ข่าวเด่น ข่าวร้อนวันนี้ : กรุงเทพธุรกิจ

14 กุมภาพันธ์ 2553

บทเรียนสงกรานต์ ป้องกันซ้ำรอย

นับถอยหลัง เหลือเวลาอีกเพียง 12 วันเท่านั้น ก็จะถึงกำหนดดีเดย์

ที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาตัดสินคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553

แน่นอน คดีนี้ถือเป็นคดีที่โด่งดังที่สุดของประเทศไทยในยุคนี้

แม้เป็นคดีที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลในตระกูล "ชินวัตร" แต่ก็เป็นคดีที่ทำให้คนทั้งประเทศเดือดร้อนไปตามๆกัน

เพราะเป็นคดีที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ให้การสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งผลให้มีการก่อหวอด

เคลื่อนไหวชุมนุม แสดงปฏิกิริยากันไม่หยุดหย่อน

อย่างที่เห็นตำตากันทุกวัน แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นัดระดมคนเสื้อแดง

เดินสายสัญจรชุมนุมประท้วงตามสถานที่ต่างๆ ทั้งหน่วยราชการ หน่วยงานความมั่นคง และองค์กรอิสระ ไม่เว้นแต่ละวัน

มีเป้าหมายขยายผลเรื่องความไม่เป็นธรรม 2 มาตรฐาน บ่มเพาะเงื่อนไข ตอกลิ่มใส่ฝ่ายกุมอำนาจรัฐ ไม่หยุดหย่อน

พร้อมทั้งกำหนดปฏิทินการเคลื่อนไหว ประกาศจะมีการนัดชุมนุมใหญ่ หลังเทศกาลตรุษจีน

ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงวันตัดสินคดียึดทรัพย์ 26 กุมภาพันธ์

ทั้งนี้ ตามรูปการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงจะต้องเพิ่มดีกรีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ไม่ว่าจะมีการชุมนุมเคลื่อนไหวกันอย่างไร ระดมม็อบมามากมายขนาดไหน สถานการณ์จะร้อนแรงเพียงใด

26 กุมภาพันธ์ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ต้องมีคำพิพากษาตัดสินคดียึดทรัพย์ ออกมาแน่นอน

ทั้ง นี้ เมื่อย้อนกลับไปดูคดีประวัติศาสตร์คราวนี้ เริ่มจากการที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ดำเนินการอายัดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ จำนวนมหาศาลกว่า 76,000 ล้านบาท

และส่งเรื่องให้อัยการร้องต่อศาลฎีกาฯ ขอให้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดิน

โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีการสืบพยาน พิจารณาไต่สวนตามกระบวนการกฎหมาย

ท่ามกลางความสนใจของประชาชนที่เฝ้าติดตามความคืบหน้าของคดีมาเป็นระยะ จนกระทั่งกระบวนการพิจารณาคดีเดินมาถึงช่วงสุดท้ายของกระบวนการ

โดยฝ่ายอัยการในฐานะผู้ร้องได้แถลงปิดคดี โดยสรุปว่า

คดี นี้อัยการขอให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ ได้มาจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ ส่วนรวมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

สืบเนื่องจากขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกฯ 2 วาระ วันที่ 9 ก.พ.2544 และวันที่ 9 มี.ค. 2548

ได้ ปกปิดการถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯจำนวน 1,419,490,150 หุ้น เป็นเงิน 76,621,603,061 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ ส่วนรวม

เป็นกรณีได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ เป็นจำนวนกว่าร้อยละ 48 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่จำหน่ายได้ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง

โดยปกปิดและอำพราง หุ้นไว้ในชื่อนายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พินทองทา ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เป็นผู้ถือหุ้นแทน

นอกจากนี้ในคำแถลงปิดคดีของอัยการยังระบุด้วยว่า

การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา เป็นการละเมิดต่อความไว้ วางใจของปวงชนในรัฐธรรมนูญ

"กรอบของความไว้วางใจที่ได้ไป มีมากกว่าคำปฏิญาณตนในรัฐธรรมนูญ และมากกว่าหน้าที่ตามกฎหมายอาญาว่า

จะ ไม่ทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 กับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จึงได้วางกรอบใหม่สำหรับนักการเมืองดังนี้

ต้องอยู่ ห่างไกลจากอามิสสินจ้าง รับของกำนัลเกิน 3,000 บาท ก็ไม่ได้ ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นต้องอธิบายที่มาที่ไปได้ทุกชิ้น ไม่เช่นนั้นถูกยึด ได้ทรัพย์สินมาโดยมิควร สืบเนื่องจากหน้าที่ก็ต้องถูกยึดเช่นกัน

หุ้น อื่นๆถ้ามีเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องแขวนไว้ในบริษัทจัดการหุ้นโดยห้ามยุ่งเกี่ยว ในระหว่างดำรงตำแหน่ง จะรับสัญญาจากหน่วยงานรัฐที่ตนดูแลไม่ได้ พ้นตำแหน่งไปแล้วก็ห้ามไปทำงานเอกชนที่ตนเคยกำกับดูแล

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกติกา เป็นความคาดหวังของความไว้วางใจ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งสิ้น

ใคร ละเมิดก็เป็นผิดอาญา หรือพ้นจากตำแหน่ง ฐานละเมิด หรือทรยศต่อความไว้วางใจ โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่ามีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญาเกิด ขึ้นแต่อย่างใดเลย"

ในขณะที่ทนายความของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นแถลงปิดคดี ที่อัยการขอให้ยึดทรัพย์คุณหญิงพจมาน จำนวนกว่า 1 พันล้านบาทเศษ โดยสรุปว่า

หุ้น ชินคอร์ปฯของคุณหญิงพจมานได้มาโดยสุจริตตั้งแต่ปี 2526 และมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยการซื้อจากการเพิ่มทุน จนกระทั่งวันที่ 1 ก.ย. 2543 มีหุ้นอยู่ 69,300,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท

และได้ขายให้กับนาย พานทองแท้ และนายบรรณพจน์ โดยโอนขายอย่างถูกกฎหมาย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว

จึง ไม่มีพฤติการณ์คงไว้ซึ่งหุ้นชินคอร์ปฯ ตามที่อัยการและ คตส. กล่าวหา และเป็นการวินิจฉัยที่ขัดต่อพยานที่ได้จากการไต่สวนของศาลฎีกาฯ

นอกจากนี้ ทนายความของนายพานทองแท้ และ น.ส.

พิน ทองทา ก็ได้ยื่นคำแถลงปิดคดี โดยระบุว่า นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา เป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปฯที่แท้จริงและมีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย

ไม่ ได้เป็นผู้ถือหุ้นแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา และคุณหญิงพจมานผู้คัดค้านที่ 1 ดังนั้น จึงขอให้เพิกถอนการอายัดทรัพย์ของนายพานทองแท้ 17,150,292,534 บาท พร้อมเพิกถอนการอายัดที่ดิน 4 แปลง และเพิกถอนการอายัดทรัพย์ของ น.ส.พินทองทา 23,529,837,028 บาท

ทุกฝ่ายต่างแถลงปิดคดีต่อศาลฎีกาฯ ไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนผลการตัดสิน คำพิพากษา จะออกมาอย่างไร ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า

ต้องรอลุ้น รอฟังพร้อมกันในวันที่ 26 กุมภาพันธ์

แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่มองเห็นอยู่เบื้องหน้า และเป็นที่หวาดหวั่นของสังคม ก็คือ

กลัวจะมีเหตุแทรกซ้อนกระทบต่อสถานการณ์ของประ-เทศ ที่เป็นผลข้างเคียงจากการตัดสินคดียึดทรัพย์ "ทักษิณ"

สังเกตได้จากการสนทนาในทุกวงการ ทุกวงสภากาแฟ มีคำถามไม่ต่างกัน

งานนี้ม็อบเสื้อแดงจะแรงไหม สถานการณ์จะวุ่นวายถึงขั้นจลาจลรึเปล่า จะเกิดเหตุนองเลือดหรือไม่

คำถามและข้อกังวลเหล่านี้ ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะคนกรุงเทพฯ แต่ทุกหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดก็มีความประหวั่นพรั่นพรึงไม่แพ้กัน

เพราะแกนนำเสื้อแดงโหมโรงตีปี๊บมาตลอดว่าจะปฏิบัติการ "แดงทั้งแผ่นดิน" พร้อมลุกฮือทุกจังหวัด

ใน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็ออกมาเปิดปมเรื่องเส้นทางการเงินที่ไหลจากต่างประเทศเข้า มามากผิดปกติ ตั้งข้อสังเกตอาจนำมาใช้สนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง

ตามด้วยการเปิดปูมแผนปฏิบัติการป่วนเมือง ทั้งการบุกยึดสถานที่ราชการ และเผาศาลากลางจังหวัด

ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง เพื่อขยายผลไปสู่การทำสงครามประชาชน

แต่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงก็ออกมาตอบโต้ว่า เป็นการใส่ร้ายป้ายสี ยืนยันการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงจะยึดแนวทางสันติวิธี

ต่างฝ่ายต่างบลัฟกันไปมา จนผู้คนสับสนไม่รู้ว่าฝ่ายไหนเท็จ ฝ่ายไหนจริง

ที่แน่ๆ ในการจัดชุมนุมทางการเมืองทุกครั้ง คนมากก็ต้องใช้ทุนมาก คนยิ่งมาก ปัญหาก็ยิ่งเยอะ การควบคุมทำได้ยาก

อย่างไรก็ตาม โดยกติกาประชาธิปไตย การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่สามารถทำได้

แต่หากเป็นการชุมนุมที่ละเมิดกรอบกฎหมายบ้านเมือง สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ถึงขั้นก่อเหตุจลาจล

ก็เป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาล ในฐานะผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ที่จะต้องใช้มาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุวุ่นวายลุกลามบานปลาย

เพราะ มีบทเรียนมาแล้วจากเหตุการณ์ที่ม็อบเสื้อแดงก่อจลาจลในช่วงสงกรานต์เมื่อปี ที่แล้ว ที่มีการปิดถนนบริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และถนนสายสำคัญๆในเขตกรุงเทพฯอีกหลายสาย

ก่อเหตุเผารถเมล์ ขู่เผารถแก๊ส จลาจลป่วนเมือง

ถ้าปล่อยให้เหตุการณ์ลุกลามไปถึงขั้นนั้น ก็มีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเกิดเหตุบานปลาย และเหตุแทรกซ้อน

ไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย

ไทยรัฐ : ในฐานะที่รัฐบาลเป็นฝ่ายบริหารประเทศ ถืออำนาจรัฐ ควบคุมกลไกฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน

มีอำนาจเต็มในการประกาศใช้กฎหมายพิเศษ ทั้ง พ.ร.บ. รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และ พ.ร.บ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

เพื่อเป็นเครื่องมือในการรักษาความสงบภายในประเทศ

จึงถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องใช้กลไกทุกอย่างภายใต้กรอบกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
รวมทั้งป้องกันรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ที่เป็นสุจริตชนให้สามารถทำมาหากิน ใช้ชีวิตได้ตามปกติ

อย่าปล่อยให้เกิดเหตุจลาจลซ้ำรอยเหมือนช่วงสงกรานต์.

ข่าวการเมือง ข่าวทักษิณ คดียึดทรัพย์ 76,000 ล้าน จาก ไทยรัฐ "ทีมการเมือง"

0 comments:

แสดงความคิดเห็น

 

ASTV ผู้จัดการ News

กรุงเทพธุรกิจ - ข่าวหน้าแรก

เกาะติดสื่อ ตามข่าวร้อน Copyright © 2009 WoodMag is Designed by Ipietoon for Free Blogger Template