกนนำที่มีตั้งเวทีชุมนุมย่อยในหลายจังหวัดทั่วประเทศ มีกิจกรรมกันมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะ “ปลุกระดม” เป็นการสร้างเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมหรือ “สองมาตรฐาน” และนับวันยิ่งเข้มข้น โดยเฉพาะ ทักษิณ ชินวัตร มีการวิดีโอลิงก์ รวมไปถึงทวิตเตอร์เข้ามาในเวทีคนเสื้อแดงเน้นย้ำแต่เรื่องประเด็นดังกล่าว

ความหมายก็คือหากไม่มีการคืนความยุติธรรม และคืนประชาธิปไตยกลับมา ก็จะไม่มีการยุติ

นอกเหนือจากนี้ยังมีความพยายามในการใช้คำพูดและความเคลื่อนไหวใน ลักษณะข่มขู่องค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็นอดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และศาล

ขณะที่ พล.อ.ชวลิต ก็เพิ่งระบุว่าคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาทที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีการพิพากษาใน วันที่ 26 ก.พ.ศาลจะยึดแค่บางส่วนเท่านั้น เมื่อถูกถามว่ารู้ได้อย่างไร เขาก็ใช้ชั้นเชิงตอบให้กำกวมว่า “เป็นความลับ” ต้องการให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา

แต่ถึงอย่างไรความหมายก็คือเป็นการกดดันหรือชี้นำศาล และยังรวมไปถึงกรณีข้อครหาในเรื่องการวิ่งเต้นตามมาอีกด้วย ซึ่งล้วนแล้วมีความหมายในทางลบทั้งสิ้น

อย่างไรก็ดีหากสังเกตจะพบว่าแนวทางในการสร้างกระแสในเรื่องเงินสินบน จากคดียึดทรัพย์ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่น กล่าวหาว่า คตส.จะได้รับเงินส่วนแบ่งกว่าหมื่นล้านบาทหากมีการยึดทรัพย์ของ ทักษิณ รวมไปถึงกรณีที่ เสธ.แดงกล่าวให้ร้ายศาลว่าจะได้รับส่วนแบ่งคนละพันล้าน

หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ขว้างปาสิ่งปฏิกูลเข้าไปในบ้านพักของ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อสองสามวันก่อนมันก็สะท้อนภาพของการข่มขู่ได้อย่างชัดเจน

จนกระทั่ง พล.อ.พัลลภ ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องการตั้งกองทัพประชาชน ภายหลังกลับจากยกคณะไปพบกับ ทักษิณ ที่ดูไบ และการระบุว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “ผู้นำกองทัพแดง” เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงเคลื่อนไหวในด้านกองกำลัง ติดอาวุธ เพื่อปฏิวัติสังคมใหม่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมๆกับภาพความน่ากลัว ภาพของสงครามกลางเมืองผุดขึ้นในใจของคนจำนวนไม่น้อย

ขณะเดียวกันอีกมุมหนึ่งที่ซ้อนขึ้นมา ก็ย่อมเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือสังคมไม่เอาด้วยกับแนวทางการ เคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในขณะนี้ นอกเหนือจากการไม่ยอมรับในตัวบุคคลอย่างเช่น พล.อ.พัลลภ และ เสธ.แดง แล้ว ยังจะเห็นได้จากการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงไปสร้างแรงกดดันอยู่ตามหน่วยทหาร พร้อมกันทั่วประเทศ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า มีคนเสื้อแดงเพียงแค่หยิบมือเดียว

สังคมไม่ตอบรับ อาจจะเป็นเพราะคนรู้ทันว่ายังไม่มีเงื่อนไขที่สุกงอมพอ อีกทั้งหากมีการปฏิวัติเกิดขึ้นจริง ฝ่ายที่จะสูญเสียอำนาจน่าจะเป็นรัฐบาลที่นำโดย นายกฯ อภิสิทธิ์ มากกว่า ตรงกันข้าม ทักษิณ กลับได้ประโยชน์เสียอีก โดยเฉพาะในเรื่องของการนิรโทษกรรมลบล้างความผิด หรือหากเกิดขึ้นก็อาจใช้เป็นเงื่อนไขในการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ดังนั้นกลายเป็นว่าการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเวลานี้น่าจะต้องการยั่วยุให้ ทหารออกมาปฏิวัติมากกว่าการต่อต้านปฏิวัติเสียด้วยซ้ำ

นอกเหนือจากนี้ยังมีภาพของความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทยระหว่าง เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.กับ สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ แกนนำกลุ่มกทม.ถึงขั้นด่าว่าเสียๆหายๆขึ้นมึงขึ้นอี ยิ่งเป็นภาพความปั่นป่วนก่อนที่จะมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพียงไม่กี่วัน ก็ยิ่งติดลบมากขึ้นไปอีก

เมื่อภาพโดยรวมไม่เป็นไปตามเป้าหมาย นั่นคือปลุกไม่ขึ้นทำให้หลายคนต้องรีบชิ่งกันเป็นการใหญ่ ล่าสุด พล.อ.ชวลิต ก็ออกมาแถลงปฏิเสธเรื่องการเป็นผู้บัญชาการกองทัพแดงเป็นพัลวันพร้อมทั้งย้ำ ในเรื่องการกลับมาเล่นการเมืองในกรอบตามแนวทางสมานฉันท์ และอ้างว่าเป็นการเข้าใจผิดของ พล.อ.พัลลภ ที่พูดออกมาแบบนั้น

แม้แต่ ทักษิณ ก็รีบทวิตเตอร์ ตั้งใจให้เป็นข่าวย้ำว่าไม่มีเรื่องการตั้งกองทัพประชาชน และเน้นการต่อสู้ด้วยความจริง ด้วยสันติวิธี หรือแม้แต่แกนนำเสื้อแดงในปัจจุบัน ทั้ง จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ ก็ประสานเสียงปฏิเสธ

ดังนั้น แม้ว่านาทีนี้ยังไม่อาจสรุปแบบฟันธงได้ว่าการออกมาปฏิเสธของ พล.อ.ชวลิต และการเน้นย้ำสันติวิธีของ ทักษิณ จะเป็นการกลบเกลื่อนหลังจากสถานการณ์ไม่เป็นใจ หรือว่าเป็นประเภท ลับลวงพรางให้เขวไปอีกทางก็ตาม แต่เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาแบ็กกราวด์ของอดีตนายทหารที่เคยสร้างสถานการณ์ ปั่นป่วนมาแล้วหลายครั้งจนติดตาย่อมไม่ธรรมดาแน่

ขณะเดียวกันก็เป็นไปได้ว่า พล.อ.พัลลภ ที่มักทำอะไรโฉ่งฉ่างจึง “หลุดคิว” จนเสียขบวนก่อนถึงวันดีเดย์หรือไม่ !!

ข่าว กองทัพประชาชน ข่าวกองทัพแดง ข่าวเสื้อแดง ข่าวการเมือง จาก ASTV ผู้จัดการ
Continue Reading...

ตั้งกองทัพประชาชน "แม้ว" ขู่แตกหัก

เดลินิวส์ : โยงทุกเรื่องให้เข้ากับยุทธศาสตร์ “2 มาตรฐาน” เพื่อใช้เคลื่อนไหว วันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา “คนเสื้อแดง” ดึงมวลชนไปชุมนุมหน้าค่ายทหารหวัง “ยั่ว” ให้ยักษ์หมดความอดทน พร้อม ๆ กับปราบทหารให้ “พะวง” กับการเคลื่อนไหว เพราะจะกระดิกไปไหนมาไหนก็ถูก “จับตา”

นอกจากกองทัพ คนเสื้อแดงยังเดินตามยุทธศาสตร์ “2 มาตรฐาน” ขุดสารพัดเรื่องมาเคลื่อนไหว ทั้งทวงถามญัตติแก้ไขรธน. ฉบับ คปพร. ทวงถามความคืบหน้าคดีเขายายเที่ยง เขาสอยดาว คดียึดทำเนียบรัฐบาล บุกรุกสนามบินสุวรรณภูมิ ทวงถามคดี 258 ล้านบาท พรรคประชาธิปัตย์ คดีขายทรัพย์สิน ปรส. คดีรถดับเพลิง

เรียกว่าอะไรที่ “ขุด” ได้ขุดขึ้นมาใช้ให้หมด

แต่ดูเหมือนความเคลื่อนไหวแบบ “แพะชนแกะ” แบบนี้ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมาย

“ทีวีสีน้ำเงิน” ที่กระทรวงมหาดไทยกำลัง “ปัดฝุ่นใหม่” ก็เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องครบถ้วน หรือกรณีที่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ระบุว่า ระหว่างวันที่ 8-25 ก.พ. สื่อของรัฐคือ ช่อง 11 เดิมหรือเอ็นบีที จะจัดรายการพิเศษให้ข้อเท็จจริงประชาชน ใน 2 เรื่อง คือ พันธมิตรฯ และคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท และคดีเสื้อแดง

ล่าสุด “2 นายพลคนดัง” อย่าง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย และ เสธ.แดง หรือ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิ เรียงหน้ากันมาเปิดแผน

“ได้มีการหารือกันว่าตอนนี้ทุกส่วนที่สนับสนุน พ.ต.ท. ทักษิณและเห็นความไม่ถูกต้องไม่เป็นประชาธิปไตย และ 2 มาตรฐานในประเทศได้มาร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวเราจึงตั้งเป็น “กองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” (กปช.) เราได้มีมติที่จะให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพประชาชนฯ นี้ในการต่อสู้เพื่อนำความสงบสุขและประชา ธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา พวกเราจะต่อสู้กันในแนวทางของพวกเรา เพราะทนไม่ไหวกับสภาพบ้านเมือง และสิ่งที่เกิดขึ้น” พล.อ.พัลลภ กล่าว

“ตอนนี้ถือว่าพวกเราสมบูรณ์รวมเป็นหนึ่งทั้งพรรค แนวร่วมและกองกำลังจนตั้งเป็นกองทัพประชาชนฯ เพราะตอนนี้ประชาชน แม้แต่ทหาร ตำรวจ ล้วนมีความเป็นสีแดงอยู่ภายในใจ แต่ยังไม่มีโอกาสแสดงออกเท่านั้น เพราะต่างก็เห็นความไม่ยุติธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย และ 2 มาตรฐาน จะมาร่วมกองทัพประชาชนฯ ในการต่อสู้ พ.ต.ท.ทักษิณ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง พรรคเพื่อไทยได้หารือถึงแผนการต่อสู้ในเดือน ก.พ.นี้ ก่อนการตัดสินคดียึดทรัพย์” พล.ต.ขัตติยะ กล่าว

มีรายงานข่าวว่า พล.อ.พัลลภ พล.ต.ขัตติยะ นายอริส มันต์ พงษ์เรืองรอง นายสุพร อัตถาวงศ์ ซื้อตั๋วเครื่องบินไปดูไบเพื่อพบ พ.ต.ท.ทักษิณ จริงไม่จริงไม่รู้

แต่แผนการจัดตั้ง “กองทัพประชาชน” นั้นช่างกล้ายิ่งนัก แถมยังชู “บิ๊กจิ๋ว” คนที่เคยถูกเตือนว่า “ระวังจะทรยศ” ขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการ

ดิ้นกันพราด ๆ ใหญ่แล้วครับพี่น้อง.

ข่าว กองทัพประชาชน ข่าวกองทัพแดง ข่าวการเมือง จาก เดลินิวส์
Continue Reading...

20 มกราคม 2553

'เสื้อแดง'จี้'มาร์ค'จับ'สุรยุทธ์'

เดลินิวส์ : 'แรมโบ้อีสาน'นำคนเสื้อแดงบุกทำเนียบฯ จี้'มาร์ค'ดำเนินคดี'สุรยุทธ์'รุกที่ป่าสงวนเขายายเที่ยง ขู่ปล่อยคาราคาซังจะแจ้งดำเนินคดีนายกฯ อีกคน

วันนี้ (20ม.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุพร อัตถาวงศ์ หรือ "แรมโบ้อีสาน"แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมด้วยสมาชิกกว่า 100 คน เดินทางไปยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เร่งดำเนินคดีกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งบุกรุกที่ป่าสงวนเขายายเที่ยง โดยมีเจ้าหน้าที่กองรับเรื่องราวร้องทุกข์เป็นตัวแทนรับมอบ

นายสุพร เปิดเผยว่า หากนายอภิสิทธิ์ ยังปล่อยให้คดีดังกล่าวคาราคาซังอยู่ ก็จะแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตามช่วงบ่ายวันนี้กลุ่มคนเสื้อแดงจะเดินทางไปติดตามฏีกาของคนเสื้อ แดง ที่สำนักราชเลขานุการ สำนักพระราชวังอีกด้วย.

ข่าว ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง ข่าวปัญหาที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ จาก เดลินิวส์ออนไลน์
Continue Reading...

เสื้อแดง ยื่นหนังสือนายกฯ เอาผิด พล.อ.สุรยุทธ์

ไทยรัฐ : กลุ่มเสื้อแดงยื่นหนังสือถึงนายกฯ บี้ดำเนินการเอาผิด “สุรยุทธ์” รุกเขายายเที่ยง ภายใน 7 วัน ขู่หากไม่ดำเนินการจะแจ้งความจับข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ แย้มแผนบุก บ้านองคมนตรีทุกคน หลังเดินทางกลับจากเขาสอยดาว ...

เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)ประมาณ 80 คน นำโดย นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ และ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่านเจ้าหน้าที่กองรับเรื่องร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้เร่งดำเนินคดีกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเขายายเที่ยง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

โดยกลุ่ม เสื้อแดงได้นำรถปราศรัยเคลื่อนที่มาจอดตั้งหน้าบริเวณประตู 5 ฝั่งตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกับปราศรัยโจมตีการทำงานของนายอภิสิทธิ์ที่ไม่ดำเนินการเอาผิดกับ พล.อ.สุรยุทธ์ โดยมี พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจู่โจมพิเศษ บก.น.1(ปะฉะดะ) และเจ้าหน้าที่สายตรวจปฏิบัติการพิเศษ หลายสิบนายมายืนควบคุมสถานการณ์

นาย สุภรณ์ กล่าวว่า มายื่นหนังสือเตือนสติ นายกรัฐมนตรีให้เร่งดำเนินการกับ พล.อ.สุรยุทธ์ ข้อหาบุกรุกป่าสวนแห่งชาติเขายายเที่ยง โดยขอให้เร่งดำเนินการภายใน 7 วัน มิเช่นนั้น กลุ่มเสื้อแดงจะไปแจ้งความจับนายกรัฐมนตรี ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นกลุ่มเสื้อแดงจะรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ขับไล่ นายอภิสิทธิ์ ออกจากตำแหน่งนายกฯ

นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มนปช. กล่าวว่า ในวันที่ 21 ม.ค. กลุ่มเสื้อแดงจะนัดประชุมแกนนำกลุ่มเพื่อหารือถึงการเดินทางไปที่สนามบิน สุวรรณภูมิ คงต้องรอมติที่ประชุมก่อนว่า จะเดินทางไปหรือไม่ แต่มีแนวโน้มว่าจะเดินทางไป ซึ่งการเดินทางไปครั้งนี้ไม่ใช่การไปปิดสนามบิน ก่อความวุ่นวาย จะไม่มีการปิดการจราจร แต่จะไปนั่งแถลงข่าวและชูป้ายอยู่ริมถนน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ชาวโลกเห็นว่า ประเทศไทยไม่มีความยุติธรรมเพราะไม่สามารถดำเนินคดีใดๆกับกลุ่มที่ปิดสนาม บินได้ โดยจะไปเพียง 1 ชั่วโมง ก็จะสลายตัวกลับทันที และกลุ่มเสื้อแดงที่ไป ก็มีจำนวนไม่มาก

ส่วนกิจกรรมการเคลื่อนไหว ของกลุ่มเสื้อแดงนั้น หลังจากเดินทางกลับจากการไปชุมนุมที่เขาสอยดาว จ.จันทบุรี ในวันที่ 23-24 ม.ค. แล้ว ตนจะนำกลุ่มเสื้อแดงไปชุมนุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)เพื่อทวงถามความ คืบหน้าคดีปิดสนามบินที่ยังไม่มีการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย เปรียบเทียบกับการดำเนินคดีกับตนที่ตำรวจพยายามถอนประกันและออกหมายจับ

นายอริ สมันต์ กล่าวว่า หลังจากเดินทางไป สตช. แล้ว กลุ่มเสื้อแดงมีแผนจะเดินทางไปที่บ้านองคมนตรีทุกคน เพื่อถามถึงสิ่งที่ พล.อ.สุรยุทธ์ บุกรุกเขายายเที่ยง ว่า องคมนตรีแต่ละคนมีความเห็นอย่างไร โดยจะรวบรวมความเห็นขององคมนตรี ทุกคนมาแถลงข่าวให้ทราบ จากนั้น กลุ่มเสื้อแดง จะยื่นถวายรายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ทรงทราบว่า คนใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทฯกระทำในสิ่งที่ไม่บังควร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเป็นองคมนตรีต่อไป จากนั้นสังคมจะตัดสินอย่างไรก็เป็นเรื่องของสังคม เพราะถือว่าได้ดำเนินการมาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว

ข่าว ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง ปัญหาที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวพล.อ.สุรยุทธ์ จาก ไทยรัฐออนไลน์
Continue Reading...

สุเทพเชื่อ ประชาชนไม่ร่วมเสื้อแดง บุกสุวรรณภูมิ

ไทยรัฐ : “สุเทพ”ลั่นหากเสื้อแดงชุมนุมปิดสนามบินสุวรรณภูมิ สร้างความเดือดร้อนก็ต้องจัดการตามกฎหมาย ชี้ตำรวจมีสำนึกคงไม่ใส่เกียร์ว่างเมินคุมเสื้อแดง เย้ยแผนดาวกระจาย 10 จุดเสี่ยง 10 วันอันตรายของเสื้อแดง คงไม่สำเร็จ เพราะปชช.รู้ทันและไม่ร่วมด้วย ...

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะเคลื่อนไปชุมนุมที่ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ ว่า รัฐบาลต้องบอกไปถึงคนเสื้อแดงที่จะชุมนุมว่าอย่าไปบริเวณท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิเลย เพราะจะสร้างความเดือดร้อนให้กับบ้านเมือง ซึ่งคนเสื้อแดงก็รู้ดีว่าเมื่อครั้งที่รัฐบาลของคนเสื้อแดงบริหารบ้าน เมืองอยู่นั้น มีกลุ่มผู้ชุมนุมไปชุมนุมปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหาย เศรษฐกิจเสียหาย สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดี

ซึ่งเมื่อครั้งนั้นกลุ่มคน เสื้อแดงได้ตำหนิคนที่ไปปิดล้อมสนามบิน ดังนั้นเมื่อเห็นว่าเขาทำไม่ดี ไม่ถูกต้อง ถามว่าแล้วจะไปทำทำไม ถ้าไปปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ ก็จะทำให้คนทั้งประเทศเกิดความไม่พอใจ ไม่เป็นผลดีอะไรเลย แต่ถ้าจะไปจริงๆรัฐบาลก็จำเป็นต้องป้องกันไม่ให้สนามบินเกิดเป็นอัมพาต สร้างความเดือดร้อนกับผู้ที่จะโดยสาร จึงต้องดูแลจะปล่อยให้ไปยึดสนามบินไม่ได้

เมื่อถามว่าเกรงจะถูก วิพากษ์วิจารณ์หรือไม่ เพราะเมื่อครั้งที่กลุ่มพันธมิตรฯไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการดำเนินคดี แต่พอกลุ่มเสื้อแดงประกาศจะเคลื่อนไปชุมนุมบ้าง รัฐบาลกลับเตรียมการอย่างเต็มที่ นายสุเทพ กล่าวว่า คนเสื้อแดงพูดผิด เพราะเมื่อวันที่กลุ่มพันธมิตรฯไปยึดสนามบินนั้น พวกตนไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่เป็นรัฐบาลของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ละเลยเอง ไม่ดูแล ไม่จัดการให้เรียบร้อย จะมาโทษตนหรือรัฐบาลชุดนี้ว่าทำงาน 2 มาตรฐานไม่ได้ ถ้าพวกตนเป็นรัฐบาลในขณะนั้นก็ต้องป้องกันไม่ให้มีการยึดสนามบิน

ดัง นั้นสิ่งที่ทำอยู่ขณะนี้ถือเป็นการทำหน้าที่ของรัฐบาล ส่วนการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯนั้น เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการ ซึ่งคดีถือว่ามีความคืบหน้า แต่เหตุที่ล่าช้าเพราะมีข้อมูลและพยานจำนวนมาก จึงต้องใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวน จึงจะสรุปสำนวนออกมาได้ คิดว่าอีกไม่นานคงจะทราบว่าจะสรุปคดีส่งอัยการเพื่อสั่งฟ้องใครบ้าง แต่ตนคงไปแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่ได้ แต่ได้ติดตามความคืบหน้าการทำงานอยู่เป็นระยะ

ส่วนที่กลุ่มคนเสื้อ แดงอ้างว่าเป็นการชุมนุมรอบนอก โดยไม่ได้บุกเข้าไปยังตัวสนามบิน นายสุเทพ กล่าวว่า ถ้าตราบใดไม่สร้างความเดือดร้อน เสียหายให้กับประชาชน หรือสถานที่ราชการ ก็มีสิทธิ์ชุมนุมได้ แต่ถ้าไปชุมนุมอยู่บริเวณถนนซึ่งเป็นทางเข้า-ออก ก็ถือว่าสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนได้เหมือนกัน แต่ถ้ายืนแถวเรียงหนึ่งตลอดแนวถนนก็คงไม่เดือดร้อน โดยเบื้องต้น ตนจะพยายามใช้เจ้าหน้าที่เท่าที่มีอยู่ตามระดับปกติ เพราะมีแผนตั้งรับอยู่แล้วว่าถ้าไปบุกรุกสถานที่ราชการจะดำเนินการอย่างไร ก็ต้องทำไปตามขั้นตอน ถ้าทำผิดกฎหมายและมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงมากขึ้น ก็ต้องดำเนินการโดยใช้มาตรการที่แข็งแรงขึ้น ยืนยันว่าจุดประสงค์ของรัฐบาลคือไม่ต้องการให้เกิดเรื่อง แต่ต้องรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเอาไว้

ซึ่งตนเชื่อว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ คงมีสำนึกดีว่ามีภาระหน้าที่ คงไปใช้อารมณ์ในการทำงานไม่ได้ เพราะฉะนั้นคงไม่น่าห่วงเรื่องเกียร์ว่าง เมื่อถามว่าได้ประเมินหรือไม่กรณีที่กลุ่มเสื้อแดงจะเดินทางดาวกระจายไปใน 10 จุดเสี่ยงในช่วงเดือน ก.พ.นี้ และรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าประชาชนมีความกังวลใจ ซึ่งตนก็ติดตามสถานการณ์อยู่ตลอด พอกลุ่มเสื้อแดงประกาศว่าจะไปสนามบินสุวรรณภูมิ ปรากฏว่าตลาดหุ้นเกิดความปั่นป่วนจนทำให้หุ้นตก ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่าประชาชนมีความกังวลในเรื่องนี้ ตนได้แต่วิงวอนกลุ่มเสื้อแดงว่าอย่าทำอะไรให้บ้านเมืองเกิดความเสียหาย ซึ่งการต่อสู้ทางกรเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตยนั้นมีกฎเกณฑ์และขั้นตอนของ มันอยู่ ขอให้สู้กันในเกมดีกว่า

ด้านการที่ กลุ่มเสื้อแดงระบุจะเดินทางไปทวงถามความคืบหน้าผลการยื่นถวายฎีกาที่สำนัก ราชเลขาธิการในวันนี้ (20 ม.ค.) คิดว่าเหมาะสมหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนเห็นว่าไม่ควรจะไป เพราะฎีกาที่กลุ่มคนเสื้อแดงยื่นไว้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของกระทรวงยุติธรรม โดยกระทรวงยุติธรรมกำลังดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอน

ทั้งนี้ นายสุเทพ ยังได้แสดงความเชื่อมั่น ว่า การที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศจะไปยึดสถานที่ราชการใน 3 จุดสำคัญ คือ ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา และศาลฎีกา จะกระทำได้สำเร็จ เพราะเชื่อว่าประชาชนทั้งประเทศคงไม่ร่วมมือด้วย เนื่องจากไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองเกิดความปั่นป่วน วุ่นวาย การใช้กำลังมาแก้ไขไม่ใช่วิธีที่ถูก และประชาชนไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น ตนบอกไปหลายครั้งแล้วว่าจะไปชุมนุมที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น ตราบใดที่ไม่ทำผิดกฎหมาย เพราะถ้าผิดกฎหมายเราก็ไม่ยอมเหมือนกัน ถ้าเรียกร้องในสิ่งที่ถูกต้องประชาชนก็สนับสนุน แต่ถ้าประชาชนเห็นว่าไม่ถูกต้องก็คงไม่สนับสนุน แต่ถ้ากลุ่มเสื้อแดงจะใช้เหตุการณ์การชุมนุมในที่ต่างๆขึ้นมารวมกันเพื่อ หวังปลุกปั่นกระแส ประชาชนก็คงมองเจตนาออก กลุ่มเสื้อแดงก็จะไม่ได้รับการสนับสนุน

ข่าว ชุมนุมเสื้อแดง เสื้อแดงบุกสนามบินสุวรรณภูมิ จาก ไทยรัฐออนไลน์
Continue Reading...

19 มกราคม 2553

บันได 3 ขั้น ทำลายอำมาตย์

กรุงเทพธุรกิจ : การรุกคืบและเกาะติดประเด็นที่ดินบ้านพักเขายายเที่ยง ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี โดยกลุ่มคนเสื้อแดง ประหนึ่งว่าคนเหล่านี้เป็นกระบวนการยุติธรรมที่ตัดสินความผิดองคมนตรี ท่านนี้จนสิ้นกระแสความแล้ว เป็นหนึ่งในแผนการบันได 3 ขั้นทำลายอำมาตย์และรัฐบาลประชาธิปัตย์

บันได 3 ขั้นที่เริ่มจากการทำทุกวิถีทางเพื่อให้กลุ่มอำมาตย์ ออกมาตอบโต้ให้ได้ และถ้าหากออกมาตอบโต้ อาทิเช่น คนแวดล้อม พล.อ.สุรยุทธ์ หรือคนใกล้ชิด พล.อ.เปรม ออกมาพูด จะมีการแปรเจตนาและคำพูดเพื่อให้คนเสื้อแดงรู้สึกชิงชัง และลุกฮือขึ้นมาโค่นล้ม เป็นการระดมคนที่โกรธแค้นจากการปฏิบัติไม่ทัดเทียมกันกรณีเขายายเที่ยง

แผนขั้นที่สอง ต้องเร่งปรับขบวนการภายในระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดง กับ ส.ส.เพื่อไทย โดย "ทักษิณ" ต้องอธิบายให้ ส.ส.เพื่อไทย เข้าใจจุดประสงค์ของการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง และเข้าใจเป้าหมายที่แท้จริงของการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง เนื่องจาก ส.ส.จำนวนมากในพรรคเพื่อไทย หวาดกลัวว่า ถ้าสถานการณ์ "ตีบตัน" ทหาร จะใช้สถานการณ์ความวุ่นวายเข้ามาทำรัฐประหาร และใช้อำนาจพิเศษบริหารประเทศ

ขณะนี้หากจับอาการ การเคลื่อนไหวของผู้มีอำนาจและมีบารมี จะพบการ "ดื้อแพ่ง" และ "ดื้ออาญา" ของ พล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งตกอยู่ในสถานภาพ "คนเชียร์แขก" ให้กับกลุ่มเสื้อแดงออกมาชุมนุมและก่อความวุ่นวาย นำไปสู่การทำรัฐประหาร

หรือสถานการณ์ที่สอง คือ การเคลื่อนไหวที่มีนัยซ่อนเร้นของ "บรรหาร ศิลปอาชา" ซึ่งต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะเป็นประเด็นที่เป็นเงื่อนไขให้เกิดการชุมนุมต่อต้าน ครั้งใหญ่ แต่ "บรรหาร" ต้องตัดสินใจเดินเกมนี้เพราะรู้แน่ชัดว่า หากเกิดการชุมนุมคัดค้าน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างแน่นอน

แล้วคนอย่าง "บรรหาร" ที่เพิ่งโดนตัดสิทธิทางการเมือง 1 ใน 5 ปี จึงหวังจะมีกระบวนการพิเศษ ซึ่งนักการเมือง อาจจะใช้ช่วงจังหวะนี้เจรจาให้นิรโทษกรรมความผิดทางการเมืองทั้งหมด และเมื่อได้รับการนิรโทษกรรมแล้ว จึงไปที่ขั้นเรียกร้องกระบวนการพิเศษ คืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว อาจจะเกิดการเลือกตั้งใหม่ภายในหนึ่งปีหรือสองปี โดยอำนาจที่ผ่านจากการเลือกตั้ง ก็จะตกมาอยู่ที่นักการเมืองซึ่งเคยโดนตัดสิทธิทางการเมือง

มาที่บันไดขั้นที่สาม นั่นคือ คนเสื้อแดงต้องการคนที่มาแบ่งสรรผลประโยชน์ให้ลงตัวระหว่าง กลุ่มแกนนำ ระดับปฏิบัติการ และผู้ลงมือก่อเหตุ เพราะฉะนั้น คนที่กุมสภาพทุนของคนเสื้อแดง ต้องรีบจัดการเคลียร์เรื่องนี้โดนด่วนเพื่อไม่ให้เกิดการผิดใจกัน

เมื่อแผนสามขั้น "ลงตัว" การที่แกนนำบอกว่าจะระดมมวลชนได้เป็นล้านคนนั้น ในเชิงยุทธศาสตร์ ย่อมมีการเตรียมคนประมาณ 6-7 พันคน โดยจะไม่เข้ามาร่วมชุมนุมในใจกลางกรุงเทพฯ แต่จะอยู่รอบๆ กรุงเทพฯ ประจำตามตรอก ซอก ซอย ของกรุงเทพฯ รอบนอก

คนกลุ่มนี้จะรอเวลาให้ทหารเข้าไปล้อมปราบ สลายการชุมนุมของผู้ที่ชุมนุมใจกลางเมือง

คนกลุ่มระดับลงมือก่อเหตุ จะแยกเป็นกลุ่มๆ ละ 50-100 คน เริ่มปฏิบัติการ เผา ทุบทำลายไฟแดง ทำลายสัญลักษณ์ที่เป็นอำนาจรัฐ เมื่อนั้นจะเกิดการปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด

โดยขณะนี้ที่อยู่บ้านรัฐมนตรีทุกคน บ้าน ส.ส.คนสำคัญในพรรคประชาธิปัตย์ บ้าน กกต. บ้าน ป.ป.ช.มีการแจกจ่ายไปถึงระดับหัวของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้แล้ว

ภาวนาว่าที่เขียนมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องจริง ขอให้เป็นเพียงสิ่งที่ผมแค่คิดไปเอง

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ข่าวชุมนุมเสื้อแดง จาก กรุงเทพธุรกิจ
Continue Reading...

17 มกราคม 2553

“ไอ้กี้ร์” ป่วนอีกบุกกองปราบฯ แจ้งจับ “สุรยุทธ์” รุกเขายายเที่ยง

ASTV ผู้จัดการ : วันนี้ (17 ม.ค.) เมื่อเวลา 10.00 ที่ กองปราบปราม นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วยคนเสื้องแดงกว่า 100 คนเดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.แมน รัตนโมรา พนักงานสอบสวน (สบ 3 ) กก.3 บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องค์มนตรี และพ.อ.(หญิง) ท่านผู้หญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยา ตาม ความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ของ และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 ห้ามมิให้ผู้ใดเข้ายึดถือหรือครอบครองเพื่อป่าตนเองหรือผู้อื่น กรณีที่ พล.อ.สุรยุทธ์ และภรรยาที่ร่วมกันถือครองที่ดินในพื้นที่หมู่ 6 บ้านเขายายเที่ยง ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ

นายอริสมันต์กล่าวว่า การกระทำของ พล.อ.สุรยุทธ์ และภรรยา ที่บุกรุก ป่าสงวนสร้างบ้านพักบนเขายายเที่ยงนั้น ทำให้สภาพป่าและต้นน้ำลำธารเกิดความเสียหาย เป็นเหตุให้เกิดความแห้งแล้งและภัยพิบัติ ประชาชนและประเทศชาติได้รับความเดือดร้อน ตนจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามให้ดำเนินคดีอาญาต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ และภริยา รวมทั้งบริวารให้ได้รับโทษทางกฏหมายอย่างถึงที่สุด และให้ดำเนินการยึดคืนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของรัฐพร้อมเรียกค่าเสียหายใน อัตราสูงสุดด้วย

นายอริสมันต์กล่าวต่อว่า ที่ดินดังกล่าวแต่เดิมเป็นของนายเบ้า สินนอก หรือพระเบ้า อัคคจิตโต พระวัดหลวงราชบำรุง ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ต่อมาพระเบ้าขายให้นายนพดล พิทักษ์วานิชย์ เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ก่อนขายต่อให้นายทหารคนสนิท พล.อ.สุรยุทธ์ และโอนมาให้ พ.อ.(หญิง) ท่านผู้หญิงจิตรวดี เมื่อปี 2545 ซึ่งทางเราพยามยามตามหาบุคคลทั้งสองมาเป็นพยาน จากการตรวจสอบเบื้งอต้นพบว่าลูกน้อง พล.อ.สุรยุทธ์ ข่มขู่บีบบังคับเอาที่ดินบนเขายายเที่ยงโดยไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว อย่างไรก็ตาม วันที่ 18 ม.ค.นี้ ตนจะนำคนเสื้องแดงนับพันคนเดินทางไปรัฐสภา หรือทำเนียบองคมนตรี เพื่อถามคณะองคมนตรีว่ามีความคิดเห็นอย่างไรหรือรู้สึกอย่างไรกับกรณีบุกรุก เขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์ เบื้องต้น พนักงานสอบสวนรับเรื่องไว้ก่อนส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ ข่าวอริสมันต์ ข่าวเสื้อแดง จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์
Continue Reading...

"อริสมันต์"แจ้งจับ"สุรยุทธ์"รุกเขายายเที่ยง ขู่บุกทำเนียบองคมนตรี

Suthichaiyoon.com : "อริสมันต์"นำเสื้อแดงกว่า 100 คน แจ้งจับ"สุรยุทธ์-ภริยา"บุกรุกเขายายเที่ยง อ้างทำให้แห้งแล้งเกิดภัยพิบัติ ให้ยึดที่ดินคืนและเรียกค่าเสียหาย ขู่ 18 ม.ค.นี้พาคนเสื้อแดงบุกทำเนียบองคมนตรี

ที่ กองปราบปรามวันนี้ (17 ม.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วยคนเสื้อแดงกว่า 100 คน เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.แมน รัตนโมรา พนักงานสอบสวน (สบ3) กก.3 บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องค์มนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี และพ.อ.(หญิง) ท่านผู้หญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยา ตามความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ของ และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 ห้ามมิให้ผู้ใดเข้ายึดถือหรือครอบครองเพื่อป่าตนเองหรือผู้อื่น

กรณีที่ พล.อ.สุรยุทธ์ และภริยาที่ร่วมกันถือครองที่ดินในพื้นที่หมู่ 6 บ้านเขายายเที่ยง ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ

นายอริสมันต์ กล่าวว่า การกระทำของ พล.อ.สุรยุทธ์ และภริยา ที่บุกรุกป่าสงวนสร้างบ้านพักบนเขายายเที่ยงนั้น ทำให้สภาพป่าและต้นน้ำลำธารเกิดความเสียหาย เป็นเหตุให้เกิดความแห้งแล้งและภัยพิบัติ ประชาชนและประเทศชาติได้รับความเดือดร้อน ตนจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามให้ดำเนินคดีอาญากับ พล.อ.สุรยุทธ์ และภริยา รวมทั้งบริวารให้ได้รับโทษทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดและให้ดำเนินการยึดคืน ที่ดินดังกล่าวมาเป็นของรัฐพร้อมเรียกค่าเสียหายในอัตราสูงสุดด้วย

นายอริสมันต์ กล่าวว่า ที่ดินดังกล่าว แต่เดิมเป็นของ นายเบ้า สินนอก หรือ พระเบ้า อัคคจิตโต พระวัดหลวงราชบำรุง ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ต่อมาพระเบ้าขายให้ นายนพดล พิทักษ์วานิชย์ เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ก่อนขายต่อให้ นายทหารคนสนิท พล.อ.สุรยุทธ์ และโอนมาให้ พ.อ.(หญิง) ท่านผู้หญิงจิตรวดี เมื่อปี 2545 ซึ่งทางเราพยามยามตามหาบุคคลทั้งสองมาเป็นพยาน

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าลูกน้อง พล.อ.สุรยุทธ์ ข่มขู่บีบบังคับเอาที่ดินบนเขายายเที่ยงโดยไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว อย่างไรก็ตามวันที่ 18 ม.ค.นี้ ตนจะนำคนเสื้อแดงนับพันคนเดินทางไปรัฐสภาหรือทำเนียบองคมนตรี เพื่อถามคณะองคมนตรีว่ามีความคิดเห็นอย่างไร หรือรู้สึกอย่างไรกับกรณีบุกรุกเขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์

เบื้องต้น พนักงานสอบสวนรับเรื่องไว้ก่อนส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ ข่าวอริสมันต์ จาก Suthichaiyoon.com
Continue Reading...

12 มกราคม 2553

'เขายายเที่ยง' แค่ไม้ขีดไฟก้านหนึ่ง

เดลินิวส์ : ในที่สุดคนเสื้อแดงก็ได้แสดงพลังชุมนุมประท้วง “2 มาตรฐาน” ที่เขายายเที่ยง โดยพุ่งเป้าไปที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ตามข้อมูลระบุว่า พล.อ. สุรยุทธ์นั้นเป็นแค่เป้าหมายขั้นต้น เพราะเป้าหมายต่อไปที่แท้จริง คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

ไม่ต้องแปลกใจหากข้อมูล “เขาสอยดาว” จะถูกโยนเป็นประเด็นออกมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีมูลความจริงที่แน่ชัดจาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยแกนนำคนเสื้อแดง

กรณี “เขายายเที่ยง” นี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ยืดเยื้อเรื้อรังและไม่มีความชัดเจนให้สังคมทราบมานานพอสมควรแล้ว

การที่ “คนเสื้อแดง” หยิบมาเป็นประเด็น มุมหนึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้ช่วยสร้างบรรทัดฐานให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

“ทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน” สังคมไทยถึงจะอยู่อย่างปกติสุขได้

หลังอัยการสูงสุดชี้แจงเหตุผลของการ “สั่งไม่ฟ้อง” พร้อมโยนให้หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงอย่างกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ดำเนินการกับที่ดินดังกล่าว

ตามข่าวระบุว่า นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ จะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 11 ม.ค. เวลา 11.00 น.

ไม่มีทางอื่นนอกจาก “ยึดที่ดิน” ดังกล่าวคืน การยึดที่ดินคืนนั้นทำได้ง่าย ไม่ยากเย็นอะไร และหากย้อนดูคำให้สัมภาษณ์ในอดีตก็จะพบว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ก็พร้อมจะคืนที่ดินหากกฎหมายห้ามไม่ให้ครอบครอง

แต่สิ่งที่กรมป่าไม้ต้องคิดไปมาก กว่านั้น คือกรมป่าไม้ต้องทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน อย่าเป็น “2 มาตรฐาน” เฉพาะในกรณีของ พล.อ.สุรยุทธ์เท่านั้น

ต้องรื้อในกรณีเดียวกับ พล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งว่ากันว่ามีอยู่ทั่วประเทศ และแทบจะส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้มีอันจะกินนักการเมืองทั้งหลายแหล่

ต้องทำโดยเท่าเทียมกัน โดยไม่สนใจว่าเป็นคนของรัฐบาลหรือเป็นคนของฝ่ายค้าน

ตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากมาย

ถ้าจะถือโอกาสนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่ดินก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี

กรณี “เขายายเที่ยง” แค่เรื่องหนึ่งเท่านั้น อย่าลืมว่าการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มีเป้าหมายใหญ่คือ “ล้มกระดาน” ไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

“เขายายเที่ยง” แค่เรื่อง ๆ หนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อนำไปสู่เรื่องถัดไปที่ใหญ่กว่านี้.

ข่าว ชุมนุมเสื้อแดง ข่าวที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ จาก เดลินิวส์
Continue Reading...

"เขายายเที่ยง" เงาสะท้อนป่าสงวน

ไทยโพสต์ - เปลว สีเงิน : นี่...ผมก็ไม่รู้จะปรารภเรื่อง "ที่ดินป่าสงวนเขายายเที่ยง" กับเจ้ากระทรวงไหนดี เพราะเจ้าภาพมีทั้ง "กรมป่าไม้" ของกระทรวงเกษตรฯ และ "กรมอุทยานแห่งชาติ" ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อดูๆ ฟังๆ แล้ว เกิดความรู้สึกว่า ถ้าไม่ออกมาแจมอะไรกับเขาบ้างในภาวะ "หน้าข้าว-หน้าเหล้า" อย่างนี้ เดี๋ยวเชยตายห่ะ...!

แต่แหม...พูดแล้วก็คันปาก ไอ้ป่าไม้กับอุทยานนี่ มันคงคนละโคตรวงศ์พงศาน่าดูเลย ไม่งั้นปราชญ์แห่งระบบงานราชการงานไทยเขาคงไม่จับแยกไปอยู่คนละกรม แถมคนละกระทรวงพิลึกกึกกืออย่างนี้

ก็คงต้องจุดธูปถามเฮียทักษิณเขาแหละ เพราะสูตรนี้มาจากเขาเมื่อครั้งเป็นใหญ่ในฐานะ "หัวหน้ารัฐบาลไทย" เขาจับกระทรวงทั้งหมดมายำใหญ่แยกเป็น ๑๙ กระทรวง แยกแล้วฉีกงานในลักษณะเดียวกันไปอยู่คนละกระทรวง สองกระทรวง บางกระทรวงตั้งขึ้นมาแล้วจนถึงทุกวันนี้ ข้าราชการเองยังงงว่า

"มันมีงานสำคัญอะไรถึงขนาดต้องแยกมาตั้งเป็นกระทรวงหว่า"?

เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นต้น นอกจากมีเก้าอี้รัฐมนตรีให้นักการเมืองนั่งแล้ว ผมก็ยังนึกไม่ออก เอ้า...ใครนึกได้มารับรางวัลไปเลย

ห้ามตอบว่า "ปลากระป๋องเน่า" นะ!?

การผ่าตัด เปลี่ยนแปลง จัดหมวดหมู่ใหม่ที่เรียกว่า "ปฏิรูประบบราชการ" นั้น แนวคิดดี แต่วิธีการมันซ่อนเล่ห์ ซ่อนเป้าหมาย หาดีแทบไม่ได้ ดูอย่างกระทรวงไอซีที เป็นตัวอย่าง

งานแรกที่ขึ้นหน้าขึ้นตาคืออะไรผมก็ไม่ทราบ แต่ที่เห็นๆ ก็คือ มีการแก้ไข-เปลี่ยนแปลงสัญญา และผลประโยชน์แบ่งรัฐในธุรกิจโทรคมนาคมหลายครั้งหลายครา ในขณะที่บริษัทเอกชนรวยตาปิด ปรากฏว่ารัฐวิสาหกิจที่เคยสร้างผลกำไรให้รัฐเป็นกอบเป็นกำคือ "องค์การโทรศัพท์"

เป็นซี่โครงไก่ต้มฟักจนถึงทุกวันนี้!

เอ้า...มาเข้าเรื่องดีกว่า ประเด็นคือ ผมอยากจะเตือนสติตั้งแต่ "หัวหน้ารัฐบาล" เรื่อยลงไปถึงระดับอธิบดีกรมป่าไม้ และอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ ว่า

"จงตั้งสติ" ให้ดีก่อนที่จะพูด และจะกำหนดมาตรการอะไรลงไป เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินป่าสงวนบริเวณเขายายเที่ยง และอีกหลายๆ แห่งทั่วประเทศ

พูดง่ายๆ คือ อย่าทำงานแบบคนบ้าจี้ หรือแบบเต่าถูกไม้แยงก้น เพราะการทำเช่นนั้น แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา แต่มีความเป็นไปได้สูงว่า การทำด้วยความกลัวม็อบ กลัวพวกเสื้อสีนั้น มันจะ "สร้างปัญหา" เพิ่มในปัญหาหนักขึ้น!

กรณีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ กับที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ไม่ใช่ ๑ ใน ๑๐๐ แต่เป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ ใน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ที่มีอยู่ทั่วประเทศขณะนี้ นี่...ผมไม่ได้ยกมาพูดในความหมายว่า "ใครๆ ก็บุกรุกป่าสงวน ฉะนั้น ไม่เห็นเป็นไรเลย"

แต่ผมยกมาชี้ให้เห็นในประเด็นว่า สมมุติเจ้าของบ้านเขายายเที่ยงไม่ได้ชื่อ "พลเอกสุรยุทธ์" หรือถึงชื่อพลเอกสุรยุทธ์ แต่ไม่ได้มาเป็นนายกฯ คมช. อันเป็นปฏิปักษ์กับทักษิณ

แล้วพวกเสื้อแดงจะยกกำลังมาเย้วๆ อย่างวันนี้มั้ย?

นั่นคือ พวกเสื้อแดงเขาใช้กรณีบ้านเขายายเที่ยงเป็นเหตุแสดงบทผู้พิทักษ์ป่าสงวน เพียงเพื่อโจมตี-ล้างแค้นเอากับพลเอกสุรยุทธ์เท่านั้น ใช่ว่าทำเพื่อป่าสงวนอันเป็นส่วนรวมก็หาไม่ และด้วยความแค้นหวังเข่นฆ่าพลเอกสุรยุทธ์เป็นหลัก ทำให้พวกเขาลืมไปว่า การยกเรื่องถือครองป่าสงวนในลักษณะนี้มาเป็นเหตุ

เหมือน "เผาป่าสงวน" ทั้งประเทศ ด้วยหวังฆ่าพลเอกสุรยุทธ์เพียงคนเดียว แต่ชาวบ้านซึ่งไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วย นับเป็นสิบล้าน-ร้อยล้านคน "พลอยซวย" ถูกไฟคลอกตายตามไปด้วย!

ด้ายที่ถูกขยุ้มสุมไว้จนยุ่งเหยิงทั้งกลุ่มนั้น ถ้าใจร้อน และไม่ใช้สติในการแก้ด้วยการค้นหา "หัวด้าย" ให้พบก่อนแล้วค่อยสาวไป ต่อให้แก้ด้วยวิธีอื่นใดๆ เอามีดมาตัด เอาปืนมายิง มันก็ไม่มีทางแก้ได้สำเร็จ

ถ้าจะว่าไปแล้ว การถือครองป่าสงวน "บ้านเขายายเที่ยง" ของพลเอกสุรยุทธ์ ท่านก็ถือครองในลักษณะสังคมตามๆ กันไป คือปล่อยปละละเลยกันมาเรื่อยๆ เหมือนการเล่นหวยใต้ดินทุกวันนี้ ทุกคนรู้ว่าผิดกฎหมาย แต่ปล่อยให้เล่นกันจนกลายเป็นการพนันคู่สังคมไทย

ในทำเนียบฯ บนโรงพัก ในรัฐสภา ก็มีคนซื้อ-ขายหวยใต้ดิน ผมเชื่ออย่างนั้น!

แต่นั่นไม่ได้เชื่อด้วยการยอมรับ แต่เชื่อความเป็นอยู่จริงซึ่ง "คู่ขนานสังคมมนุษย์" ถามว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองปราบปรามมั้ย...ก็ปราบกันทุกวัน เหมือนปราบโจร ปราบคนทำผิดกฎหมาย แต่ท่านเคยเห็นมั้ยว่ามีที่ไหนในโลก "ปราบได้สูญพันธุ์" เด็ดขาด?

การบุกรุกถือครองป่าสงวนเช่นกัน เจ้าหน้าที่ก็ปราบ คนเกิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การต้องการที่อยู่-ที่ทำกินก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตึงบ้าง หย่อนบ้าง รู้เห็นเป็นใจบ้าง บุกรุกซะเองบ้าง ไม่เว้นทั้งนักการเมือง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ

แม้กระทั่งพระที่ "ป่า" คือบ้านของท่านตามพระธรรมวินัย เมื่อสังคมเปลี่ยนไป การอยู่ป่าวิถีพระกลายเป็น "บุกรุกถือครองป่าสงวน" ในทัศนคติรัฐและชาวบ้านบางส่วนไปแล้วก็มี!?

นั่นคือ จะใช้แค่คำว่า "บุกรุกยึดครองป่าสงวน" เป็นคำชี้ขาดการกระทำในทุกกรณี จากทุกพื้นที่ จากทุกคน ไม่น่าจะสอดคล้องกับเหตุปัจจัยแห่งการเกื้อกูลบนการอยู่ร่วมกันระหว่าง ธรรมชาติกับมนุษย์และสัตว์

ทางที่ดี ควรศึกษา ควรแยกแยะ และจัดหมวดหมู่ ในแต่ละพื้นที่ แต่ละเหตุปัจจัย ควรยึดสภาพเป็นจริงอดีต-ปัจจุบัน เป็นฐาน และใช้กฎหมายประกอบในแต่ละชั้นของปัญหา และแต่ละชั้นความเป็นมาของป่าสงวนนั้นๆ

สรุปคือ ในความเห็นของผม เรื่องการยึดครองป่าสงวน ต้องไม่ตะลุยแก้โดย "ใช้กฎหมาย" ปราบ แต่ควรจะแก้โดย "บริหาร-จัดการ" ค่อยๆ แยกแยะในแต่ละพื้นที่ เพราะในขณะที่กฎหมายอันใช้ทั่วไปบัญญัติไว้ในมุมกว้าง แต่ในปัญหาจริง มันมีเงื่อนไขเป็นมุมเฉพาะของมันในแต่ละพื้นที่อยู่

นั่นคือ ใช้กฎหมายครอบจักรวาลแก้ไม่ได้ ต้องใช้ "การบริหาร-จัดการ" เป็นขบวนนำกฎหมายเพื่อแก้!

ที่ต้องอย่างนั้นก็ด้วยเหตุผลเดียว คือ ทั้งรัฐ-ทั้งราษฎร์ ร่วมกันชำเราป่า และละเลยกฎหมาย หมักหมมจนแปลงสภาพเป็น "ขนบธรรมเนียมประเพณี" เมื่อใช้กฎหมาย ก็ต้องจนใจเมื่อเจอคำว่า "ก็อยู่กันมาตั้งแต่ครั้งปู่ ย่า ตา ยาย"

ฉะนั้น การบริหารปัญหากรณียึดครองที่ดินป่าสงวนบริเวณเขายายเที่ยง ต้องศึกษาประเด็นอันเป็นเป้าหมายให้ชัด ถ้าไม่ชัด ตาลี-ตาเหลือก ลนลานสักแต่ว่าแก้เพราะกลัวพวกเสื้อแดง จะป่นปี้ยี่ยำกันไปหมดทั้งรัฐ-ทั้งราษฎร์

สมมุติให้เห็นภาพอย่างนี้ แล้วจะเห็นช่องบริหารปัญหา คือสมมุติว่า ไฟป่าไหม้บ้านพักเขายายเที่ยงจนดับไม่ได้ พวกคุณเป็นกรมป่าไม้ เป็นกรมอุทยาน จะบริหารไฟป่าที่ดับไม่ได้ด้วยวิธีไหน เพื่อให้ความสูญเสียมีน้อยที่สุด?

ก็ไม่ทราบสำหรับท่าน แต่ถ้าเป็นผม ในสภาพนั้น จะไม่เปลืองน้ำ-เปลืองคนไปดับ จะปล่อยให้บ้านเขายายเที่ยงเป็นอาหารไฟไปเลย แต่จะระดมคน ระดมน้ำทั้งหมด ไปฉีดสกัดไม่ให้ไฟลุกลาม หรือปลิวกระเด็นไปลุกไหม้กินพื้นที่ขยายวงกว้างออกไปมากกว่านั้น พูดง่ายๆ คือ ปล่อยให้ไหม้ไปหลังเดียว แต่รักษาป่า และบ้านทุกหลังเอาไว้

ดังนั้น ที่กรมป่าไม้ และกรมอุทยาน และใครต่อใคร "ประชุมด่วน" กันวานนี้ เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหานั้น ผมก็เข้าใจ เพราะสัญชาตญาณยามสติแตก คิดอะไรไม่ออก มันก็มีสูตรสำเร็จของมันอยู่ คือ ประชุม แล้วลงมติ "ตั้งคณะกรรมการสอบ"

สอบอะไร และทำไมเพิ่งมาสอบก็ไม่รู้แหละ รู้อยู่อย่างเดียว อาศัยเวลา "ดองปัญหา" ไว้ซักเดือน-สองเดือน ต่อจากนั้น เรื่องราวไปทางไหน ค่อยหันใบรับลมไปเรื่อยๆ ก็จะผ่านวัน-ปี จนถึงวาระเกษียณพ้นทุกข์-พ้นร้อนเฉพาะตัวไปเอง!

ความจริงปัญหานี้ไม่ต้องสอบ เพราะกรมป่าไม้ร่วมออกข้อสอบนี้มาเองเป็นสิบ-เป็นร้อยปีแล้ว สิ่งที่ควรทำคือ "แนวทางที่ชัดเจน" ว่าจะบริหาร-จัดการเรื่องถือครองที่ดินป่าสงวนไปแบบไหน เพื่อคลายความอึดอัด-ขัดข้องของชาวบ้านอีกมากมายที่กระวนกระวายอยู่ขณะนี้ ด้วยไม่รู้ว่า "ทางการจะเอาอย่างไร"?

ระวัง...ไม่ทำให้ชัดเจนมากเท่าไหร่ เท่ากับสุมเชื้อไฟในใจชาวบ้านมากขึ้นเท่านั้น!

ที่พวกเสื้อแดงพูดว่า "ยึดที่ดินบ้านพลเอกสุรยุทธ์ที่เดียวไม่ได้ ใครบุกรุกต้องยึดหมดทุกคน" นั้น ก็สักแต่พูดตามน้ำไปอย่างนั้น ขืนทางการทำเถรตรงยึดหมดจริงๆ พวกเสื้อแดงด้วยกันนั่นแหละ เผลอๆ อาจถูกยึดระนาว และอันที่จริง ใครยึดครองที่ดินป่าสงวนบ้างนั้น ถ้าอยากรู้จริงๆ คนเสื้อแดงถามเอาได้จาก "นายปลอดประสพ สุรัสวดี"

เพราะเขาเคยเป็น "อธิบดีกรมป่าไม้" มาก่อน สมัยที่เป็นอยู่ พลเอกสุรยุทธ์น่าจะถือครองที่ดินเขายายเที่ยงผืนนี้แล้ว แต่ทำไมอธิบดีปลอดประสพไม่กางกฎหมายจัดการฐาน "บุกรุกป่าสงวน" เสียตอนนั้น เพิ่งมารักป่ากันอีตอนพลเอกสุรยุทธ์ไม่รักนายแม้วนี่แหละนะ!?

เท่าที่ฟัง เมื่อกระบวนการกฎหมายโดยอัยการชี้ขาดออกมาแล้ว พลเอกสุรยุทธ์ท่านก็ปฏิบัติตาม ในเมื่อเป็นป่าสงวนจะเอาคืน ท่านก็คืนให้ ในขั้นตอนนี้ ผมก็อยากให้บริหารไฟที่ไหม้อยู่เฉพาะที่ตรงนี้ ไม่ควรให้ลาม

รัฐบาล หรือกรมป่าไม้ กรมอุทยาน อย่าลนลาน ด้วยการ "กางกฎหมาย" พูดคลุมเครือเรื่องยึดคืน หรือใช้กฎหมายจัดการกับชาวบ้านด้วยสาระที่ยังไม่ชัดเจน ให้ชาวบ้านเขาเกลียดพวกเสื้อแดงที่ทำให้เขาต้องเดือดร้อนโดยใช่เหตุไปฝ่าย เดียวเถอะ อย่าให้ต้องเกลียดและตั้งป้อมเผชิญหน้ากับรัฐอีกฝ่ายเลย เพราะต้องไม่ลืมว่า...

ในความผิด ๑๐๐% ของชาวบ้านที่ยึดครองป่าสงวน ครึ่งหนึ่งคือ ๕๐% ของความผิดนั้น เป็นความผิดในมาตรา ๑๕๗ ของกรมป่าไม้-กรมอุทยานด้วย ฐานละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่จนเกิดความเสียหายแก่รัฐสืบๆ กันมา.

ข่าว ชุมนุมเสื้อแดง ข่าวปัญหาที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ จาก ไทยโพสต์
Continue Reading...

ม็อบแดงถ่อยโกยแน่บ! เกลี้ยง “เขายายเที่ยง” หลังโชว์ใบเสร็จพ่อ “นช.แม้ว”

ASTV ผู้จัดการ : ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - ม็อบแดงถ่อยโกยแน่บ! เกลี้ยงเขายายเที่ยง หลังแสดงใบเสร็จ “พ่อแม้ว” วิดีโอลิงก์เมื่อคืนที่ผ่านมา พล่ามเพี้ยนตามหาประชาธิปไตย-ความยุติธรรมในนรก เผยขี้ขลาดกลัวคุกอ้างอันตรายไม่กล้าเข้าไทย ด้าน “วีระ” ร้อนตัวม็อบเขายายเที่ยงคนร่วมต่ำเป้าระบุแค่ซักซ้อมเตรียมบุกเขาสอยดาวต่อ พร้อมตั้ง “เขื่อนเพชร” เป๋อีสาน รักษาการ ผญบ.2 มาตรฐาน ส่วน “แรมบ้าอีสาน” เป็นผู้ว่าฯ

วันนี้ (12 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณหน้าบ้านพัก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี บนเขายายเที่ยง บ.เขายายเที่ยงใต้ ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ล่าสุดเมื่อเวลา 07.00 น. บรรดาแกนนำ นปช. เช่น นายวีระ มุสิกพงศ์, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ “แรมบ้าอีสาน” ได้ขึ้นปราศรัยบนเวที โดย นายณัฐวุฒิ ได้ประกาศต่อกลุ่มผู้ชุมนุมว่า วันนี้กลุ่มคนเสื้อแดงประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และเชื่อว่าการแสดงพลังวันนี้จะปรากฏผลในไม่ช้าแน่นอน ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคน และประชาชนในพื้นที่ ที่เข้าใจการแสดงพลังของคนเสื้อแดง

เช้าวันนี้ขอให้พี่น้องคนเสื้อแดงช่วยกันทำความสะอาดพื้นที่ และร่วมกันปลูกต้นไม้ที่จัดเตรียมมาให้ทั้ง ต้นตะกู สะเดา มะม่วง และต้นกล้วย เพื่อคืนผืนป่าให้อุดมสมบูรณ์

จากนั้นใน เวลา 08.00 น. กลุ่มคนเสื้อแดงได้ร่วมกันทำพิธีเปิดหมู่บ้าน “2 มาตรฐาน” เลขที่ 1 หมู่ 11 ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชีมา บริเวณหน้าบ้านพัก พล.อ.สุรยุทธ์ อย่างเป็นทางการ ซึ่งได้ทำการก่อสร้างกระท่อมหลังคามุงหญ้าคา ไว้แล้วจำนวน 3 หลัง ตั้งแต่ช่วงเย็นเมื่อวานนี้ (11 ม.ค.) และแกนนำมีความเห็นร่วมกันในการแต่งตั้งให้ นายเขื่อนเพชร โพนรัมย์ แกนนำเสื้อแดงโคราช รักษาการผู้ใหญ่บ้าน และให้ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ เป็นผู้ว่าฯ ดูแลหมู่บ้าน 2 มาตรฐาน ดังกล่าว

ด้าน นายวีระ มุสิกพงศ์ กล่าวว่า การชุมนุมที่เขายายเที่ยง เป็นการซักซ้อม ก่อนที่พวกเราจะบุกเขาสอยดาว ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่าเขายายเที่ยงในโอกาสต่อไป และการเคลื่อนไหวจากนี้ไป แกนนำจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง จากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงได้เก็บสัมภาระและสลายการชุมนุมไปด้วยความเรียบร้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาเวลา 21.20 น. นักโทษชาย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้วิดีโอลิงก์เข้ามาพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมนานกว่า 20 นาที โดยกล่าวว่าขอชื่นชมสปิริตคนเสื้อแดงที่ได้เดินทางมาร่วมชุมนุมต่อสู้ เพื่อเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยและความเป็นธรรม วันนี้ต้องเอาความจริงมาเปิดเผยกันให้ชัด เราจะต่อสู้เพื่อความจริงและจะต่อสู้อย่างนี้ต่อไป วันนี้คนในรัฐบาลพากันโกหกซึ่งถือว่าเลวร้ายอย่างยิ่ง พยายามอิงสถาบันใช้สถาบันเพื่อปกปิดความชั่วร้ายของตัวเอง

“ผม เคยพูดเสมอว่า สังคมไหนไม่มีความเป็นธรรม สังคมนั้นจะไม่มีทางสันติ เมื่อไหร่รัฐบาลชุดนี้จะยุติความไม่เป็นธรรมเสียที ถ้าผมไม่ตายผมจะเรียกร้องความเป็นธรรมอย่างนี้ต่อไป แต่ถ้าตายไปอยู่นรกหรือสวรรค์ก็จะหาความยุติธรรมให้เจอ และผมจะต่อสู้กับพี่น้องเสื้อแดงต่อไป หากประชาชนตัดสินว่าเมื่อไหร่ผมจำเป็นจะต้องเข้าไปในประเทศ ผมจะเข้าไปเมื่อนั้น แต่ขณะนี้มันอันตรายเหลือเกิน จึงยังไม่สามารถเข้าไปได้ และถ้าขืนเป็นอย่างนี้ต่อไป พวกเราจะไม่ยอมหยุดต่อสู้” นช.ทักษิณ กล่าว

นช.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ตอนนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปพูดคุยกับผู้นำหลายประเทศ ไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องงานที่จะหาความร่วมมือกันของ 2 ประเทศ แต่กลับพูดคุยเรื่องการไล่ล่าตนอย่างเดียว บอกเขาว่าอย่าให้ตนเข้าประเทศ อย่าให้บินผ่านน่านฟ้าของประเทศ เพราะว่านายอภิสิทธิ์เจ็บแค้นตนมาตลอด เพราะเลือกตั้งทีไร นายอภิสิทธิ์แพ้ทุกที จึงต้องตามล้างตามผลาญกันตลอด

“ฉะนั้น หากปล่อยให้รัฐบาลนี้บริหารประเทศต่อไป จะแย่ไปมากกว่านี้ รัฐบาลอภิสิทธิ์กู้เงินมหาศาล กู้มาโกง ตอนนี้ก็ฆ่าตัดตอนรัฐมนตรีไปแล้ว 1-2-3 คน ไม่เคยเห็นบ้านเมืองจะแย่ขนาดนี้ เขาไม่เคยเห็นว่าเราเป็นคนชาติเดียวกัน จึงใช้ระบบใช้อำนาจมาตามทำลายล้างกันเสียขนาดนี้ เพราะฉะนั้นการชุมนุมวันนี้พวกเราต้องการแค่นี้ ต้องการประชาธิปไตยและความเป็นธรรมคืนกลับมา” นช.ทักษิณ พล่ามในตอนท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า การชุมนุมที่เขายายเที่ยงของคนเสื้อแดงครั้งนี้ ถือว่าไม่เป็นตามเป้าหมาย จากที่บรรดาแกนนำประกาศจะระดมคนเข้าร่วมชุมนุมให้ได้กว่า 5 หมื่นคน แต่เขาจริงมีคนเสื้อแดงเข้าร่วมกันน้อย โดยในช่วงที่มีคนมากสุดอยู่ที่ประมาณ 3,000-3,500 คน เท่านั้น

ข่าว ชุมนุมเสื้อแดง ข่าวเขายายเที่ยง จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์
Continue Reading...

11 มกราคม 2553

เสื้อแดงบุกทำลายรั้วประชิดบ้านสุรยุทธ์ แกนนำยันใช้ยุทธวิธีเกลือจิ้มเกลือทดสอบกฎหมาย

Suthichaiyoon.com : "สุพร อัตถาวงศ์"นำเสื้อแดง ใช้รถไถและเครื่องมือตัดเหล็กบุกเข้าตัดรั้วลวดหนามของเจ้าของที่ดินที่ เพิ่งสร้างเป็นแนวกั้นบริเวณใกล้หน้าบ้าน พล.อ.สุรยุทธ์ เพื่อตั้งเวทีปราศรัยประชิดบ้านองคมนตรี ประกาศใช้ยุทธวิธีชุมนุมครั้งนี้ใช้แผนเกลือจิ้มเกลือ ทดสอบการใช้กฎหมายสองมาตรฐานหรือไม่ ทางด้าน ผบช.ภ.3 ส่งกำลังพันนายเข้มรับม็อบคนเสื้อแดง 11 ม.ค. ขู่ทำผิดกฎหมายเจอดีแน่ พท.เปิดแผนนักการเมืองระดมชาวบ้านแฝงป่วน หวังจุดชนวนปะทะเปิดทางรัฐสลายชุมนุม-รวบแกนนำ

ทางด้านกรมป่าไม้นัดหารือเกณฑ์พิสูจน์สิทธิที่ดินเขายายเที่ยงวันนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาด้วยมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด

การนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 11 ม.ค. นี้ โดยพุ่งเป้าโจมตีการถือครองที่ดินบนเขายายเที่ยง ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี ได้มาโดยมิชอบ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ พล.อ.สุรยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีนั้น เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณหน้าบ้านพักของ พล.อ.สุรยุทธ์ บนเขายายเที่ยง มีตำรวจเพียง 11 นาย รักษาการณ์ห่างจากบ้านองคมนตรีประมาณ 100 เมตร

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงนำรถหกล้อติดตั้งเครื่องขยายเสียง ติดป้ายขนาดใหญ่ที่ข้างรถทั้งสองด้าน มีข้อความระบุว่า "หมู่บ้าน 2 มาตรฐาน บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 1 ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา" จอดอยู่ริมถนนมิตรภาพ บริเวณปากทางขึ้นเขายายเที่ยง ประกาศให้กลุ่มคนเสื้อแดงขึ้นไปยังจุดชุมนุม หรือให้ปักหลักรออยู่ที่เขื่อนลำตะคอง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทางขึ้นเขายายเที่ยง

ส่วนการปักหลักชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณสวนเมืองพร ห่างจากทางขึ้นเขายายเที่ยงประมาณ 400 เมตร ผู้ชุมนุมได้ตั้งเต็นท์เรียงรายจำนวนมาก มีการปักธงสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าเป็นพื้นที่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ขณะที่พ่อค้าแม่ค้านำสินค้าอุปโภคและบริโภคนานชนิดใส่รถยนต์ไปขาย บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นอกจากนี้กลุ่มคนเสื้อแดงยังนำรถไถเข้าถางป่าละเมาะ เพื่อใช้พื้นที่เป็นฐานที่มั่นและพักค้างแรม ขณะที่แกนนำใช้รถหกล้อติดเครื่องขยายเสียงเป็นเวทีปราศรัย

นายสุพร อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ฉายาแรมโบ้อีสาน กล่าวว่า ยุทธวิธีของการชุมนุมครั้งนี้ จะใช้กระบวนการเกลือจิ้มเกลือ เพื่อทดสอบการบังคับข้อกฎหมายที่ใช้สองมาตรฐาน เลือกปฏิบัติในความผิดเหมือนกันคนจน

"เราเตรียมการรถไถนาไว้กว่า 10 คัน จอบ เสียมจำนวนมาก เพื่อปรับที่ดินปักหลักสร้างที่อยู่อาศัย ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน จะกางเต็นท์ไว้นับพันหลัง จากนั้นจะตั้งหมู่บ้านคนเสื้อแดงจะได้มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองบ้าง จะใช้ชื่อหมู่บ้านสองมาตรฐาน บ้านเลขที่ 1 หมู่ 11 ซึ่งพื้นที่ ต.คลองไผ่ มีเพียง 10 หมู่ แต่เราก็จะแยกออกมาตั้งเพิ่มอีก 1 หมู่ โดยจะมีการเลือกผู้ใหญ่บ้านถูกต้องตามหลักการของกรมการปกครอง หลังจากมีการจัดสรรที่ดินเรียบร้อย" นายสุพร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมานายสุพร ได้นำพรรคพวกที่เป็นชายฉกรรจ์กว่า 10 คน นำรถไถและเครื่องมือตัดเหล็กบุกเข้าตัดรั้วลวดหนามที่เพิ่งสร้างเป็นแนวกั้น ที่ดินในบริเวณใกล้หน้าบ้าน พล.อ.สุรยุทธ์ เพื่อตั้งเวทีปราศรัยประชิดบ้านพักของ พล.อ.สุรยุทธ์

ต่อมา นายอารีฟีน วิเศษศักดิ์ ครูสอนศาสนาอิสลาม มัสยิสดารุนอามิน ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเขายายเที่ยงใต้ หมู่ 10 ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว นำชาวบ้านกว่า 30 คน นำดอกไม้มาให้แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง และเจรจาเพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบ

"โปรดอย่าใช้วิธีนำเกมการเมืองมาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เราชาวบ้าน และบ้านพักขององคมนตรีอยู่ร่วมกันมาหลายสิบปี ไม่เคยสร้างปัญหาแต่อย่างใด ควรจะหาทางออกที่ละมุนละม่อมกว่านี้" นายอารีฟีน กล่าว

สันติบาลรายงานม็อบ 6 พัน-คาดไม่ยืดเยื้อ

รายงานข่าวจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่าจากการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของหน่วยข่าวพบว่า ในช่วงสายของวันที่ 10 ม.ค. นายสุพร อัตถาวงศ์ พร้อมกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 100 คน การ์ดคุ้มกัน 60 คน ได้เดินทางมาที่ เขายายเที่ยงตรงข้ามบ้านของ พล.อ.สุรยุทธ์ พร้อมกับทำการแผ้วถางพื้นที่ตรงข้ามบ้านพักของพล.อ.สุรยุทธ์ จัดตั้งเป็นที่พักเพื่อใช้ในการชุมนุม โดยจัดตั้งพื้นที่นี้ใช้ชื่อว่า บ้านเลขที่ 1 หมู่ 11

และคาดว่าพื้นที่แห่งนี้จะใช้เป็นเวทีการปราศรัยโจมตีการถือครองที่ดินเขา ยายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์ เนื่องจากห่างจากบ้านพักของ พล.อ.สุรยุทธ์ เพียง 20 เมตรเท่านั้น นอกจากนี้การข่าวแจ้งว่าพื้นที่แห่งนี้ เจ้าของอาจจะเป็นญาติ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต รองนายกและรมต.มหาดไทย เพราะเจ้าของพื้นที่ นามสกุลวัฒนะ

รายงานข่าวแจ้งว่า กลุ่มเคลื่อนไหวที่จะเดินทางมาชุมนุมน่าจะมีประมาณ 5,500-6,000 คน ส่วนใหญ่จะเป็นมวลชนที่เดินทางมาจาก จ.อุดรธานี ของนายขวัญชัย ไพรพนา อีกกลุ่มส่วนใหญ่จะมาจากพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี เนื่องจากมีการรวมตัวกันอยู่แล้วของบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยที่ไปช่วยดูแลการ เลือกตั้งซ่อมใน จ.ปราจีนบุรี นอกจากนั้นจะมาจากหลายส่วนในภาคอีสาน และคาดว่าน่าจะชุมนุมไม่นาน เพราะมีส่วนของการเตรียมหุงหาอาหารและเครื่องนอนมาเพียงเล็กน้อย คาดว่าน่าจะชุมนุมเพียงหนึ่งวัน เช้าวันที่ 12 ม.ค. คงจะสลายตัว

ส่วนเหตุความรุนแรง รายงานข่าวแจ้งว่า ไม่น่าจะมีเพราะไม่มีเงื่อนไขอะไร ประกอบกับแกนนำที่นิยมความรุนแรง อย่างนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ก็ไม่เข้าร่วมชุมนุม เนื่องจากเกรงว่าจะถูกควบคุมตัว ส่วนกำลังของเจ้าหน้าที่ มีการปรับกำลัง จากเดิมลงเล็กน้อย โดยลดจำนวนตำรวจลงเหลือประมาณ 3,000 นาย

นอกนั้นให้เตรียมพร้อมในที่ตั้ง และสั่งยกเลิกตำรวจอาสามาร่วมทำงาน เนื่องจากเกรงว่าตำรวจอาสาจะใช้กำลังรุนแรง เมื่อถูกการยั่วยุ เพราะขาดการฝึกควบคุมฝูงชน ส่วนเจ้าหน้าที่ทหารไม่มีการส่งกำลังมาร่วมแต่อย่างใด มีเพียงหน่วยข่าวเท่านั้นที่มาสังเกตการณ์เพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา

ป่าไม้นัดถกเกณฑ์พิสูจน์สิทธิที่ดินวันนี้

นายชลธิศ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงไปปักหลักชุมนุมบนพื้นที่เขายายเที่ยง จ.นครราชสีมา ว่า ถือเป็นสิทธิที่ประชาชนสามารถทำได้ แต่ขอเตือนว่า หากผู้ชุมนุมเข้าไปทำลายป่าไม้ หรือบุกรุกเข้าไปในพื้นที่สวนป่า ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามของทางกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้

ส่วนกรณีที่ผู้ชุมนุมกล่าวหาภาครัฐดำเนินการสองมาตรฐานกรณีการครอบครอง ที่ดินเขายายเที่ยงนั้น ยังมีประชาชนอีกกว่า 450,000 ราย ในพื้นที่กว่า 5 ล้านไร่ทั่วประเทศ ที่ไม่ได้รับเอกสารสิทธิหรือรอการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินว่าอยู่ก่อน หรือหลังประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งหากพิสูจน์ว่าอยู่หลังประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวน กรมป่าไม้ก็จะหามาตรการเข้าไปบริหารจัดการ และจะปฏิบัติกับประชาชนด้วยมาตรฐานเดียวกันไม่เว้นแม้แต่กรณีของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี

รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมป่าไม้จะหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องถึงกรณีดังกล่าวในวันที่ 11 ม.ค. โดยยังคงยึดถือตามนโยบายของกระทรวง และจะนำมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2541 ในเรื่องของการพิสูจน์สิทธิถือครองที่ดินมาร่วมหารือ เพื่อแก้ไขปัญหาชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ป่าสงวน กว่า 450,000 ราย รวมถึงกรณีของ พล.อ.สุรยุทธ์ ให้มีความถูกต้องโดยจะใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด

ผบช.ภ.3 ระบุบุกรุกโดนจับแน่

ทางด้านการรักษาความปลอดภัยนั้น พล.ต.ท.เดชาวัต รามสมภพ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 (ผบช.ภ.3) สั่งกองร้อยควบคุมฝูงชน บช.ภ.3 กว่า 1,000 นาย พร้อมเตรียมที่ สภ.คลองไผ่ ห่างจากทางขึ้นเขายายเที่ยงเพียง 100 เมตร และห่างจากบ้านพักของ พล.อ.สุรยุทธ์ ประมาณ 400 เมตร โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง อดทน ระมัดระวัง และเน้นการเจรจาเป็นหลัก ส่วนตำรวจชุดมวลชนสัมพันธ์ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ บริเวณเขายายเที่ยง

นอกจากนี้ บช.ภ.3 ร่วมกับฝ่ายปกครอง จ.นครราชสีมา และกองทัพภาคที่ 2 ตั้งศูนย์อำนวยการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาการชุมนุมที่เขายายเที่ยง เพื่อประสานเรื่องการข่าว คาดว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะทยอยขึ้นไปบนเขายายเที่ยงในช่วงเย็นของวันเดียวกัน

พล.ต.ท.เดชาวัต กล่าวอีกว่า หากกลุ่มคนเสื้อแดงบุกรุก หรือกระทำผิดกฎหมาย ตำรวจจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายตามแผนกรกฎ 52 และยืนยันว่าตำรวจจะไม่มีการใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม ตำรวจทุกนายจะไม่มีการติดอาวุธ พกเพียงโล่กำบังเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น

ผบช.ภ.3 กล่าวถึงกระแสข่าวกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินอาจจะเข้ามาป่วนในพื้นที่ว่า จากการข่าวยังไม่พบการเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว

พท.ปูดแผนป่วนจุดชนวนปะทะ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวเรียกร้องให้ พล.อ.สุรยุทธ์แสดงความรับผิดชอบในการถือครองที่ดินบนเขายายเที่ยง ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง สร้างมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรมให้แก่สังคม และนักการเมือง

ส่วนการนัดชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เขายายเที่ยงวันที่ 11 ม.ค. นี้ นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ขณะนี้มีนักการเมืองในพื้นที่ได้ระดมประชาชนสายฮาร์ดคอร์ จำนวน 5,000 คน จาก บุรีรัมย์ สุรินทร์ และนครราชสีมา เพื่อแต่งตัวเป็นชาวบ้านมาคัดค้านกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อให้เกิดการปะทะกัน จากนั้นรัฐบาลจะอ้างเหตุผลเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์และจับกุมกลุ่มคนเสื้อ แดง

“หากมีเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้น รัฐบาลต้องรับผิดชอบ อย่าโยนความผิดไปให้ผู้ชุมนุม เพราะเป็นการชุมนุมโดยสงบ เพื่อให้ชาวไทยและโลกเห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นสองมาตรฐาน และเพื่อเรียกร้องคืนทรัพยากรของชาติให้กลับคืนมาเป็นของแผ่นดินอีกครั้ง เท่านั้น” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

การเมืองใหม่ชี้เป้าจริงคือ"ป๋าเปรม"

นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรคการเมืองใหม่ กล่าวว่า การบุกเขายายเที่ยงของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นเพียงเงื่อนไขเพื่อการระดมพลเท่า นั้น แท้จริงแล้วคนเสื้อแดงต้องการมุ่งไปที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นหลัก การชุมนุมในครั้งนี้ พรรคมองว่าไม่น่าเกิดความรุนแรงขึ้นได้ หากมีการรับมือที่ไม่ดีพอ ส่วนที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุตัวเลขคนที่จะเดินทางไปร่วมชุมนุมจะมีถึง 1 ล้านคนนั้น เป็นเพียงราคาคุย

เรียกร้อง"สุรยุทธ์"คืนที่ดินยุติปัญหา

นายชุมพล สังข์ทอง กรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ กล่าวว่า ที่ดินเขายายเที่ยงยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2550 อยากให้ พล.อ.สุรยุทธ์คืนที่ดินเขายายเที่ยงโดยเร็ว เพราะหากครอบครองต่อไปก็จะไม่เป็นผลดีต่อตัวเองและประเทศชาติ ซึ่งรัฐบาลต้องใช้เหตุการณ์ส่วนนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่ดินของ ประเทศไทย เพราะถึงเวลาที่จะต้องตรวจสอบผู้ที่ถือครองที่ดินทั่วประเทศไทย

ส่วนกรณีของเขายายเที่ยงเกิดจากการตรวจสอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พ.ศ. 2550 ต่อกลุ่มเกษตรกรที่ยากไร้ที่ดินไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะถูกจับกุมในพื้นที่เขายายเที่ยงแล้วมาร้องเรียนนั้น นายชุมพล กล่าวว่า การตรวจสอบก็มีขึ้น โดยส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอยืนยันว่า การตรวจสอบของ สนช.ในสมัยนั้น ไม่ได้เป็นการหาเรื่อง แต่เป็นการต้องการสร้างบรรทัดฐาน

นายประพันธ์ คูณมี ผู้อำนวยการพรรคการเมืองใหม่ กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเรื่องของที่ดินทำกินที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยรัฐบาลควรต้องพิจารณาเรื่องการออกเอกสารสิทธิให้ประชาชน เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นป่าสงวนแล้ว การออก น.ส.3 จะเป็นการช่วยประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีหลักทรัพย์ของตนเอง สามารถนำไปจำนองลงทุนพัฒนาอาชีพของตนเองได้ ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ อยากเรียกร้องรัฐบาลให้ประชาชนทำธุรกิจอื่นๆ ได้นอกเหนือจากการทำเกษตรในการใช้พื้นที่ดิน

ปชป.ชี้ข้อเรียกร้องเคลียร์จบแล้ว

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า หมดความชอบธรรมที่จะไปชุมนุมแล้ว แม้จะชุมนุมอย่างสงบก็ตาม เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อสงสัยในข้อเรียกร้องอย่างละเอียด แล้ว จึงมั่นใจได้ว่าเรื่องนี้รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการสองมาตรฐาน

ส่วนที่มีการบิดเบือนคดีอาญาเรื่องการบุกรุกที่ดิน ตามกฎหมายมีองค์ประกอบชัดเจนว่า หากไม่มีเจตนาเข้าไปแย่งการครอบครองก็ถือว่าไม่มีความผิด ซึ่งศาลก็เคยมีการพิจารณาคดีอย่างนี้ในอดีตมาแล้ว ส่วนคดีแพ่งก็ชัดเจนว่า พล.อ.สุรยุทธ์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้น มีเพียงสิทธิครอบครองจากเจ้าของที่ดินเดิมที่สละสิทธิ์ไป ดังนั้นสัญญาซื้อขายต้องเป็นโมฆะ

"กลุ่มคนเสื้อแดงอย่ามั่วหลักกฎหมาย เพื่อเป็นเหตุให้เกิดการชุมนุม และนายจตุพร พรหมพันธุ์ และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอื่นๆ ต้องรับผิดชอบในกรณีที่เกิดปัญหาคู่สัญญาอื่นๆ หยิบยกเรื่องเหล่านี้มาเป็นข้ออ้างทำให้เกิดปัญหามากขึ้น" นายสาธิต กล่าว

แฉสร้างเงื่อนไขเหมือนสงกรานต์เลือด

ส่วนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินอ้างเหตุผลสองมาตรฐานในการปลุกระดมการชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้น นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า เพื่อหวังสร้างเงื่อนไขเดียวกันกับเหตุการณ์เดือนเม.ย. ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ยอมรับว่ามีความกังวล และเป็นห่วงในเรื่องของการชุมนุม โดยเฉพาะการที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาปฏิเสธความรับผิดชอบล่วงหน้า ในลักษณะว่าหากเกิดเหตุการณ์อะไรให้ถือว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้นั้น

พรรคขอยืนยันว่า ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนยึดถือแนวทางของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในการใช้ความอดทน อดกลั้น จนถึงที่สุด ไม่ใช้กำลังในการแก้ปัญหาโดยเด็ดขาด และไม่มีการสร้างสถานการณ์ในฝ่ายรัฐอย่างแน่นอน

“พรรคประชาธิปัตย์มีความวิตกกับการยั่วยุให้เกิดปฏิกิริยากับเจ้าหน้าที่ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างเงื่อนไขไปสู่การเผชิญหน้า ความรุนแรง และความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง" นพ.บุรณัชย์ กล่าว

พันธมิตรงดคอนเสิร์ตการเมืองที่เชียงใหม่

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.เชียงใหม่ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอยกเลิกการจัดคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 9 ที่ จ.เชียงใหม่ จนกว่าสถานการณ์จะมีความพร้อม

แถลงการณ์สรุปว่า ตามที่พันธมิตรมีกำหนดจัดคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 9 ภายใต้คำขวัญ “เชียงใหม่เมืองน่าเที่ยวของไทย ใครๆ ก็มาได้” ในวันเสาร์ที่ 16 ม.ค. 2553 ณ สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี แต่จากการประเมินข่าวสารอย่างต่อเนื่อง ทำให้เมื่อวันที่ 10 ม.ค. มีการจัดประชุมคณะทำงานเพื่อประเมินสถานการณ์การเมืองจนมีมติเปลี่ยนแปลงการ จัดงาน โดยมีเหตุผลดังนี้

1. ด้านความปลอดภัย มีข่าวจากตำรวจและหน่วยงานด้านความมั่นคงว่า มีกระบวนการว่าจ้างกลุ่มมือปืน โดยนักการเมืองผู้อิทธิพลในท้องถิ่นที่เกี่ยวกับขบวนการค้ายาเสพติดและอาวุธ เถื่อน มีการทำลายกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในเขตเทศบาลจำนวนมาก รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักรบรับจ้างจากพื้นที่ชายแดน เพื่อเตรียมสร้างสถานการณ์นำไปสู่ความรุนแรงอันเป็นเป้าหมายของระบอบทักษิณ

2. ด้านสถานที่ ได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ว่าจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงเข้ามาขอใช้สถานที่ระหว่างวันที่ 13-14 ม.ค. อ้างว่าจะใช้ประกวดพลุบ้องไฟ และมีการคุกคามข่มขู่ผ่านวิทยุชุมชน

3. ด้านเป้าหมายการจัดงาน การจัดคอนเสิร์ตทางการเมือง จะต้องนำไปสู่การแสดงออกถึงไมตรีจิตของพันธมิตร และสร้างความรู้รักสามัคคีของประชาชนในชาติ ไม่ใช่นำพาไปสู่ความเกลียดชัง และการตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง

4. ด้านการเมือง เป้าหมายการเคลื่อนไหวทางการเมืองของขบวนการโค่นล้มรัฐบาลในเดือนมกราคมเป็น ต้นไป หวังจะสร้างสถานการณ์เผชิญหน้า หากพันธมิตรจัดงานคอนเสิร์ตการเมืองจะเป็นการช่วยเหลือขบวนการดังกล่าวให้มี เงื่อนไขในการเคลื่อนไหว

ประการสำคัญที่สุด ในตลอดเดือนม.ค. 2553 จะมีพระบรมวงศานุวงศ์ 4 พระองค์ มีหมายกำหนดการเสด็จมาทรงปฏิบัติพระกรณียกิจใน จ.เชียงใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนชาวไทยที่จะต้องแสดงความจงรักภักดี และไม่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการที่หวังทำลายสถาบัน

ที่มา ข่าวชุมนุมเสื้อแดง ข่าวเขา่ยายเที่ยง จาก Suthichaiyoon.com
Continue Reading...

08 มกราคม 2553

“ไอ้ตู่” นำทีมฟัดอัยการไม่ฟ้อง “สุรยุทธ์” รุกเขายายเที่ยง อ้างอยุติธรรม

ASTV ผู้จัดการ : “เพื่อไทย” ชักแถวพ่นน้ำลาย หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง “สุรยุทธ์” คดีบุกรุกเขายายเที่ยง ถือเป็นความอยุติธรรม ได้ทีตั้งฉายาให้เป็นอำมาตย์หมายเลข 2 ส่งเสียงเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งองคมนต

วันนี้ (8 ม.ค.) ที่พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.และ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีอัยการสูงสุดแถลงไม่สั่งฟ้อง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กรณีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน เขายายเที่ยง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมาว่า ถือเป็นขบวนการอยุติธรรมที่สุด คราวที่อัยการสูงสุด กรมป่าไม้ เป็นโจทก์เคยยื่นฟ้องราษฎรรุกพื้นที่เขายายเที่ยงไม่เคยยกเหตุผลนี้มาคุ้ม ครองราษฎร พล.อ.สุรยุทธ์ อดีตแม่ทัพภาค2 ประธานมูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ รู้เรื่องทุกอย่างดี จะบอกว่าตัวเองไม่มีเจตนามันฟังไม่ขึ้น อีกทั้งเคยขับไล่ราษฎรที่รุกพื้นที่ป่าสงวน การที่อัยการสูงสุดแถลงปกป้องอำมาตย์หมายเลข 2 ยิ่งไม่สมควร สร้างความคับแค้นให้กับคนไทย แม้ พล.อ.สุรยุทธ์ แสดงเจตจำนงต้องการคืนพื้นที่ให้กรมป่าไม้ ก็รับฟังไม่ได้ เพราะ พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น อย่าทำตัวเหมือนพันธมิตรฯยึดสนามบินแล้วส่งมอบคืน อย่าทำตัวเป็นโจรขโมยรถแล้วมาขอคืนกุญแจภายหลัง

“ขอเตือน พล.อ.สุรยทธ์เอาไว้เลยว่าหากจะปิดฉาก โดยปล่อยให้ไฟไหม้บ้านเขายายเที่ยง พล.อ.สุรยุทธ์ จะได้เดินลงมา แล้วโยนความผิดให้คนเสื้อแดงนั้นขออย่าให้เล่นเกมแบบนี้ ขอยืนยันว่าคนเสื้อแดงจะไม่มีใครเข้าไปภายในบ้าน ถ้าเกิดไฟไหม้นั้นเกิดจาก พล.อ.สุรยุทธ์และพรรคพวก เกมนี้ที่จะอาศัยคนไทยที่มีความอ่อนไหว โดยยอมแลกบ้าน1หลังแลกกับอนาคตตัวเอง” นายจตุพรกล่าว

นายจตุพรกล่าวว่า คนเสื้อแดงจะระมัดระวัง มีการ์ดชุดแรกไปดูความเรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค.มีแกนนำนายสุพร อัตถาวงศ์ หนึ่งในแกนนำ นปช.นำไปก่อน ในวันที่ 11 ม.ค.จะมีนายณัฐวุฒิ นายวีระ ตามไปสมทบ คาดว่าจะมีคนมาร่วมนับแสนคน เบื้องต้นจะทำการค้าง 1 คืน ก่อนประเมินสถานการณ์ชุมนุมต่อไป พื้นที่เป้าหมายคือเขายายเที่ยงที่เดียว แต่มีอีกที่หนึ่งน่าสนใจกำลังพิจารณาว่า จะไปหรือไม่คือบริเวณสนามกอล์ฟ ธนาคารกรุงเทพ เขาสอยดาว ที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ไปเป็นประธานอะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งบุกรุกป่าสงวนเหมือนกัน

นายจตุพรกล่าวว่า การชุมนุมครั้งนี้แม้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ไม่ประกาศพรบ.มั่นคง ไม่ใช่เพราะเมตตาคนเสื้อแดง แต่เป็นเพราะกลัวว่าถ้าประกาศไป จะลามมาถึงตัวเองด้วย แต่ก็หันไปชกใต้เข้มขัดแทนโดยเริ่มจากเพิกถอนหมายจับนายอริสมันต์ และแกนนำนปช.คนอื่นตามมานั้น พวกเราไม่กลัว พร้อมไปมอบตัวแต่จะถือเอาวันนั้นนัดหมายประชาชน1ล้านคนออกมาชุมนุมพร้อมกัน โดยทันที หากแกนนำชุดแรกถูกออกหมายจับจริง ก็ไม่มีปัญหา เราได้เตรียมแกนนำ นปช.คนอื่นที่ไม่มีคดีออกมาทำหน้าที่แทนไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ยังไม่ขอระบุว่าเป็นใครบ้าง ส่วนเป้าหมายการชุมนุมใหญ่ยังคงอยู่ วันที่ 15 ม.ค. แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจะประชุมเพื่อกำหนดวันชุมนุมใหญ่ 1 ล้านคน ครอบคลุมพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล สนามหลวง ท้องถนนราชดำเนิน ลานพระบรมรูปทรงม้า บ้านสี่เสา ซึ่งจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้แน่นอน ขอยืนยันว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่เกี่ยวข้องกับคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านย้ำเสมอว่า อย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขการชุมนุม

นายจตุพรกล่าวอีกว่า หากอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 คดีอุ้มฆ่านายอัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย หรือเลื่อนเลยไปจนถึงวันที่ 12 ก.พ. ซึ่งคดีนี้จะครบอายุความ หรือไม่สามารถนำตัวนายสมคิดมาขึ้นศาลได้ จะทำให้ พล.ต.ท.สมคิดหลุดพ้นจากคดีอุ้มฆ่าทันที กรณีนี้อยากรู้นายอภิสิทธิ์และรัฐบาล จะเลือกเอาอนาคตประเทศชาติแลกกับการอุ้ม พล.ต.ท.สมคิด เพียงคนเดียวหรือไม่ เพราะทราบมาว่าหากอัยการสั่งไม่ฟ้อง ซาอุดิอาระเบียจะตัดโควตาพี่น้องมุสลิมที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ไม่สามารถเดินทางโดยตรงจากไทยไปได้ แต่ต้องผ่านไปยังสถานทูตพม่าหรือมาเลเซีย รัฐบาลยังไม่สำเหนียกอีกหรือ

นายจตุพรกล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ สั่งตั้งคณะทำงานพิจารณาหวยออนไลน์ว่า เมื่อไปดูผู้ถือหุ้นบริษัท ล็อกซเล่ย์ ผู้ที่จัดจำหน่ายเครื่องขายหวยออนไลน์ มีนามสกุล จาติกวณิช ล่ำซำ นิมมานเหมินทร์ และวิษณุ เครืองาม ร่วมถือหุ้นอยู่ แต่บริษัทล็อกซ์เล่ยไม่ได้วิตกแต่อย่างใด ไม่ใช่วงเงิน3พันล้านบาทที่จะได้ค่าชดเชยจากการฟ้องร้องต่อรัฐเท่านั้น แต่ยังอาจได้ค่าเสียโอกาสประมาณ1.2หมื่นล้านบาท รวมเป็น 1.5 หมื่นล้าน โดยรัฐจะนำภาษีประชาชนไปจ่ายให้บริษัทดังกล่าวกินเปล่านายอภิสิทธิ์ที่แสดง ตัวเป็นมือปราบอบายมุข ต้องตอบคำถามด้วยว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลจากเดิมจัดจำหน่ายเพียง43ล้านใบ แต่เพิ่มมาเป็น 59ล้านใบในยุครัฐบาลนี้ หรือสลาก1ใบต่อประชากรหนึ่งคน ซึ่งเกือบเท่าประชากรคนไทยทั้งประเทศ เมื่อไปดูในปัจจุบันราคาสลากใบละ 40 บาท คู่ละ 80บาท แต่จำหน่ายคู่ละ 100-120บาท และทราบว่ามีบางคนในรัฐบาลไปแบ่งครึ่งหักค่าหัวคิว ได้มาใบละ 10 บาทต่องวด ถ้าคิดเป็นตัวเลขกลมๆ เดือนหนึ่ง 60 ล้านใบ 2 งวด ก็คิดเป็นเงิน 1,200 ล้านบาทต่อเดือน ถือเป็นการทุจริตอย่างน่าอายที่สุดในยามเศรษฐกิจย่ำแย่ เหล่านี้คือเงื่อนงำที่รัฐบาลได้ผลประโยชน์ทุกช่องทาง เป็นเรื่องของความเจ้าเล่ห์ รัฐบาลคือคนที่กินรวบตัวจริง แต่หวยใต้ดินไม่เคยกล้าไปแตะ

เมื่อถามว่าเป้าหมาย พล.อ.สุรยุทธ์ ต้องรับผิดชอบถึงขั้นไหน นายจตุพรกล่าวว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ต้องรู้ดีจะยังอยู่เป็นองคมนตรีให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทหรือไม่ เมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ องคมนตรีต้องเป็นแบบอย่าง พล.อ.สุรยุทธ์ ต้องรู้ควรทำอย่างไรในเรื่องนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่มีสิทธิ เป็นเจ้าของที่ดินมาตั้งแต่ต้น ที่ดินนี้ไม่มีสิทธิ์คืน เป็นหน้าที่ของรัฐต้องไปเอาที่ดินมาคืน พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ควรนั่งเป็นองคมนตรีต่อไป

นายจตุพรกล่าวอีกว่า กรณีนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง เครียดกรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาท จนต้องเข้ารักษาตัวโรงพยาบาล ก็อยากให้นายอภิชาตหายเร็วๆ ทำอะไรไว้น่าจะรู้ดี แต่เมื่อใดถ้ายังไม่มีความเป็นธรรม อาจไม่ต้องส่งโรงพยาบาลอาจต้องส่งวัดแทน ที่พูดไม่ได้แช่งและไม่ได้มีใครไปทำอะไรนายอภิชาต ถึงอย่างไรคนที่ทำอะไรไว้กฎแห่งกรรมก็จะสนองคนๆนั้นเอง นายอภิชาติเมื่อรู้ว่ารักษาความเป็นธรรมไม่ได้ก็ควรลาออก นายอภิชาติรู้ตัวเองดีที่สุดว่าเรื่องนี้เป็นยังไง

นายกมล บันไดแพชร กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กรณีถือครองที่ดินบนเขายายเที่ยง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ว่า ต้องถามเหตุผลอัยการสูงสุดว่าเพราะอะไร ถ้าบอกว่า พล.อ.สุรยุทธ์ไม่มีเจตนาคงไม่ใช่แน่นอน เพราะมีข้อสนับสนุนชัดเจนว่า พล.อ.สุรยุทธ์ทราบดีว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าสงวน โดยเป็นคนบอกเองว่าซื้อที่มาจากใคร พล.อ.สุรยุทธ์เคยเป็นแม่ทัพภาค 2 และเคยได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องป่าสงวน และการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า นอกจากนี้ยังเคยเอาทหารช่างไปตัดถนนตั้งแต่ตีนเขาจนถึงยอดเขาผ่านหน้าที่ดิน ก่อนที่ตัวเองจะซื้อที่ตรงนั้นมา วันนี้เราจะสร้างความไม่เป็นธรรมกับคนจำนวนมากในประเทศอย่างนั้นหรือ เรายังใช้กฎหมายฉบับเดียวกันอยู่หรือเปล่า เพราะในขณะที่คนยากคนจน คนทำมาหากินที่บุกรุกต้องถูกดำเนินคดี แต่ชนชั้นนำที่สังคมเชิดชู อยู่อย่างสุขสบาย กลับไม่ถูกดำเนินคดีใดๆเลย ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.สุรยุทธ์จะคืนที่ดินนั้น ที่ดินอย่างไรก็ต้องคืนอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือเรื่องจริยธรรมของคนที่เคยเป็นนายกฯ วันนี้ท่านเป็นองคมนตรีต้องมีจิตสำนึก ตัวเองมีมลทินแล้วยังกล้ารับใช้ใกล้ชิดใต้เบื้องพระยุคลบาทอีกอย่างนั้นหรือ อย่างน้อยตนก็รู้สึกละอายแทน พล.อ.สุรยุทธ์ควรลาออกจากองคมนตรีดีกว่า ขณะเดียวกันอัยการสูงสุดก็ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วย ถือว่าบกพร่องในหน้าที่ ใช้ดุลพินิจไม่ชอบ ยืนยันว่าเรื่องนี้ตนจะเดินหน้าดำเนินคดีต่อไปแน่นอน

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนในฐานะที่เคยทำงานเกี่ยวกับป่าไม้มากว่า 9 ปีสมัยที่รับราชการ ซึ่งกรณีเขายายเที่ยงนั้น ชัดเจนว่าเป็นการบุกรุกป่าสงวนชัดเจน ซึ่งทำปกติแบบแผนที่เคยปฏิบัติกันมาเกี่ยวกับการบุกรุกทำนองนี้ ก็คือเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรืออัยการในการดำเนินฟ้องร้องดำเนินคดี นำเรื่องขึ้นสู่ศาลให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยตัดสิน หากไม่นำเรื่องขึ้นสู้ศาลก็ไม่ใช่แบบแผนที่ปกติแน่นอน ดังนั้นขณะนี้ผู้ครอบครองคือพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ยังมีเวลาที่จะทำหนังสือชี้แจงต่อกรมป่าไม้ อธิบายความเป็นมาที่ได้ที่ดินนี้มา และก็ดำเนินการคืนเสีย อย่างนี้จะเป็นแนวทางที่สวยงามสำหรับท่าน ไม่ต้องอัยการหรอก

เมื่อถามว่าคิดว่าเหตุใดที่เรื่องนี้ไม่สามารถขึ้นสู่การพิจารณาของ ศาลได้ นายปลอดประสพกล่าวว่า ทุกคนก็รู้กันอยู่ ก็เป็นเพราะความเกรงใจ ตนถึงบอกไงว่าให้ท่านทำหนังสือชี้แจงต่อกรมป่าไม้จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

ข่าว ชุมนุมเสื้อแดง ข่าวเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์
Continue Reading...

01 มกราคม 2553

กองทัพแดง 3 มิติ

กรุงเทพธุรกิจ : โหรหลายสำนักทำนายตรงกันว่า การเมืองตั้งแต่ต้นปี 2553 จะดุเดือด-เข้มข้น สุดจะบรรยาย ล่าสุด “ทักษิณ ชินวัตร” ปรากฏตัว โดยมี ยงยุทธ ติยะไพรัช จักรภพ เพ็ญแข ประกบซ้ายขวาด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ "กลิ่นคาวเลือด" โชยมาแตะจมูก ใกล้เข้ามาทุกนาที

สองขุนพลที่นั่งขนาบข้าง บวกกับอีก 1 นายใหญ่ นับเป็นการหลอมรวมของบุคคลที่เป็น “ที่สุด” 3 มิติ มาประกบกัน
เป็นส่วนผสม ที่เมื่อเขย่าขวดแล้วสามารถจุดไฟ “ความรุนแรง” ในสังคมได้ไม่ยากเย็น

ที่สุดอันดับหนึ่ง “กองกำลัง”

“ยงยุทธ” นักรบคู่กาย “ทักษิณ” ตั้งแต่สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี เป็น "ที่สุด" ของ “สายบู๊” เขาคือคนที่พร้อมจะใช้ความรุนแรงเพื่อเอาชนะในเกมทุกเมื่อ

สมัยที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมกันอยู่ “ยงยุทธ” ใช้ความเป็นรัฐมนตรี เกณฑ์ลูกจ้างของกรมป่าไม้ ปฏิบัติการปั่นป่วนการชุมนุมของคนเสื้อเหลือง จนเลือดตกยางออกกันไปหลายหน

และ “อ้ายยงยุทธ” นี่เอง ใช้อำนาจ “นายกฯ น้อย” สั่งการตำรวจคอมมานโด ยิงถล่มบ้านของคนในตระกูล "ศตะกูรมะ" ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จน "ตู้เย็น" เป็นรูพรุนด้วยกระสุนปืน แต่ตรวจสอบในบ้านแล้วไม่พบยาเสพติดใดๆ เลย ทำให้เขาได้ฉายา “ยุทธ ตู้เย็น” มาตั้งแต่บัดนั้น

ที่สุดอันดับสอง “ความคิดรุนแรง”

“จักรภพ” อดีตพนักงานซีพี ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และนักวิเคราะห์สถานการณ์โลกบนจอแก้ว ถูก “ทักษิณ” ดึงมา “เล่นการเมือง” และซึมซับ “อุดมการณ์ฝ่ายซ้าย” มาเต็มๆ จนกลายเป็นคนที่มี “ทัศนคติอันตราย” อย่างยิ่ง ต่อระบอบการปกครองของไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

“จักรภพ” ขยับบทบาทตัวเองเข้าใกล้ “สยามแดง” ของ “อ.ใจ อึ๊งภากรณ์” เข้าทุกที ขณะที่ส่งลูกน้องเก่าตั้งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์ “สังคมนิยม” รวบรวมนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายเอาไว้เป็นกลุ่มเป็นก้อน นำโดย “สุรชัย แซ่ด่าน”

และที่สุดอันดับสาม คือ “รวยที่สุด”

“ทักษิณ ชินวัตร” เป็น “จิ๊กซอว์” ตัวสุดท้ายที่ทำให้ความเป็นที่สุดทั้งสองด้าน คือ ด้านการใช้กำลัง กับ ด้านความคิดที่รุนแรง เชื่อมต่อกันได้เป็นรูปขบวนเดียวกัน

เงินหลายแสนล้านบาท ที่ทักษิณมีอยู่ในกระเป๋า และ อีก 7.6 หมื่นล้านบาท ที่กำลังจะถูกยึดหรือไม่นั้นคือ “กาว” ที่สมานเอา “เครื่องมือ” ทุกชนิดของ “ทักษิณ” ให้หลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

การได้ “ยงยุทธ-จักรภพ” มาเป็น “ขุนพล” คู่กาย ด้านหนึ่งอาจจะทำให้ “ทักษิณ” มั่นใจมากขึ้น

แต่อย่าลืมว่าความเป็น "ที่สุด" ของทั้ง 2 ด้าน ถ้า "ผสม" ไม่ดี หรือเคลื่อนไหวจน “สุดโต่ง” เกินไป สุดท้ายจะย้อนกลับมาระเบิดตัวเองได้

ที่มา ข่าวทักษิณ ข่าวการเมือง ข่าวเสื้อแดง จาก กรุงเทพธุรกิจ
Continue Reading...
 

ASTV ผู้จัดการ News

กรุงเทพธุรกิจ - ข่าวหน้าแรก

เกาะติดสื่อ ตามข่าวร้อน Copyright © 2009 WoodMag is Designed by Ipietoon for Free Blogger Template