ข่าวเด่น ข่าวร้อนวันนี้ : กรุงเทพธุรกิจ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คดี 76000 ล้าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คดี 76000 ล้าน แสดงบทความทั้งหมด

26 กุมภาพันธ์ 2553

ศาลยึด 4.6 หมื่นล้าน “ทักษิณ”

เดลินิวส์ : ศาลฎีกาฯ เสียงข้างมากสั่งยึดทรัพย์ “ทักษิณ” 46,373 ล้านบาท เฉพาะค่าหุ้นชินฯ ที่เพิ่มขึ้น-เงินปันผล

วันนี้ (26 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำร้องของอัยการสูงสุด ที่ยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 25 ส.ค.51 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ และได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จำนวน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน นั้น ได้กล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีออกมาตรการต่าง ๆ 5 กรณี เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ บริษัท ชินคอร์ป และบริษัทในเครือ 5 กรณี ดังนี้ 1.คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ด้วยเสียงเอกฉันท์ 2.คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และอนุกรรมการไต่สวน มีอำนาจในการไต่สวนคดีดังกล่าว และกระบวนการไต่สวนเป็นไปโดยชอบ ขณะที่การแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นไปโดยชอบ และมีอำนาจดำเนินการต่อจาก คตส. องค์คณะฯ จึงมีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ว่า ผู้ร้อง (อัยการสูงสุด) มีอำนาจในการยื่นคำร้องในคดีนี้

3.องค์คณะฯ มีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ว่า คำร้องของผู้ร้องแจ้งชัด และไม่เคลือบคลุม 4.องค์คณะฯ เริ่มพิจารณาประเด็นการอำพราง หรือ "ซุกหุ้น" ชินคอร์ป จำนวน 1,419.49 ล้านหุ้น ในชื่อลูก ๆ และเครือญาติ และมีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ว่า ผู้ถูกกล่าวหา (พ.ต.ท.ทักษิณ) เป็นเจ้าของหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่แท้จริงในระหว่างการดำรงตำแหน่งนายก รัฐมนตรี 2 สมัย 5.องค์คณะฯ มีมติด้วยเสียงข้างมากว่า การออกเป็นพระราชกำหนด แปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นค่าภาษีสรรพสามิต เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท ชินคอร์ป และบริษัทในเครือ ทำให้รัฐเสียหายกว่า 60,000 ล้านบาท

6.องค์คณะมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีส่วนในการแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่าย เงินล่วงหน้า (PREPAID CARD) เอื้อประโยชน์ให้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส (เอไอเอส) 7.องค์คณะมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีส่วนในแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (ROAMING) และกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายรวม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัท เอไอเอส แต่เนื่องจากมีการขายหุ้นชินคอร์ป ให้แก่เทมาเส็ก เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 แล้ว ทำให้ผู้ได้รับประโยชน์จากการลดอัตราการใช้เครือข่ายร่วมไม่ใช่ผู้ถูกกล่าว หา แต่เป็นกลุ่มเทมาเส็ก

8.องค์คณะฯ มีมติด้วยเสียงข้างมากว่า การละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดย มิชอบหลายกรณี ได้แก่ การอนุมัติโครงการดาวเทียม IP STAR, การอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทาน ครั้งที่ 5 วันที่ 27 ตุลาคม 2547 ลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปฯ ใน บริษัท ชินแซทเทิลไลท์ ที่เป็นผู้ขออนุมัติสร้าง และส่งดาวเทียมไทยคม และการอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปเช่าช่อสัญญาณต่างประเทศอันเป็นการเอื้อประโยชน์กับบริษัท ชินคอร์ปฯ และ บริษัท ชินแซทฯ

9.องค์คณะมีมติเสียงข้างมากว่า การอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่ง ประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำไปซื้อสินค้า และบริการของบริษัท ชินแซทฯ โดยเฉพาะ ซึ่งครั้งแรกผู้ถูกกล่าวหาได้สั่งการเห็นชอบให้เอ็กซิมแบงก์ให้วงเงิน 3,000 ล้านบาท แก่รัฐบาลสหภาพพม่า แล้วต่อมาได้สั่งการเห็นชอบเพิ่มวงเงินกู้อีก 1,000 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 4,000 ล้านบาท สำหรับโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของสหภาพพม่า โดยให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน รวมทั้งให้ขยายระยะเวลาปลอดการชำระหนี้ การจ่ายเงินต้นจาก 2 ปี เป็น 5 ปี เพื่อประโยชน์ของบริษัท ชินแซทฯ ที่ผู้ถูกกล่าวหา และครอบครัวชินวัตรกับพวกมีผลประโยชน์ถือหุ้นอยู่ ในการให้ได้รับงานจ้างพัฒนาระบบโทรคมนาคมจากรัฐบาลสหภาพพม่า

10.องค์คณะมีมติเสียงข้างมากว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจหน้าที่ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ชินคอร์ป เอไอเอส และ ชินแซทฯ โดยตรง อันมีผลทำให้มูลค่าหุ้นของบริษัท ชินคอร์ป สูงขึ้น รวมทั้งได้เงินปันผลจำนวนดังกล่าว ศาลจึงมีอำนาจในการยึดทรัพย์ที่ได้จากเงินค่าขายหุ้น และเงินปันผล ซึ่งเป็นทรัพย์สิน
Continue Reading...

ศาลสั่งยึดทรัพย์ทักษิณ4.6หมื่นล้านผิด 5 ข้อหา

โพสต์ทูเดย์ : องค์ คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯพิพากษายึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ 46,373ล้านบาท และตกเป็นของแผ่นดิน ด้านทนายทักษิณเตรียมหารือยื่นอุทธรณ์ 2 มี.ค.นี้

เมื่อเวลา 21 .45 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยชี้ให้เห็นว่า คุณหญิงพจมาน มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจและการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกับพ.ต.ท.ทักษิณตลอด มา โดยผลประโยชน์จากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปมาจากการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นสินสมรส จึงมีอำนาจสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้ด้วยตามกฎหมาย ปปช. การยึดทรัพย์ทำใด้ 2 กรณี คือทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ กับกรณีร่ำรวยผิดปกติโดยได้ทรัพย์สินมาไม่สมควร

ศาลเห็นว่า กรณีนี้เข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติโดยเป็นทรัพย์สินไม่สมควร และให้ยึดทรัพย์โดยอิงราคาหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น ที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ.2544 ซึ่งเป็นวันที่พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯบวกดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 46,373ล้านบาท

ทั้งนี้องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯมีมติเสียงข้างมากชี้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณมี ความผิด 5 กรณีโดยศาลเห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่นายกฯ โดยชัดแจ้ง 2 กรณี คือ แปลงค่าสัญญาสัมปทาน อีกกรณีคือ การให้วงเงินสินเชื่อแก่ประเทศพม่า ส่วนอีก 3 กรณี ลดอัตราส่วนแบ่งรายได้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพด กรณีการแก้ไขสัญญาการใช้อนุญาตเครือข่ายร่วมและกรณีดาวเทียมไอพีสตาร์ พ.ต.ท.ทักษิณกำกับดูแลในฐานะนายกฯ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางอ้อม

สำหรับคำวินิจฉัยขององค์คณะผู้พิพากษามีประเด็นสรุปดังนี้

1.องค์คณะผู้พิพากษาได้มีมติเอกฉันท์ให้ศาลฎีกาฯมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดียึดทรัพย์

2.องค์คณะผู้พิพากษามีมติเอกฉันท์ให้อัยการมีอำนาจในการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯให้พิจารณาคดียึดทรัพย์

3.องค์คณะผู้พิพากษามีมติเอกฉันท์ว่าการใช้อำนาจของ คตส. และ ปปช. เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

4.องค์คณะผู้พิพากษามีมติเอกฉันท์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณอำพรางหุ้นในชื่อบุคคลอื่นระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

5.องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมากว่าพ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจ หน้าที่ระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรี ตรากฎหมาย ออกมติคณะรัฐมนตรีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตทำให้รัฐเสียหายและเป็น การกีดกันผู้ประกอบการโทรคมนาคมรายใหม่

6.องค์คณะผู้พิพากษามีมติด้วยเสียงข้างมากว่า การแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (PREPAID CARD)เอื้อประโยชน์ให้ แก่บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส (เอไอเอส )

7.องค์คณะผู้พิพากษามีมติด้วยเสียงข้างมากว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีส่วนในแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือ ข่ายร่วม (ROAMING) และกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายรวม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอไอเอส แต่เนื่องจากมีการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่เทมาเส็กเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2549 แล้ว ทำให้ผู้ได้รับประโยชน์จากการลดอัตราการใช้เครือข่ายร่วมไม่ใช่พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นกลุ่มเทมาเส็ก

8.องค์คณะผู้พิพากษามีมติด้วยเสียงข้างมากว่า ละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดย มิชอบหลายกรณี ได้แก่ การอนุมัติโครงการดาวเทียมไอพี สตาร์ เป็นการเอื้อประโยชน์กับบริษัท ชินคอร์ปฯ และบริษัท ชินแซทฯ เนื่องจากเป็นดาวเทียมดวงใหม่ ไม่ใช่ดาวเทียมสำรอง ซึ่งขัดสัญญาที่พ.ต.ท.ทักษิณทำไว้กับรัฐตั้งแต่ยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ

9.องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมากชี้การลดสัดส่วนการถือหุ้น ในบริษัทชินแซทฯของบริษัท ชินคอร์ปฯ เอื้อประโยชน์ให้พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากตามสัญญาเดิมบริษัทชินคอร์ปฯต้องถือหุ้นในบริษัทชินแซทฯไม่ต่ำกว่า 50% แต่ได้มีการเสนอขอให้มีการลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกฯในขณะนั้นไม่เห็นด้วย แต่นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในขณะนั้นกลับอนุมัติให้มีการแก้ไขสัญญา ส่งผลให้มีการลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปเหลือเพียง 11% ทำให้บริษัทชินคอร์ปไม่ต้องมีการระดมทุนเพิ่ม

นอกจากนี้ดาวเทียมไทยคอม3 ได้เกิดความเสียหายทำให้ได้รับเงินค่าประกันจำนวน 6.7ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีเงื่อนไขว่าเอกชนจะต้องซ่อมแซมดาวเทียมก่อนจึงจะมาเบิกเงินได้ แต่เอกชนกลับไปเบิกเงินโดยไม่ผ่านรัฐรวมทั้งมีการเพิ่มส่วนต่าง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและเอื้อประโยชน์ให้บริษัทชินคอร์ปฯ ไม่ต้องไปหาเงินเช่าดาวเทียมสำรอง

10.องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมากว่า การให้เงินกู้แก้ประเทศพม่าผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซ์ซิมแบงก์) เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทชินคอร์ป เนื่องจากมีการเพิ่มวงเงินให้กู้จาก 3 พันล้านบาทเป็น 4 พันล้านบาทและมีการลดดอกเบี้ยจากอัตรา 5.75% เป็น 3% ต่อปีปลอดหนี้ 5 ปีและจะต้องตั้งงบประมาณไปชดเชยการปล่อยกู้ครั้งนี้ให้ รวมทั้งมีการผลักดันปฏิญญาพุกามให้บรรจุเรื่องโทรคมนาคมเข้าไปด้วย

นอกจากนั้นยังมีการให้ปากคำว่า ในการประชุมร่วมที่พม่าได้มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทชินคอร์ป รวมถึงนายพานทองแท้ ชินวัตรได้เดินทางร่วมไปสาธิตการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ก่อนการประชุม และรัฐมนตรีต่างประเทศของพม่าต้องการให้บรรจุการช่วยเหลือด้านโทรคมนาคมด้วย

ทั้งนี้องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ ได้ขึ้นนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาเมื่อเวลา 13.40 น.ที่ผ่านมา

ภายหลังจากที่ศาลฎีกาฯมีคำพิพากษา ทีมทนายความของครอบครัวชินวัตรก็ได้เดินทางกลับทันที โดย นายกิตติพร อรุณรัตน์ ทนายความของนายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร กล่าวว่า ทีมทนายความจะหารือเรื่องการยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ ซึ่งจะต้องมีการปรึกษาลูกความก่อนว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ก่อนที่ทีมทนาย ความจะหารือกันต่อไป

ด้านนายสิงห์ทอง บัวชุม หนึ่งในทีมทนายความของพ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ภายใน 30 วันนี้คาดว่าจะสามารถสรุปเรื่องการยื่นอุทธรณ์ได้ โดยส่วนตัวไม่แปลกใจกับคำพิพากษา ซึ่งคำพิพากษาที่ออกมาจะทำให้คนเสื้อแดงมีเหตุผลในการเคลื่อนไหวมากขึ้น

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบน.1 กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุ้มกันองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ กลับสู่เซฟเฮาส์แล้ว ส่วนการรักษาความปลอดภัยบริเวณศาลฎีกาฯจะยังคงกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 กองร้อยไปจนถึงวันที่ 28 ก.พ. ทั้งนี้ยังไม่ได้รับรายงานเกี่ยวกับความรุนแรงโดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มแดง สยามที่ท้องสนามหลวง ซึ่งการชุมนุมยังอยู่ในความปกติไม่มีแนวโน้มจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง

ทนายเผยพจมาน-ครอบครัวไม่มาศาลฟังคำตัดสินที่บ้าน

ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 12.30 น. ทีมทนายความของครอบครัวชินวัตร ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา นำโดยนายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายกิตติพร อรุณรัตน์ ทนายความของนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร และนายสมพร พงษ์สุวรรณ ทนายความของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร โดยทั้งหมดให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาได้ต่อสู้อย่างเต็มที่แล้ว โดยวันนี้คุณหญิงพจมานและลูกๆ จะไม่เดินทางมาที่ศาลฎีกาแต่จะอยู่รับฟังคำพิพากษาที่บ้านพักแทน

"ที่ผ่านมาได้ต่อสู้ในกระบวนการของชั้นศาลอย่างเต็มที่ แต่คำพิพากษาจะออกมาอย่างไรต้องรอฟังจากศาล ส่วนในอนาคตจะมีการอุทธรณ์ใน 30 วัน ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น จะต้องรอดูรายละเอียดของคำพิพากษาก่อน"ทีมทนาย พ.ต.ท.ทักษิณระบุ

นอกจากนี้คณะทำงานของอัยการสูงสุด ในฐานะเป็นโจทย์ฟ้องในคดีนำโดย นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายพิเศษ ได้เดินทางมาถึงศาลฎีกาแล้วเช่นกัน

ขณะที่การรักษาความปลอดภัยบริเวณพื้นที่ศาลฎีกายังเป็นไปอย่างเข้มงวด โดยมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหญิงชายหลายร้อยนาย พร้อมทั้งมีการตรวจวัตถุต้องสงสัยในศาลฎีกาด้วย และมีการตรวจค้นร่างกายผู้เข้าออกศาลอย่างละเอียด คาดว่า ในเวลา 13.30 น. องคณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน จะออกนั่งบัลลังค์เพื่ออ่านคำพิพากษา

ด้านนายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวภายหลังตรวจความเรียบร้อยในพื้นที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองว่า ไม่น่าจะมีเหตุการณ์อะไรรุนแรง เพราะเชื่อว่าคนไทยทุกคน จะได้ฟังเหตุผลในคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีนี้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการรักษาความปลอดภัยเมื่อมีการพิพากษาแล้ว ก็ยังคงมีการรักษาความปลอดภัยอยู่ แต่จะมีการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยของผู้พิพากษารายคนเพิ่มเติมด้วย

"ขณะนี้ทางศาลคงยังไม่มีการออกมาดำเนินการกับบุคคลที่ปล่อยข่าวเรื่องศาล รับสินบน เพราะจะต้องขอดูรายละเอียดข้อเท็จจริงก่อน ไม่ใช่ศาลจะไปดำเนินการได้เลย ส่วนคำพิพากษาคาดว่าในสัปดาห์หน้าศาลฎีกาจะสามารถเผยแพร่คำพิพากษากลางและคำ พิพากษาส่วนบุคคลได้"นายวิรัชกล่าว
Continue Reading...

ศาลเสียงข้างมากให้ยึดเงินทักษิณ4.63หมื่นล้านตกเป็นของแผ่นดิน

Suthichaiyoon.com : นานกว่าเจ็ดชี่วโมงในวันพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ โดยศาลเสียงข้างมากมีมติให้ยึดเงินทักษิณ 4.63 หมื่นล้านตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมดอกผล

ในที่สุดคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่น ล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มาถึงจุดที่มีบทสรุป หลังจากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้มีตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งยึดทรัพย์จำนวน 4.63 หมื่นล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมดอกผล โดยทรัพย์สินส่วนที่เหลือกว่า 3 หมื่นล้านบาทจะยังคงถูกอายัดไว้ จนกว่าจะได้ทรัพย์สินที่ต้องถูกยึดอย่างครบถ้วน
Continue Reading...

แดงป่วน!! เผาศาลพระภูมิ หลัง “พ่อแม้ว” ถูกยึดทรัพย์

ASTV ผู้จัดการ : บรรยากาศหน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เริ่มป่วน เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงปลุกเร้าสถานการณ์ด้วยการเผาศาลพระภูมิ เพื่อส่งสัญญาณประท้วงคำตัดสินของศาล เนื่องจากได้อ่านพิพากษายึดทรัพย์บางส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษชายหลบหนีคดีอาญา ด้วยการยึดเงิน 46,373,687,454.70 บาท ตกเป็นเงินแผ่นดิน
Continue Reading...

นักวิชาการเชื่อ “สมุนแม้ว” ป่วนหนักขึ้นหลังยึดทรัพย์ 46,373 ล้านบาท หวังล้มรัฐ

ASTVผู้จัดการออนไลน์ : “อธิการฯ นิด้า” เชื่อเสื้อแดงไม่หยุด หวั่น “นช.แม้ว” บงการหนักข้อขึ้น หวังล้มรัฐบาล บี้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ “รศ.วิทยากร” ชี้แดงมีหัวคิดอาจเริ่มตีจาก เหตุคำพิพากษาทำตาสว่างขึ้น ด้าน “อ.นิติฯ มสธ.” ระบุท่อน้ำเลี้ยงหาย ม็อบเคลื่อนไหวลำบาก จับตานักการเมืองพรรคร่วมรัฐบาลเอี่ยวคดีความทักษิณ มีหนาวๆ ร้อนๆ แน่

ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินยึดทรัพย์จำนวน 46,373 ล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า กลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดง ต้องแสดงความเคารพต่อคำตัดสินของศาล แต่ เชื่อได้ว่าคนเสื้อแดงจะไม่หยุด เพราะระยะหลังมานี้จะเห็นได้ว่าในการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในแต่ละครั้งก็ประกาศชัดว่าต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะในนรก หรือ บนสวรรค์ พร้อมทั้งจะบงการกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อเร่งกดดัน สร้างความปั่นป่วนให้แก่รัฐบาลเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยกระบวนการจะนำมาใช้ในหลายรูปแบบทั้งในสภา และนอกสภา

ในสภาจะใช้พรรคเพื่อไทยในการขับเคลื่อน ขณะที่นอกสภาก็นำโดยกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภาเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด ซึ่งหากเป็นไปได้จริงก็จะเกิดผลดีแก่พรรคเพื่อไทย และตัว พ.ต.ท.ทักษิณ เอง เพราะที่ผ่านมาทางพรรคเพื่อไทยก็ได้ประกาศ หาเสียงไว้ล่วงหน้าแล้วว่า หากได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งก็พร้อมที่จะนำรัฐธรารมนูญฉบับ 2540 กลับมาใช้ พร้อมทั้งเร่งรัดในการนิรโทษกรรมแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งหากเลือกตั้งได้เร็วเท่าไร ก็มีโอกาสที่จะชนะได้เร็วขึ้น และก็อาจมีการกลับมารื้อฟื้นคดีต่างๆ ของพ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อหาหนทางแสวงผลประโยชน์ให้แก่ตัวเองต่อไป

“ภาพ เช่นนั้นอาจเกิดขึ้นได้ก็จริงอยู่ แต่ไม่มีทางที่จะราบรื่น เพราะอย่างน้อยเชื่อว่าทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ต้องออกมาคัดค้านอย่างถึงที่สุดเช่นกัน และเชื่อว่าการต่อสู้ทางการเมืองก็จะเป็นเช่นนี้ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ประเทศไทยก็จะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งอยู่ต่อไปเรื่อยๆ”อธิการบดีนิด้า กล่าว

ดร.สมบัติ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในคำพิพากษาของศาลดังกล่าวก็มองว่าเป็นโอกาสที่จะสอนแง่คิดกับประชาชนได้ เช่นกัน ในแง่นักการเมืองเองก็ต้องระมัดระวังในการใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง เพราะหากเจอการตรวจสอบก็อาจถูกลงโทษได้ ในส่วนประชาชนเองนี่ก็ถือเป็นบทเรียนสำคัญว่าคนที่ประพฤติมิชอบก็ไม่อาจลอย นวลได้ ซึ่งสังคมจะได้บทเรียนอย่างมาก อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีเสียงกล่าวอ้างมาตลอดจากกลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ว่ากระบวนการยุติธรรมไทยใช้ระบบ 2 มาตรฐานนั้น เรื่องนี้ก็จะกลายเป็นสิ่งที่สังคมจะยอมรับไม่ได้อีกต่อไป เพราะเป็นเพียงคำกล่าวอ้างของคนที่เสียประโยชน์เท่านั้น ซึ่งกระบวนการยุติธรรมหากผลออกมาเป็นเช่นไร จะถูกใจ หรือไม่ถูกใจก็ต้องเคารพคำตัดสิน อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็ต้องมีหน้าที่ดูแลความสงบ ต้องรับมือ เตรียมการป้องกันให้ได้ หากมีความรุนแรงเกิดขึ้นก็ต้องมีการบังคับกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากทำไม่ได้ก็ถือว่ารัฐบาลบกพร่องต่อหน้าที่อย่างมาก

รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มผู้สนับสนุนทั้งหลายก็คงต้องดิ้นกันต่อไป เพราะมีคดีความที่ยังรออยู่อีกหลายเรื่อง แต่ ก็เชื่อว่าคนในสังคม รวมถึงกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังพอมีความคิด จิตสำนึกก็จะมีความเข้าใจในคำตัดสินของศาล และเหตุผลต่างๆ ที่ยกมาอ้างในการชุมนุมก็จะค่อยๆ หมดไปเช่นกัน เพราะต้องยอมรับว่าสิ่งที่ต่อสู้อยู่นั้นได้ผ่านการตัดสินจากกระบวนการ ยุติธรรมแล้ว อย่างไรก็ตาม คงมีแต่กลุ่มเสื้อแดงหัวรุนแรงเท่านั้นที่ยังคงต่อสู้เรียกร้องเพื่อพ .ต.ท.ทักษิณ อยู่ แต่กลุ่มผู้สนับสนุนส่วนหนึ่งอาจเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้น ทั้งนี้เชื่อว่าความรุนแรงจะไม่ขยายตัวมากนัก อาจมีเพียงแค่กลุ่มย่อยเท่านั้น

รศ.วิทยากร กล่าวต่อว่า เรื่องนี้จะทำให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาคอรัปชั่นมากขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคงมีคนที่อารมณ์ค้างกับคำตัดสิน หรือคนที่หัวรุนแรงสุดโต่ง ซึ่งเป็นการต่อสู้เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น ทั้งนี้ ในส่วนของรัฐบาลต้องพยายามอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอย่างหนักว่า ผลที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากกระบวนการทางกฎหมายทั้งสิ้น

ด้าน นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) กล่าวว่า ความวุ่นวายจะยังมีอยู่ต่อไป ซึ่งประเด็นในเรื่องของความไม่เป็นธรรม กล่าวหาว่ากระบวนการยุติธรรมแบบ 2 มาตรฐาน ก็จะไม่จบสิ้น แต่จะมีกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนก็จะขาดหายไปบ้าง เพราะคดีความก็ได้มีคำตัดสินอย่างเด่นชัดแล้ว และปัจจัยเรื่องเงินก็เป็นปัจจัยหลัก หากไม่มีเงินการเคลื่อนไหวก็ลำบากแน่นอน อย่างไรก็ตามก็ยังมีกลุ่มคนที่ยังเคลื่อนไหวอยู่เพราะส่วนหนึ่งก็ไม่ได้มี จุดหมายเฉพาะเรื่องของคดีความเท่านั้น แต่เรียกร้องมากกว่านั้น ทั้งกลุ่มคนที่รักคุณทักษิณก็ยังมีอยู่มาก ทั้งนี้เหตุการณ์จะรุนแรงหรือไม่นั้นก็อยู่ที่แกนนำ

“สถานการณ์ นับจากนี้ไปเหมือนฝีแตก มีอยู่ 2 ทางคือ แผลหายปกติ หรือลุกลามหนักกว่าเดิม แต่มีแนวโน้มว่าเรื่องนี้แผลจะยิ่งลุกลามมากขึ้น เพราะต้องไม่ลืมว่านักการเมืองที่อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลหลายต่อหลายคน ก็มีคดีพัวพันตั้งแต่สมัยอยู่รัฐบาลทักษิณ และเมื่อคำติดสินของศาลในวันนี้ออกมา เชื่อว่าบุคคลกลุ่มดังกล่าวที่อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลก็อาจหนาวๆ ร้อนๆ ได้ และคงสร้างความปั่นป่วนให้กับรัฐบาลได้ไม่น้อย” อ.คณะนิติศาสตร์ มสธ.กล่าว
Continue Reading...

มติเสียงข้างมาก ยึดคืนเงินปล้นชาติ 4.6 หมื่นล้าน!

ASTV ผู้จัดการ : ศาลพิพากษาข้อต่อสู้ของ “ทักษิณ” โดยมีติเป็นเอกฉันท์ในประเด็นศาลมีอำนาจพิจารณาคดีนี้ และ คตส.มีอำนาจตรวจสอบโดยชอบ รวมทั้งประเด็นสำคัญ วินิจฉัยว่า “ทักษิณ” ใช้นอมินีถือหุ้นแทนจริง

วันนี้ (26 ก.พ.) เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ศาลฎีกา องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ประกอบด้วย นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา ในฐานะเจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์ นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา, นายพิทักษ์ คงจันทร์ ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา, นายพงศ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา, นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา, ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล รองประธานศาลฎีกา, นายประทีป เฉลิมภัทรกุล ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา, นายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และนายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกา ได้ขึ้นนั่งบัลลังก์เริ่มอ่านคำพิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 76,000 ล้านบาท

ในรายละเอียดของคำฟ้อง แสดงให้เห็นถึงกลอุบายอันแยบยลที่ พ.ต.ท.ทักษิณและพวกพ้อง กระทำการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ของชาติ กล่าวคือ เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2544 - มีนาคม 2548 ได้ปกปิดการถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,149,490,150 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 48 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยที่ผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรส (คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา) เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง แต่ใช้ชื่อนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ถือหุ้นแทนจำนวน 458,550,000 หุ้น น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาว ถือหุ้นแทนจำนวน 604,600,000 หุ้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว ถือหุ้นแทนจำนวน 20,000,000 หุ้น และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน ถือหุ้นแทนจำนวน 336,340,150 หุ้น โดยที่บริษัท ชินคอร์ป เป็นบริษัทได้รับสัมปทานกิจการโทรคมนาจากรัฐ ซึ่งเป็นการฝ่าผืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540, พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 และ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ม.32, 33 และ 100 ซึ่งมีความผิดอาญา ม.119 และ 122

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้เอื้อประโยชน์ชินฯ และบริษัทในเครือ ในระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ สั่งการ มอบนโยบาย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐภายใต้บังคับบัญชา หรือกำกับดูแล ซึ่งกระทำการที่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ป และบริษัทในเครือเป็นจำนวนมาก แก้ไขสัญญามือถือ แก้ไขสัมปทานดาวเทียม ปล่อยกู้พม่าซื้อสินค้าชินฯ และแก้กฎหมายเอื้อบริษัทครอบครัว

ท้ายคำฟ้อง อัยการขอให้ศาลออกหมายเรียก พ.ต.ท.ทักษิณ มาพิจารณาพิพากษายึดทรัพย์สิน เป็นเงินที่ได้มาจากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ป จำนวน 1,419,490,150 หุ้น ให้กับกลุ่มเทมาเส็กของประเทศสิงคโปร์ โดยมีบริษัท ซีดาร์โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัท แอสแพนโฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งนิติบุคคลต่างด้าว เป็นผู้ซื้อ เป็นจำนวนเงินสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว รวม 69,722,880,932.05 บาท และเงินปันผลตามหุ้นจำนวนดังกล่าว รวมเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 6,898,722,129 รวมเป็นที่ได้รับเนื่องจากหุ้นดังกล่าวทั้งหมดจำนวน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผลให้ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากร่ำรวยผิดปกติและมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปกติ

ศาลมีอำนาจพิจารณาคดี-มติเอกฉันท์

วินิจฉัยในประเด็นแรก คือ ศาลมีอำนาจในการพิจารณาคดีนี้ ตามที่ผู้คัดค้านคัดค้านหรือไม่ โดยวินิจฉัยว่า การตรวจสอบของ คตส.เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปตามอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ตามมาตรา 9 (1) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นมติเอกฉันท์

วินิจฉัย คตส.มีอำนาจตรวจสอบโดยชอบ-มติเอกฉันท์

ประเด็น วินิจฉัยต่อมา คตส.มีอำนาจถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่า เป็นการดำเนินการภายใต้ขอบอำนาจตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ส่วนที่ คตส.แต่งตั้งอนุ คตส.นั้น เห็นว่า คตส.ใช้อำนาจตามประกาศ คปค.สามารถแต่งตั้งได้ และไม่ล่วงเลยระยะเวลาตามที่ผู้คัดค้าน ทำการคัดค้าน เพราะมีกรอบเวลาชัดเจน หากไม่เสร็จสิ้นต้องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ ทั้งหมดเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฏหมาย รวมทั้งประเด็นที่คตส.บางคน เช่นนายกล้านรงค์ จันทิก นายบรรเจิด สิงคะเนติ และนายแก้วสรร อติโพธิ เป็นปฏิปักษ์ของผู้ถูกร้อง แต่งตั้งเป็นประธานอนุฯ คตส.นั้น ชอบแล้วด้วยกฎหมาย และ ป.ป.ช.จึงมีอำนาจดำเนินการแทน คตส.ได้ก็ชอบแล้วด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ คดีนี้ไม่เกี่ยวกับคดีอาญา แต่เป็นคดีแพ่ง จึงไม่จำเป็นต้องให้ผู้ถูกกล่าวหามา ศาลมีมติเอกฉันท์ ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้

ปกปิดอำพรางหุ้น-มีนอมินี-มติเอกฉันท์

ประเด็นวินิจฉัยผู้ถูกกล่าวหาปกปิดอำพรางหุ้นหรือไม่ วินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 วาระ ยังถือหุ้นไว้ แต่ปี 2549 รวบรวมหุ้นทั้งหมดขายให้เทมาเส็ก โดยมีการโอนหุ้นให้กับผู้คัดค้านหลายคนจริง ผู้ถูกกล่าวหาแม้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2544 แล้ว ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจดำเนินนโยบายและแต่งตั้งกรรมการในบริษัทชินคอร์ปจริง การควบคุมนโยบายของผู้ถูกกล่าวหาผ่านทางคณะกรรมการบริษัทชินคอร์ปจริง มีมติเป็นเอกฉันท์ ผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1 มีหุ้นในเทมาเส็กจริง

การแปลงสัมปทานฯ เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป-มติเสียงข้างมาก

วินิจฉัยว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป และเป็นเหตุให้ชาติเสียหาย เพราะภาษีสรรพสามิตหายไป 6 หมื่นล้านเศษ มีมติด้วยเสียงข้างมาก ผู้ถูกกล่าวหา ใช้ตำแหน่งหน้าที่ ตราพ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับ ทำให้ชาติเสียหาย

แก้ไขสัญญามือถือเอื้อชินคอร์ป-มติเสียงข้างมาก
กรณีการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (CELLULAR MOBILE TELEPHONE) ลงวันที่ 27 มีนาคม 2533 (ครั้งที่ 6) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่าย เงินล่วงหน้า (PREPAID CARD) ให้กับบริษัท เอไอเอส ซึ่งจากการจัดทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญา (ครั้งที่ 6 )ดังกล่าวส่งผลให้บริษัท เอไอเอส จ่ายส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงิน ล่วงหน้า ให้แก่ บริษัท ทศท ในอัตรา 20 เปอร์เซ็นต์ คงที่ตลอดอายุสัญญาสัมปทานตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2544 จากเดิมที่ต้องจ่ายตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นแบบก้าวหน้าในอัตรา 25 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543-30 กันยายน 2548 และในอัตรา 30 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2548-30 กันยายน 2548 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน และกรณีการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (CELLULAR MOBILE TELEPHONE) ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2533 (ครั้งที่ 7) เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2545 เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (ROAMING) และให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับ และกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ป และบริษัท เอไอเอส การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ให้บริษัท เอไอเอส เข้าไปใช้เครือข่ายร่วมผู้ให้บริการรายอื่นมีผลต่อการจ่ายเงินผลประโยชน์ที่ บริษัท เอไอเอส ต้องจ่ายให้กับ บริษัท ทศท. และบริษัท กสท.ไม่น้อยกว่า 18,970,579,711 บาท กลายเป็น บริษัท เอไอเอส จะได้รับผลประโยชน์ที่ไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งบริษัท ชินคอร์ป ที่ผู้ถูกกล่าวหาถือหุ้นเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท เอไอเอส ดังนั้นผลประโยชน์ที่บริษัท เอไอเอส ได้รับดังกล่าวจึงตกกับหุ้นบริษัท ชินคอร์ปฯที่ผู้ถูกกล่าวหาถือในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นเหตุให้หุ้นมีมูลค่าสูงขึ้น จนกระทั่งได้มีการขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเส็กของประเทศสิงคโปร์

วินิจฉัยว่า ภาระเอไอเอสลดน้อยลง แต่มีรายได้เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปี 44-49 โดยลำดับ ตั้งแต่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ศาลฎีกาฯจึงมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้อง ในการแก้ไขสัญญาดังกล่าว และผู้ถูกกล่าวหามีหุ้นในชินคอร์ป ผลประโยชน์จึงตกแก่ผู้ถูกกล่าวหา เงินที่ขายหุ้นให้เทมาเส็ก จึงได้มาโดยไม่สมควร

แก้ไขสัมปทานดาวเทียมเอื้อชินคอร์ป-มติเสียงข้างมาก

กรณีละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดย มิชอบหลายกรณี ได้แก่ การอนุมัติโครงการดาวเทียม IP STAR, การอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทาน ครั้งที่ 5 วันที่ 27 ตุลาคม 2547 ลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ ในบริษัท ชินแซทเทิลไลท์ ที่เป็นผู้ขออนุมัติสร้างและส่งดาวเทียมไทคม และการอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทคม 3 จำนวน 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศ อันเป็นการเอื้อประโยชน์กับบริษัท ชินคอร์ป และบริษัท ชินแซท

วินิจฉัยว่า เป็นการกระทำที่ลัดขั้นตอน รีบเร่ง ผิดปกติวิสัย ทั้งนี้ ดาวเทียม IP STAR ไม่ได้เป็นดาวเทียมหลัก แทนไทคม 3 เป็นดาวเทียมใช้สื่อสารต่างประเทศ ผิดสัญญาตามที่ระบุว่า ใช้สื่อสารในประเทศ จึงอยู่นอกกรอบสัญญา เป็นการอนุมัติให้บริษัทผู้ถูกกล่าวหา ได้รับสัมปทานไปโดยไม่มีคู่แข่ง ทำให้รัฐเสียหายกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท องค์คณะจึงมีมติด้วยคะเสียงข้างมาก เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ และบริษัทไทคม

มติเสียงข้างมาก ยึดคืนเงินปล้นชาติ 4.6 หมื่นล้าน!

จากกรณีทั้งหมดดังกล่าวใน 5 กรณีที่ถูกกล่าวหา ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องที่ชัดแจ้ง 2 กรณี แปลงภาษีสรรพสามิต และอนุมัติปล่อยเงินกู้พม่า ส่วนอีก 3 กรณี ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเพียงนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลการบริหาร การดำเนินการทั้ง 5 กรณีดังกล่าว เป็นผลมาจากการใช้อำนาจหน้าที่ องค์คณะมีมติเสียงข้างมากว่า ผู้ถูกกล่าวหา ใช้อำนาจรัฐ ตามคำร้อง

เงินที่ได้จากการขายหุ้น ตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่ต้องวตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ เห็นว่า สินสมรส ต้องได้มาโดยชอบตามสมควร ผูถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเจ้าของชินคอร์ป และร่วมดำเนินกิจการร่วมกันและมีผลประโยชน์ร่วมกันมา และตอนขายหุ้น ผู้คตัดค้านที่ 1 มีส่วนร่วมในการซื้อขาย โอนหุ่นให้คนอื่น แสดงให้เห็นเจตนาในการแสวงหาผลประโยชน์ตลอดมา ดังนั้นศาลจึงมีอำนาจให้เงินของผู้คัดค้านที่ 1 ตกเป็นของแผ่นดินได้ด้วย ส่วนเงินที่เป็นราคาหุ้นเดิมกว่า 3 หมื่นล้าน ให้คืนผู้ถูกกล้าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อความเป็นธรรม

ดังนั้น จึงถือว่า ประโยชน์จากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น นับตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ.2544 เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร ศาลมีมติด้วยเสียข้างมากว่า ทรัพย์ที่ต้องตกเป็นของแผ่นดิน 46,373,687,454.70 บาท

พิพากษาว่า ให้เงินที่ได้จากการขายหุ้นและเงินปันผล 46,373,687,454.70 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน
Continue Reading...

ระทึก! ยึดทรัพย์ ชี้สำนวนมัดแน่น-มีจริง 6.6 หมื่นล.

ไทยโพสต์ : ศาลฎีกานักการเมืองอ่านคำพิพากษาประวัติศาสตร์ ระทึก! คดียึดทรัพย์ สำนวนมัดแน่น ทำนิติกรรมอำพราง ใช้ลูก-น้อง-พี่เมียเป็นนอมินีถือหุ้นแทน มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริตเชิงนโยบาย ขณะเป็นนายกฯ ใช้อำนาจฝ่ายบริหารเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป เปิดยอดเงินแช่แข็ง ลุ้นไม่ให้ยึดทรัพย์มีจริงๆ แค่ 6.6 หมื่นล้านบาท ไม่รวมดอกเบี้ย-เงินปันผล ใบหุ้น ไม่ใช่ 7.6 หมื่นล้านบาท หากศาลสั่งยึดหมดต้องหาทรัพย์มาเพิ่ม ถึงขั้นตามยึดบ้าน-ที่ดิน คฤหาสน์ "จันทร์ส่องหล้า" อาจตกเป็นของแผ่นดิน

องค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง 9 คน จะนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีร้องขอให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติและได้มา เนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วน รวม 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตกเป็นของแผ่นดินช่วงบ่ายวันศุกร์ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่นมาตลอดทั้งสัปดาห์

คดีนี้ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ทำหนังสือเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 ถึงอัยการสูงสุด แจ้งว่า คตส.มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ถึงมีนาคม 2548 ได้ปกปิดการถือหุ้น บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวนกว่า 1,400 ล้านหุ้น มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคลและประโยชน์ ส่วนรวม

เป็นกรณีได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ คิดเป็นจำนวนกว่าร้อยละ 48 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่จำหน่ายได้ ที่ผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรสยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง โดยปกปิดและอำพรางหุ้นไว้ ในชื่อนายพานทองแท้ ชินวัตร, น.ส.พินทองทา ชินวัตร, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เป็นผู้ถือหุ้นแทน

ต่อมาอัยการสูงสุดเป็นโจทก์/ผู้ร้อง ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และมีคำร้องแถลงปิดคดี ระบุว่า ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ภริยา มีผู้ถือหุ้นแทน ดังนี้ 1.นายพานทองแท้ จำนวน 458,550,000 หุ้น 2.น.ส.พินทองทา จำนวน 604,600,000 หุ้น 3.นายบรรณพจน์ จำนวน 336,340,150 หุ้น และ 4.น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำนวน 20,000,000 หุ้น รวมทั้งสิ้น 1,419,490,150 หุ้น

โดยการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของนายบรรณพจน์ รวมถึงการโอนหุ้นให้แก่นายพานทองแท้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายบรรณพจน์นั้น เชื่อว่าไม่มีการซื้อขายกันจริง แต่เป็นการทำให้บุคคลอื่นเชื่อว่ามีการซื้อขายเท่านั้น และตั๋วสัญญาใช้เงินเชื่อว่าเป็นการจัดทำขึ้นภายหลัง หุ้นดังกล่าวยังคงเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน

บริษัท แอมเพิลริชฯ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียว ได้ระบุว่า ได้ขายหุ้นของบริษัทให้แก่นายพานทองแท้ ในราคา 1,000,000 เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 43 มีเพียงหนังสือของนายพานทองแท้โดยลำพังเท่านั้นที่แจ้งต่อ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานถึง 6 ปีจึงมีการมาแจ้ง แต่เมื่อ ก.ล.ต.ตรวจสอบ พบข้อเท็จจริงเพียงว่า นายพานทองแท้ที่ยอมรับว่าได้ซื้อและเข้าถือหุ้นแทน พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่สนับสนุนว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้โอนหุ้นให้แก่นายพานทองแท้จริง

โคตรนอมินี

สอดคล้องกันกับการตรวจสอบของดีเอสไอและ ก.ล.ต. ที่มีหลักฐานว่าบริษัท วินมาร์ค จำกัด เป็นนิติบุคคลอำพราง การถือหุ้นหรือนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน เมื่อหุ้นชินคอร์ปที่ถือโดยบริษัท แอมเพิลริชฯ และหุ้นชินคอร์ปที่ถือโดยบริษัท วินมาร์คฯ มาฝากรวมกันที่ธนาคารซิตี้แบงก์ สาขา กทม. เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 44 จึงทำให้หุ้นมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้ว แสดงว่าในเดือน ส.ค. 44 พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นเจ้าของบริษัท แอมเพิลริชฯ อยู่ ที่อ้างว่าได้โอนขายให้แก่นายพานทองแท้เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 43 นั้นฟังไม่ขึ้น ซึ่งการชำระเงินค่าซื้อขายหุ้นเป็นการจ่ายเงินผ่านบัญชีของคุณหญิงพจมานทั้ง สิ้น

ระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ยังได้เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทในเครือ 5 กรณี คือ 1.การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต 2.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ฉบับลงวันที่ 27 มี.ค. 33 (ครั้งที่ 6) เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 44 ปรับลดอัตราส่วนแบ่ง รายได้จากให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงิน

3.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ฉบับลงวันที่ 27 มี.ค. 33 (ครั้งที่ 7) เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 45 เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) และให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับและกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทเอไอเอส

4.ละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียม ตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณี เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทชินแซทฯ

5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลพม่า กู้เงินจำนวน 4,000,000,000 บาท จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัทชินแซทฯ

มาตรการเอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัทชินคอร์ปทั้ง 5 ประการ ล้วนแต่มีลักษณะไม่สมเหตุผล บิดเบือนหลีกเลี่ยงขั้นตอนการตรวจสอบของกฎหมาย สร้างความเสียหายต่อส่วนรวมอย่างร้ายแรง จนทำให้วินิจฉัยได้ว่าเป็นประโยชน์โดยมิชอบที่ฝ่ายบริหารที่ พ.ต.ท.ทักษิณดูแลรับผิดชอบ จงใจเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตนโดยเฉพาะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดียึดทรัพย์ครั้งนี้ เป็นการอายัดเงินที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปที่คนในครอบครัว "ชินวัตร-ดามาพงศ์" ได้รับเงินจากการขายหุ้นครั้งนี้ยอดเงินสุทธิทั้งหมด 73,667,987,902.60 บาท แยกเป็นดังนี้ น.ส.พินทองทา ชินวัตร 30,459,903,090.37 บาท, นายพานทองแท้ ชินวัตร 22,029,584,625.12 บาท, นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ 19,255,302,015.06 บาท, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 133,502,451.00 บาท

หลังจากใช้เวลาในการแกะรอยเส้นทางการเงินมาหนึ่งปีกว่า สุดท้าย คตส.ได้ทำการสรุปยอดเงินที่ติดตามอายัดได้อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2551 ก่อนที่ คตส.จะหมดวาระการทำหน้าที่ในวันที่ 30 มิถุนายน 2551 เพื่อเสนอยอดเงินดังกล่าวต่ออัยการสูงสุดเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในสำนวนคำฟ้อง ที่ยื่นต่อศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์

ยอดแช่แข็ง 6.6 หมื่นล้าน

โดยยอดเงินที่อายัดได้จริงๆ คือตัวเลข 66,762,927,024.25 ไม่ใช่ 7.6 หมื่นล้านบาทอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ แต่เมื่อรวมดอกเบี้ย-เงินปันผลในยอดทรัพย์สินที่อายัดไว้ของทรัพย์สิน 6.6 หมื่นล้านดังกล่าว จึงทำให้ยอดที่ได้รับการยืนยันจากสถาบันการเงินว่าอยู่ที่ 68,556,052,496.47 บาท

แต่ยอดดังกล่าวไม่ใช่ตัวเลขสุทธิที่แท้จริง เพราะหลายบัญชีสถาบันการเงินแจ้งมาว่ากำลังตรวจสอบอยู่ แต่ไม่ได้บอกว่าทำการอายัดได้ และหลายบัญชีก็กระจายออกไปเป็นเงินเล็กเงินน้อยที่ไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ ทำให้ไม่ได้มีการตามไปแกะรอย จึงทำให้ยอดเงินที่ถูกแช่แข็งจริงๆ ในบัญชีมีประมาณ 66,762,927,024.25 ไม่ใช่ 7.6 หมื่นล้านบาท

ดังนั้น หากศาลมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์เงิน 7.6 หมื่นล้านบาท ก็จะเกิดปัญหาว่าเงินที่ถูกอายัดจริงๆ มีไม่ถึง 7.6 หมื่นล้านบาท ดังนั้นก็ต้องตามไปบังคับคดีคือไปยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณในส่วนอื่นๆ เพิ่มเติมเช่นบ้าน ที่ดินต่อไป

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณและคนในครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ ที่จะต้องลุ้นคำตัดสินคดียึดทรัพย์ให้ยกคำร้องแล้ว ยังมีบุคคลและนิติบุคคลอีกจำนวนมากที่ต้องลุ้นให้ศาลยกคำร้องเช่นกัน อาทิ นางบุษบา ดามาพงศ์ ภรรยานายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ที่ถูกอายัดทรัพย์ด้วย เป็นเงิน 40 ล้านบาทหลังจาก คตส.ตรวจสอบพบเส้นทางการเงิน ว่ามีการย้ายจากของนายบรรณพจน์ที่ได้จาการขายหุ้นชินคอร์ปไปเข้าบัญชีนาง บุษบา ที่เป็นอดีตผู้บริหารบริษัทเอสซี เอสแสทฯ หรือมูลนิธิไทยคม ที่คนในครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ เป็นกรรมการมูลนิธิ และ คตส.สอบพบว่า น.ส.พินทองทา ชินวัตร ได้โอนเงินเข้ามูลนิธิเป็นเงิน 200 ล้านบาท ก็พบว่าถูกอายัดในครั้งนี้ด้วย

สำหรับตัวเลขเงินสุทธิที่มีการอายัดทรัพย์จำนวน 6.6 หมื่นล้านบาทดังกล่าว มีดังนี้ น.ส.พินทองทา 2.35 หมื่นล้านบาท, คุณหญิงพจมาน 2.45 พันล้านบาท, นายพานทองแท้ 1.72 หมื่นล้านบาท, นายบรรณพจน์ 8.9 พันล้านบาท, น.ส.ยิ่งลักษณ์ 335 ล้านบาท, พ.ต.ท.ทักษิณ 548 ล้านบาท, นางบุษบา ดามาพงศ์ 40 ล้านบาท, นายสมพร พงษ์สุวรรณ ทนายความคุณหญิงพจมาน 100 ล้านบาท, คณะบุคคลวิวิธวร แชมเบอร์ ที่มีนางปราณี พงษ์สุวรรณ ภรรยานายสมพร เป็นผู้บริหาร 17 ล้านบาท, บริษัท พีพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด 2.3 พันล้านบาท, บริษัทเอสซี ออฟฟิช พลาซ่า จำกัด 2 พันล้านบาท

น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ บุตรสาวนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่กู้ยืมมาจากนายบรรณพจน์, บริษัท เอสซี โอเอไอแมนเนตเมนท์ 130 ล้านบาท, บริษัท เอโอไอ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด 617 ล้านบาท, มูลนิธิไทยคม 200 ล้านบาท, บริษัท เอโอไอ คอนซัลแตนท์ แอนด์ แมนเนตเม้นท์ จำกัด 700 ล้านบาท

บริษัทที่ปรึกษากฎหมายธีรคุปต์ จำกัด ของนายวีรภัทร ไชยา ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน 132,000 บาท, บริษัท เวิร์ธ ซัพพลายส์ จำกัด 2.2 พันล้านบาท, บริษัท เอสซี เค เอสเตส 2 พันล้านบาท, บริษัท ประไหมสุหรี พร็อพเพอตี้ จำกัด 3.6 พันล้านบาท, บริษัท สมพร แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด ของนายสมพร ทนายความคุณหญิงพจมาน 70 ล้านบาท, บริษัท บีบีดี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด 3.4 พันล้านบาท, บริษัท บีบีดี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด 2 พันล้านบาท เป็นต้น

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทที่ถูก คตส.อายัดทรัพย์และต้องลุ้นให้ศาลยกคำร้อง เช่น บริษัทเอสซี โอเอไอแมนเนตเมนท์, บริษัท เอโอไอ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด, บริษัท เอโอไอ คอนซัลแตน ท์ แอนด์ แมนเนตเม้นท์, บริษัท เวิร์ธ ซัพพลายส์, บริษัท เอสซี เค เอสเตส, บริษัท ประไหมสุหรี พร็อพเพอตี้ จำกัด, บริษัท บีบีดี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด, บริษัท บีบีดี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด

พบว่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทในเครือข่ายที่คนในครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมาน และนายบรรณพจน์ก่อตั้งขึ้นมาทั้งสิ้น ซึ่งปัจจุบันก็ยังเปิดทำการอยู่และมีบางบริษัทเปลี่ยนชื่อ โดยมีบางแห่งพบว่าบุตร พ.ต.ท.ทักษิณ เช่น น.ส.พินทองทา เข้าไปนั่งเป็นกรรมการบริหารของบริษัทอยู่ด้วย

ถ่ายสดคำพิพากษา

สำหรับการตัดสินคดียึดทรัพย์ครั้งนี้ ที่จะมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์อย่างน้อย 2 ช่องตลอดช่วงการอ่านคำพิพากษา และสถานีวิทยุอีกหลายแห่ง เป็นเรื่องที่น่าติดตามไม่น้อย เพราะหากคำพิพากษาตัดสินว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความผิดกรณีปกปิดการถือครองหุ้นชินคอร์ปและใช้อำนาจหน้าที่ ทางการเมืองออกมาตรการเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ป เท่ากับว่าการอ่านคำพิพากษาที่จะใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมงคือการตีแผ่การทุจริตและพฤติการณ์อันไม่ชอบของ พ.ต.ท.ทักษิณครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การถ่ายทอดครั้งนี้ มีการกำชับจากฝ่ายศาลมาว่า ห้ามไม่ให้มีการถ่ายภาพเห็นหน้าองค์คณะทั้ง 9 คนเด็ดขาด และจะใช้การถ่ายทอดเฉพาะเสียงออกมานอกห้องประชุม และผ่านสื่อต่างๆ เท่านั้น

ความเคลื่อนไหวของบุคคลต่างๆ ที่จะเดินทางไปร่วมรับฟังคำตัดสินคดียึดทรัพย์ในช่วง 13.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น มีรายงานว่าฝ่ายข่าวยังไม่ได้รับรายงานการเดินทางออกนอกประเทศของคนในครอบ ครัวชินวัตร-ดามาพงศ์แต่อย่างใด แต่ทั้งหมดจะไม่ไปร่วมฟังคำตัดสินของศาล คงมีเพียง 3 ทนายความไปฟังคำตัดสิน คือ นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสตร์ ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ, นายสมพร พงษ์สุวรรณ ทนายความคุณหญิงพจมาน และนายกิตติพร อรุณรัตน์ ทนายความพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา

ส่วนท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น อาจจะใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันต่อศาลฎีกาตามช่องทางรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่เปิดช่องให้มีการอุทธรณ์คำตัดสินของศาลฎีกาได้หากมีพยานหลักฐานใหม่ที่ เป็นประโยชน์ต่อการสู้คดีหรือไม่หากสุดท้ายมีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์.
Continue Reading...

มติโหราจารย์เอกฉันท์ ยึดหมด 7.6 หมื่นล้าน

ไทยรัฐ : และแล้วก็มาถึงวันตัดสินคดีประวัติศาสตร์ ยึดทรัพย์อดีตผู้นำประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 7.6 หมื่นล้านบาท หลังจาก ไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนมานำเสนออย่างต่อเนื่อง ก็มาถึงบทสรุปความคิดเห็นจากผู้ที่มีอาชีพทำนายทายทัก หรือโหร และผู้ที่อยู่ในแวดวงเดียวกันอย่างนักการเมือง..

นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าสำนักสุขิโต ฉายา "โหร คมช." ระบุว่าได้ใช้นิมิตมองสถานการณ์หลังจากวันอ่านคำพิพากษาตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 26 ก.พ. ว่า จะมีเหตุการณ์ร้ายและมีคนตาย

"หลังจากวันนี้ภาพนิมิตที่ผมเห็นก็คือ ความวุ่นวาย จะมีเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างคน 2 กลุ่ม ถามว่าเหตุการณ์จะรุนแรงเหมือนกับเดือนเมษายนที่ผ่านมาไหม ผมว่าไม่น่าจะถึง ถ้าเปรียบเดือนเมษายนที่ผ่านมาเป็นเหตุการณ์ "สึนามิ" แต่นับจากวันที่อ่านคำพิพากษาวันที่ 26 ก.พ.เป็นต้นไปจะเป็นแค่เหตุการณ์ "อาฟเตอร์ช็อค" เท่านั้น ซึ่งจะมีการปะทะและเกิดเหตุการณ์สูญเสียชีวิตเป็นบางส่วน"

โหรวารินทร์ ระบุว่า การปะทะกันจะเกิดจากความที่คนไม่เข้าใจกัน ลักษณะ มันเป็น "บุพกรรม"มากกว่า แต่ถ้ามีสติ ก็จะผ่านพ้นไปได้ ส่วนประเด็นเรื่องการปฏิวัตินั้น โหร คมช.ระบุว่าภาพนิมิตที่เห็น ยังไม่ปรากฏ แต่เชื่อว่าในวันข้างหน้าบ้านเมืองเราต้องมี แต่ไม่น่าจะเป็นการปฏิวัติแบบที่เอารถถัง เอากองกำลังออกมา

"ภาพ ที่ผมเห็นหลังจากวันตัดสินคดี ก็คือ บ้านเมืองของเราต้องมีทหารออกมาเป็นกำลังหลักที่จะนำทุกๆ คนมาตั้งโต๊ะคุยกันเพื่อความสมานฉันท์ ทหารจะมาทำหน้าทีประคับประคองบ้านเมือง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์จะต้องมีคนค้ำบังลังก์ ซึ่งพวกเขาจะออกมาช่วยกันดูแล เหตุการณ์ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นมันเป็นกรรมของบ้านเมือง สิ่งที่สามารถจะทำให้เราผ่านไปได้ก็คือผมขอให้ทุกคนยึดถือประโยชน์ของชาติ บ้านเมืองเป็นหลัก มากกว่าในการจะไปยึดถือผู้หนึ่งผู้ใด ก็อยากจะฝากให้ทุกๆ คนมีสติเหนือสิ่งอื่นใด"

นอกจากนี้ โหร คมช. ยังทำนายต่อไปอีกว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะเป็นผู้ชายที่มีอักษรย่อ ป.ปลา ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าเป็นชื่อจริง โดยอาจจะเป็นชื่อแฝงหรือชื่อเล่นก็ได้

"นายกฯ คนต่อไปจากคุณอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ซึ่งมีอักษรย่อ ป.ปลา นั้นจะเป็นอัศวินม้าขาวมาช่วยชาติบ้านเมือง จะเป็นคนที่มียศบนบ่า จะเป็นทหาร อย่างไรก็ดีในปี 2554 ความวุ่นวายและกรรมต่างๆ จะสิ้นไปแล้ว"

ส่วน ผู้นำพลัดถิ่นอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะมีสิทธิ์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่ โหรวารินทร์ กล่าวว่า ตอนนี้กรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่หมด แต่อนาคตไม่แน่ สิ่งที่อยากจะให้ระวังก็คือตอนนี้ การวางระเบิดในสถานที่สำคัญต่างๆ โดยเฉพาะ สถานที่ราชการ และที่ที่เป็นศูนย์ร่วมที่มีผู้คนพลุกพล่าน เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และส่วนราชการต่างๆ โดยเฉพาะศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และศาลากลางจังหวัด นอกจากนี้จุดที่ต้องระวังก็คือ ที่อยู่ของสื่อมวลชน ทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา จึงจะผ่านพ้นความสูญเสียไปได้

ยึดหมด สงครามนองเลือดยิ่งกว่า 14 ตุลา

ด้าน นายโสรัจจะ นวลอยู่ เจ้าของฉายา "นอสตราดามุสเมืองไทย" ทำนายว่านอกจากจะมีการยึดทรัพย์ทั้งหมดในวันที่ 26 ก.พ.53 นี้ โดยเฉพาะเดือนเมษายนจากอิทธิพลของดาวเสาร์ ราหู พฤหัสบดีที่ทำมุมเสียหมดเลยจะเกิดสงครามการนองเลือดที่ทวีความรุนแรงของ 2 ฝ่าย

"ที่สำคัญในเดือนเมษายน ทายว่าจะมีการปฏิวัติแน่นอน โดยครั้งนี้จะเป็นการปฏิวัติไป-มาของทั้ง 2 ฝ่าย แล้วจะมีผู้เสียชีวิตมากมาย โดยเฉพาะฝ่ายผู้ประท้วง ซึ่งถ้าไม่เกิดในครั้งนี้วันใดวันหนึ่งมันจะต้องเกิด เพราะเป็นไปตามโชคชะตาของบ้านเมือง ซึ่งครั้งนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของประเทศไทย ที่ผมว่าน่าจะและยิ่งใหญ่กว่าเมื่อครั้ง 14 ตุลาคม”

อย่างไรก็ดี นอสตราดามุสเมืองไทย เห็นว่าปีนี้ประเทศไทยจะได้นายกฯ คนต่อไปเป็นทหารแต่จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพื่อเข้ามาจัดระเบียบประเทศ

"ทั้ง หมดมันคือชะตาบ้านเมืองที่ต้องเกิดอย่างแน่นอน ซึ่งวันนี้ผมก็อยากจะแนะนำให้ทุกๆ คนช่วยกันสวดมนต์บทชัยมงคลคาถา เพื่อผ่อนเหตุการณ์การสูญเสียจากหนักให้เป็นเบา”

ยึดหมด ก่อกบฏ รุนแรงกว่า 14 ตุลา

นายเก่งกาจ จงใจพระ เจ้าของฉายา "โหรการเมือง" ทำนายอย่างหนักแน่นว่า คำพิพากษาจะยึดทรัพย์หมดทั้ง 7.6 หมื่นล้านบาท และเหตุการณ์หลังวันที่ 26 ก.พ. จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

"สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเตือนก็ คือ ช่วง 29 เม.ย.-16 พ.ย. 53 ดวงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เริ่มแย่มากๆ ทายว่าอาจจะถูกลอบฆ่า ปองร้าย เพราะว่าช่วงนี้ตำแหน่งดาวพฤหัสบดีกับดาวเสาร์มันเล็งกัน ตำแหน่งดาวดาวแบบนี้มันเคยเกิดเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันมาแล้ว โดยครั้งนั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม โดนจับตัว ดังนั้น นายอภิสิทธิ์ต้องระวังให้ดีๆ โดยเฉพาะเดือน มิ.ย. อาจจะถูกล้อม เหมือนตอนที่ จอมพล ป. โดนจับตัว หลังจากนั้นจะมีการต่อรอง แล้วทหารอาจจะมาช่วย กลายเป็นกบฏ มันจะเหมือนเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม บวกกับพฤษภาทมิฬ ประชาชนกับทหารจะออกมาฆ่าฟันกันมากมาย"

สาเหตุใหญ่ที่ทำให้เหตุการณ์ ประชาชนกับทหารปะทะกันอย่างรุนแรงมากแบบนี้ โหรเก่งกาจ กล่าวว่า ดวงดาวระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไม่ได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.

"ถาม ว่าตำแหน่งรองเคยขึ้นเป็น ผบ.ทบ.บ่อยไหม ตำแหน่งเขาเป็นเสธ.แล้วทำไมไปย้ายเขา มันแสดงว่า ตามดวงดาวบอกว่าเขาตั้งใจจะเอาตำแหน่งเสธ.มาเสียบ ผมมองแบบนั้น ผมดูตามเกณฑ์ดาวดาวในช่วง ก.ย.-ต.ค. หลังจากนั้นมันจะมีการก่อวินาศกรรม และก็มีเหตุการณ์ระเบิดตูมๆ โผล่ไปทั่ว รวมถึง กทม.ด้วย เพราะดวงดาวอังคารมันเสีย ซึ่งช่วงหลังสงกรานต์ ดาวอังคารจะเข้าราศีกันต์ รวมกับดาวเสาร์ เล็งดาวมฤตยู ดาวอังคารคือดาวสงคราม ระเบิด คือมันเป็นตำแหน่งมหาจักษ์ เล็งกับดาวมฤตยู หรือดาวสงครามดาวแห่งการเปลี่ยนแปลง ดาวพวกมันเล็งกัน 3 ดวง ดาวเสาร์ ดาวอังคาร ดาวมฤตยู โดยจะมารุมดาวเมือง คือดาวพฤหัส ในราศีมีน ซึ่งเป็นภพวินาศกับดวงเมือง เห็นแล้วผมก็ไม่กล้าพูด อย่าไปเขียนมากคนจะด่าผม" อ.เก่งกาจ กล่าว

อันตราย ! ดาวบาปพระเคราะห์ 4 ถึงกัน

นายภิญโญ พงศ์เจริญ นายกโหราศาสตร์นานาชาติแห่งประเทศไทย ทำนายการยึดทรัพย์ในวันที่ 26 ก.พ.นี้ว่า ดวงดาวบอกว่าน่าจะยึดทรัพย์บางส่วน

“ตอน นี้ดาวดาวมันมีลีลาในการแลกเรือนระหว่างดาวแห่งคุณงามความดีกับราหูหรือดาว แห่งความโลภ แล้วในดวง พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นดาวพระเสาร์เล็งราหู ในดวงเดิมด้วย"

อย่างไรก็ดี อ.ภิญโญ บอกว่า ในส่วนที่ดวงที่ดี พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีเหมือนกัน วันนั้นดวงของ พ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนกับผู้หญิงหากินในการประมง คือเจตนาสุ่มหาปลา แต่ไปเจอขุมเงินขุมทอง ดังนั้นทายว่าจะมีการยึดทรัพย์ แต่ยึดไม่น่าจะหมด ทรัพย์ของภรรยาอาจจะรอด แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือหลังวันที่ 26 ก.พ. ให้จับตาดูดาวอังคาร ซึ่งอยู่ราศีกรกฎ ทำมุมถึงดาวเสาร์ที่อยู่ราศีกันต์ ทำมุมถึงราหูที่อยู่ราศีธนู ทำมุมถึงดาวมฤตยูที่อยู่ราศีมีน แล้วดาวบาปพระเคราะห์อยู่ในมุมแบบนี้ก็อันตราย บาปพระเคราะห์ 4 ถึงกัน แล้วตรึงดวงเมืองอยู่ นั้นเรื่องความรุนแรงอาจจะเกิดขึ้นได้

"โดย เฉพาะดาวอังคาร ซึ่งมันหมายถึงกองกำลังกองทัพ กองโจร อุบัติเหตุ อุบัติภัย ความขัดแย้ง ซึ่งมันโคจรแบบวิปริต เพราะฉะนั้นกองกำลังขาดระเบียบ จะมีปัญหาเรื่องกองกำลังมากมาย มีกองกำลังนอกระบบ ความรุนแรงก็เกิดได้ ฝ่ายความมั่นคงก็ดูแล

"ถามว่าถึงขั้นปฏิวัติไหม ผมเชื่อว่าถ้านายกฯ ไม่ยุบสภาจะมีการปฏิวัติแน่นอน โดยนายกฯ คนต่อไปทำนายได้ว่าตอนนี้เมืองมีอายุ 228 ปี แต่พอเข้าปีที่ 229 คือต้องผ่านวันที่ 21 เมษายน 2553 เป็นต้นไป นายกฯ คนต่อไปจะมีอาชีพในเครื่องแบบ หรือเคยเป็นคนในเครื่องแบบก็ได้ โดยเฉพาะคนทีมีอักษร ป-จ-ฉ-ช-ญ"

ยึดทรัพย์ ปัญหาไม่จบ วิกฤติการเมืองหยั่งรากลึก

ในส่วนของภาคการเมือง นายประสพสุข บุญเดช ประธาน วุฒิสภา แสดงความเชื่อมั่นว่า หลังการพิพากษาคดียึดทรัพย์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด ก็คงไม่อาจทำให้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทย ที่กินระยะเวลายาวนานมาเกือบ 4 ปีสิ้นสุดลงได้ เพราะปัญหาดังกล่าว ได้กินลึกลงไปในความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย อีกทั้งปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทย ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เกี่ยวข้องทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงอย่างเดียว

"ปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ การที่ฝ่่ายหนึ่งต้องการที่จะทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้สามารถกลับมามีอำนาจทาง การเมืองอีกครั้ง เพราะฉะนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก หากจะทำอย่างไรก็ได้เพื่อหาเหตุให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง"

ส่วน จะเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งครั้งใหม่หรือไม่นั้น นายประสพสุข มองว่า คงไม่ใช่เพราะระดับความขัดแย้งทางด้านการเมืองในสังคมไทยปัจจุบัน ได้สะสมมาเป็นเวลานาน จนยากที่จะให้สามารถขจัดปัดเป่าลงได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งก็หมายความว่า หากคิดในแง่ดีผลคำพิพากษาออกมาเป็นที่พอใจของฝ่ายหนึ่ง ก็คงทำให้ความขัดแย้งเบาลงบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ความขัดแย้งหายไปได้ทั้งหมดแน่นอน

"แนว ทางที่จะนำพาบ้านเมืองไปสู่ความสงบสุขนั้น ทางเดียวก็คือ ทั้งสองฝ่ายจะต้องหันหน้าเข้าหากัน และยอมถอยคนละก้าว เพื่อเปิดการเจรจาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่อย่างไรก็ดี การเจรจานั้น จะต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายเป็นสำคัญ"

นายประสพสุข กล่าวด้วยว่า การยอมถอยหมายความว่าหากจะยอมอ่อนข้อในประเด็นใด ก็ควรจะมีการออกกฎหมายมารับรองในส่วนนั้นด้วย ส่วนทางเลือกอื่นใดนอกจากการเจรจานั้น สำหรับตัวเขายังมองไม่เห็นทาง

อย่าง ไรก็ตาม มั่นใจว่าคำพิพากษาศาลจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะอย่างไรพรรคร่วมรัฐบาล ก็คงจะไม่แตกกัน และหากบริหารราชการกันดี ๆ อดทนต่อสิ่งยั่วยุต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาได้ จนสามารถผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้ ก็คงจะสามารถอยู่บริหารจนครบเทอมได้แน่นอน.
Continue Reading...

พิพากษายึดทรัพย์ทักษิณ

โพสต์ทูเดย์ : ประเด็น ร้อน 26 ก.พ. ประเทศไทย วันนี้หากกล่าวในสภาพโลกหยุดหมุน นาฬิกาหยุดเดิน คงไม่เกินเลย เพราะทุกคนแทบจะหยุดนิ่งเพื่อรอฟังคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว

1.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทย ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว คำถามที่คนไทยสงสัยใคร่รู้มาแสนนาน “ยึดทั้งหมด” “ยึดบางส่วน” หรือ “ยกฟ้องคืนทั้งหมด”จะได้รับคำตอบ และไม่ว่าผลของคดีจะออกมารูปแบบไหน ย่อมส่งผลสะเทือนต่อสังคมไทยในรูปของความขัดแย้งระหว่างคนไทยที่มีความเห็น ทางการเมืองแตกต่างกัน

2.ต้องติดตามท่าทีของบุคคลต่างๆ พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมแถลงสดทางวิดีโอลิงก์ เข้าสู่ยังพรรคเพื่อไทย เพื่อสื่อสารกับเหล่าสมาชิกนัดรวมตัวกันฟังอยู่ที่พรรค และเผยแพร่ผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม วอยซ์ทีวี สู่มวลชนคนเสื้อแดง โดย พ.ต.ท.ทักษิณ จะพูดดังเป็นระยะตั้งแต่ระหว่างการอ่านคำพิพากษา ไม่เพียงเท่านั้นเจ้าตัวยังจัดรายการในช่วงค่ำ2 ทุ่มครึ่ง ผ่านทีวีพีเพิลชาแนลเพื่อสื่อสารกับคนเสื้อแดง จะมีการสั่งการใดเป็นสิ่งที่ต้องจับตา ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าผลการตัดสินออกมาทางใด เพราะไม่ต่างจากต้นร่างของภาพที่เราจะเห็นในอนาคต

3.ขณะที่บริเวณสนามหลวง กลุ่มคนเสื้อแดงในนามแดงสยาม ภายใต้การนำของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ตั้งเวทีเรียกชุมนุมคนเสื้อแดงร่วมฟังการอ่านคำพิพากษา แม้เชื่อว่ามีมวลชนเข้าร่วมไม่มาก แต่ไม่อาจไว้วางใจว่ากลุ่มมวลชนเหล่านี้จะมีการเคลื่อนไหวนำไปสู่ความ วุ่นวายรุนแรงหรือไม่ เพราะมีข่าวออกมาตลอดวานนี้ถึงความพยายามปลุกชนวนการจลาจลในวันพิพากษา

4.ช่วงที่ศาลฎีกาฯ อยู่ในกระบวนการอ่านคำพิพากษา ตรวจสอบว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่มีวาระงานภายนอกโดยปักหลักทำงานอยู่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามรายงานการอ่านคำพิพากษาเช่นกัน และด้วยสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกฯ และปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยว่าหลังการอ่านคำพิพากษา 45 ชั่วโมงให้หลัง ต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์เป็นพิเศษ ขณะเดียวกัน ก็จะปิดลับการพำนักของนายกรัฐมนตรี หากมีเหตุไม่พึงประสงค์

5.ไม่เพียงเท่านั้น ผลคำพิพากษาคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องจับตาตลาดหุ้นตลาดเงินจะปั่นป่วนหรือไม่ อีกประเด็นต้องจับตาการโยกย้ายเงินที่อายัดไว้กับสถาบันการเงินกว่า 16 แห่ง มูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท จะสั่นสะเทือนฐานะสถาบันการเงินหรือไม่อย่างไร แม้ว่าธนาคารไทยพาณิชย์ที่มีเงินฝากครอบครัวชินวัตรถูกอายัดกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท ก็ออกมายืนยันว่าไม่กระทบฐานการเงินธนาคาร

6.ปิดท้ายคดียึดทรัพย์ หากไม่ถูกยึดทั้งหมด หรือได้คืนทั้งหมด พ.ต.ท.ทักษิณ สั่งการมาแล้วว่า ให้คนใกล้ชิดถอนเงินจากบัญชีที่ถูกอายัดไว้ทุกบัญชีทันที เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเงินที่เหลือจะถึงมือแน่นอน ขณะที่กรมสรรพากรรู้ทันได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ที่อายัดเงินไว้ทุกแห่ง ยังคงอายัดต่อไปจนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาและมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนต่อ ไป เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีคดีหนีภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปที่ถือโดยบริษัทแอมเพิลริช ที่ต้องจ่ายอีก 1.2 หมื่นล้านบาท
Continue Reading...

ศาลตัดสินยึดทรัพย์“ทักษิณ” 7.6 หมื่นล้านเป็นของแผ่นดินวันนี้

สยามรัฐ : ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา (25 ก.พ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 1 กองร้อย พร้อมกำลังตำรวจนอกเครื่องแบบคอยดูแลความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวดบริเวณรอบ พื้นที่ศาลฎีกา ท่ามกลางสื่อมวลชนจำนวนมากที่ปักหลักรอคอยการทำข่าวการตัดสินคดียึดทรัพย์ ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงของกลุ่มแดงสยามประมาณ 100 คนยังคงปักหลักนอนกันบริเวณท้องสนามหลวง พล.ต.ดิฏฐพร ศศะสมิต โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร้องขอกำลังสารวัตรทหารจาก 3 เหล่าทัพจำนวน 100-200 นาย เพื่อมาช่วยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยใน 5 จุดสำคัญคือ ศาลฎีกา รัฐสภาทำเนียบรัฐบาล สวนจิตรลดา และบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ โดยจะมีการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยไปจนถึงช่วงกลางเดือนมี.ค. นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ของศาลยุติธรรม และศาลฎีกาฯ ทุกคนพร้อมเต็มที่ในการรับมือต่อทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 04.00น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ทวิตเตอร์ผ่านทางเว็บไซต์http://www.thaksinlive.com ถึงกรณีผลการตัดสินคดียึดทรัพย์ของตนเอง ในวันนี้(26กพ.53) ข้อความว่า ไม่ว่าพรุ่งนี้ผลจะเป็นอย่างไร น้ำใจของพี่น้องที่ห่วงใยและคอยให้กำลังใจผม ครอบครัวนั้นมันยิ่งใหญ่ที่ผมและครอบครัวจะจดจำไปนานแสนนานไม่มีวันลืม ขอยืนยันว่าเงินทั้งหมดเป็นเงินที่ผมและครอบครัวหามาด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน มันสมอง ไม่เคยโกงดังที่ถูกกล่าวหา เมื่อปี2537แสดงบัญชีไว้กว่า60,000ล้าน นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึง กรณีศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะคอยติดตามข่าวสาร และรอฟังคำพิพากษาอยู่ที่นครดูไบ ซึ่งในวันนี้ (26 ก.พ.)เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว เวลา 20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ คงจะออกพูดคุยออกอากาศผ่านรายทอล์ค อะราวด์ เดอะ เวิลด์ ส่วนการออกแถลงการณ์นั้น น่าจะมีในวันรุ่งขึ้น(27ก.พ.)

ในส่วนของแกนนำพรรคเพื่อไทยและผู้ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ นำโดยนายสมชาย และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นายพายัพ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมทั้ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทยนั้น ในวันพรุ่งนี้ จะมีจุดรวมตัวกันที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถ.พระราม 4 ซึ่งได้เตรียมให้พ.ต.ท.ทักษิณ วิดีโอลิงค์เข้ามายังพรรคด้วย ทีมงานของตระกูลชินวัตรได้ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือผู้สื่อข่าว แจ้งว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเกาะติดการตัดสินคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ และจะพูดสดผ่านเว็ปไซต์ WWW.VOICETV.CO.TH จากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเร็ต ตั้งแต่เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป โดยจะมีนางสาวตวงพร อัศววิไล อดีตผู้ประกาศข่าวไอทีวีทำหน้าที่พิธีกร

สำหรับลำดับขั้นตอนการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดียึดทรัพย์ 76,000ล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันนี้นั้น เวลา 08.00 น. - องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คนประชุมร่วมกันที่ห้องประชุมบนอาคารศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน คือ สมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาฯ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน และจะถามความเห็นทีละคน ซึ่งผู้พิพากษาแต่ละคนต่างมีคำวินิจฉัยส่วนของตนเองอยู่แล้ว จากนั้นจะลงมติโดยใช้เสียงข้างมาก แล้วนำไปจัดทำโดยเขียนเป็นคำพิพากษากลาง ให้เป็นไปตามมติเสียงส่วนใหญ่ เพื่อเตรียมอ่านคำพิพากษาในช่วงบ่าย ในระหว่างการเขียนคำพิพากษาซึ่งผู้ช่วยผู้พิพากษาที่จะมาช่วยค้นคว้าข้อ กฎหมายต่างๆ องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน จะไม่สามารถออกมาจากห้องประชุมได้ รวมทั้งไม่สามารถนำเครื่องมือสื่อสารต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ เข้าไปในห้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ผลประชุมรั่วไหล เช่นเดียวกับผู้ช่วยผู้พิพากษาที่จะมาช่วยเขียนคำพิพากษาจะถูกกักตัวหมดเช่น กัน โดยต้องนำมือถือมากองไว้รวมกัน และห้ามใช้มือถือในวันดังกล่าว จนกว่าคำพิพากษาจะอ่านเสร็จ เวลา 12.00น. เปิดให้เข้าห้องพิจารณาคดี ซึ่งมีความจุ 300-350 คน ผู้จะเข้าไปต้องผ่านการแลกบัตรและตรวจสแกนหาวัตถุระเบิดอย่างเข้มงวด

ขณะที่การเริ่มต้นอ่านคำพิพากษา ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้เกี่ยวข้องในห้องพิจารณาคดี ไม่ว่าผู้ร้อง ผู้ถูกกล่าวหา ผู้คัดค้านการยึดทรัพย์ ทนายความรวมถึงประชาชนทั่วไป ที่ต้องอยู่ในความสงบเรียบร้อย และในระหว่างที่อยู่ในห้องพิจารณาคดี ห้ามนั่งไขว่ห้าง เวลา 13.30 น. องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คนออกนั่งบัลลังก์พร้อมกัน และเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยอนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าบันทึกภาพก่อนประมาณ 3 นาทีหลังจากนั้นจะ ให้ออกจากห้องและปิดห้องพิจารณาคดี โดยเริ่มอ่านคำพิพากษา ซึ่งอนุญาตให้สื่อ มวลชนที่ลงทะเบียนไว้ประมาณ 100 คน อยู่ร่วมฟัง คาดว่าจะใช้เวลาอ่านคำพิพากษา 4ชั่วโมง (มีการถ่ายทอดทางช่อง 11 และ วิทยุประเทศไทย แต่เป็นการถ่ายทอดเฉพาะเสียงในการอ่านคำพิพากษาให้ฟังโดยตลอด) หลังอ่านคำพิพากษา -นำไปลงในราชกิจจานุเบกษา ขณะที่คำพิพากษาส่วนตนของผู้พิพากษาแต่ละคน จะนำไปปิดประกาศไว้ที่หน้าศาลฎีกา และลงในเว็บไซต์ศาลฎีกา และศาลฎีกาเผยแพร่คำพิพากษาคดียึดทรัพย์ฉบับเต็ม หลังอ่านคำพิพากษาเสร็จ
Continue Reading...

โอกาสเดียว 'ยึด' และ 'ยึดหมด'

โอกาสเดียว 'ยึด' และ 'ยึดหมด' : ข่าวคดียึดทรัพย์ในสายตานักข่าวเทศ
ส่งมาเมื่อ 25 ก.พ. 2010 - 23:45:27. หมวด: สื่อ ป้าย: ทักษิณ ชินวัตร, คดียึดทรัพย์, การเมืองไทย

สื่อ ต่างประเทศให้ความสนใจกับข่าวการเมืองในไทยกันหนาแน่นตลอดสัปดาห์นี้ ยิ่งใกล้วันศุกร์ วันที่สื่อทั้งหลายเรียกมันว่า judgement day มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งลงข่าวและบทวิเคราะห์กันคึกคักมากขึ้นเท่านั้น ประเด็นของการรายงานของสื่อนอกเน้นหนักไปที่สองเรื่องใหญ่คือ แนวทางของคำพิพากษาที่จะออกมา กับผลสะเทือนทางการเมืองจากการตัดสินหนนี้ ทั้งต่อการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างสองขั้วคือเหลืองกับแดง และผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจไทย


(ที่มา ของภาพ: มังกรดำ) ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่อาคารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2551 หรือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ถือเป็นการกลับเมืองไทยครั้งแรกนับตั้งแต่เขาออกจากประเทศไปประชุมที่ องค์การสหประชาชาติและเกิดการรัฐประหารโค่นอำนาจเขาเมื่อ 19 กันยายน 2549 ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 เขาเดินทางออกนอกประเทศอีกครั้งโดยไม่กลับมาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดี อาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีที่ดินรัชดา ล่าสุดในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะอ่านคำพิพากษาคดียึด ทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทอีกคดี นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่สื่อทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสนใจต่อเหตุการณ์ สำคัญทางการเมืองไทย



000

สื่อต่างประเทศให้ความสนใจกับข่าวการเมืองในไทยกันหนาแน่นตลอด สัปดาห์นี้ ยิ่งใกล้วันศุกร์ วันที่สื่อทั้งหลายเรียกมันว่า judgement day มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งลงข่าวและบทวิเคราะห์กันคึกคักมากขึ้นเท่านั้น ประเด็นของการรายงานของสื่อนอกเน้นหนักไปที่สองเรื่องใหญ่คือ แนวทางของคำพิพากษาที่จะออกมา กับผลสะเทือนทางการเมืองจากการตัดสินหนนี้ ทั้งต่อการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างสองขั้วคือเหลืองกับแดง และผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจไทย

ข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานอ้างความเห็นของนักวิเคราะห์ทั้งไทยและเทศ ชี้ไปในทางทิศทางคล้ายกันว่าวันศุกร์นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีน่าจะถูกตัดสินยึดทรัพย์เป็นแม่นมั่น channelnewsasis.com รายงานภายใต้หัวข้อ Thailand braces itself ahead of Thaksin verdict บอกว่าคดียึดทรัพย์กลายเป็นปัญหาเข้าทำนองกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของไทย เพราะไม่ว่าจะรับมืออย่างไรก็ดูจะมีแต่เสียกับเสีย Federico Ferrara นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ให้ความเห็นกับสื่อรายนี้ว่า ถ้าศาลสั่งยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ พวกเขาจะเจอเสียงวิจารณ์ว่าสองมาตรฐาน แต่ถ้าไม่ยึดสถานการณ์อาจจะยิ่งเลวร้ายหนักขึ้นไปอีกเพราะจะไม่สามารถอธิบาย เหตุผลที่มาหรือยืนยันความชอบธรรมของการทำรัฐประหารโค่น พ.ต.ท.ทักษิณลงจากอำนาจแต่แรกได้ นักวิชาการรายนี้บอกว่าหากจะทำอย่างนั้น ทางที่ดีก็ควรจะขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับเมืองไทย คืนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ไปเลยอาจจะดีกว่า

สำนักข่าว Bloomberg ดูจะรายงานสอดคล้องกันในประเด็นเรื่องการยึดทรัพย์ รายงานหัวข้อ Thai Verdict on Thaksin’s Billions Unnerves Society เมื่อ 24 ก.พ. อ้างความเห็นคุณสุวัฒน์ บำรุงจตุดม นักวิเคราะห์ของบัวหลวงเซคเคียวริตี้ที่วิเคราะห์สถานการณ์เอาไว้ในรายงาน ของบริษัทว่า คำตัดสินน่าจะออกมาในรูปถูกยึดทรัพย์แน่นอนเพราะไม่เช่นนั้นคงทำให้เกิดคำ ถามมากหลายโดยเฉพาะกับความชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้



000

ส่วน Sydney Morning Herald โดย Ben Doherty อ้างความเห็นนักวิเคราะห์ไทยบอกว่าโอกาสที่จะไม่ถูกยึดทรัพย์มีน้อยมาก แม้แต่การยึดแค่บางส่วนก็ยังแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะการตัดสินเช่นนั้นรังแต่จะทำให้ทุกฝ่ายคับข้องไม่พอใจไปหมด หนังสือพิมพ์ยังอ้างความเห็นของอาจารย์ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ชี้ว่า ทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีเองและปรปักษ์ไม่มีใครจะพอใจกับการได้มาแบบครึ่งๆกลางๆ อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ เองหากเสียบางส่วนก็ย่อมจะอยากได้คืนทั้งหมดรวมทั้งอำนาจทางการเมือง ขณะที่ปรปักษ์การเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณเองก็มองว่าคดียึดทรัพย์หนนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการประหาร ทางการเมืองที่จะต้องทำให้เสร็จสมบูรณ์

หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ยังกล่าวเอาไว้อีกว่า เหตุการณ์วันที่ 26 ก.พ. นี้ไม่ใช่โอกาสในอันที่จะยุติศึกความขัดแย้งระหว่างเหลืองกับแดง แต่เป็นเรื่องที่จะกระพือความแตกแยกในสังคมไทยให้ร้าวลึกหนักยิ่งขึ้นและ ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะทำให้เกิดความรุนแรงระลอกใหม่มากกว่า ที่ที่มีการเสริมการป้องกันอย่างแข็งขันก็คือกรุงเทพฯ กำลังทหารและตำรวจต่างเตรียมพร้อมเพื่อรักษาความปลอดภัย สื่อรายนี้บอกว่า คนจำนวนมากเห็นว่าความขัดแย้งจะดำรงอยู่ รวมทั้งสุริยะใส กะตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ ปรปักษ์ทางการเมืองของอดีตนายรัฐมนตรีเองก็มองเช่นนี้



000

นอกจากนั้นสื่อต่างประเทศก็เน้นรายงานไปที่ประเด็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่บอกว่ากระทบกระเทือนแล้วเพราะนักลงทุนถอยห่างหรือไม่ก็ เฝ้าดูอยู่ห่างๆ Bloomberg อ้างความเห็นนาย Burkhard P. Varnholt จาก Bank Sarasin & Co บอกว่าแม้ไทยจะเป็นตลาดที่น่าสนใจแค่ไหน แต่ตอนนี้ต้องเลี่ยงตลาดนี้ไว้ก่อนในฐานะนักลงทุน Channel News Asia อ้างคำพูดของนาย Nordor von der Luehe ประธานสภาหอการค้าต่างประเทศในไทยบอกว่า ปัญหาการเมืองเป็นตัวขัดขวางทำให้ไทยไม่สามารถฉวยประโยชน์จากโอกาสที่มีมา ถึงในขณะนี้ได้ รายงานบอกเช่นกันว่า มีน้อยคนนักที่จะเชื่อว่าการตัดสินของศาลหนนี้จะยุติศึกการเมืองในไทยได้

แต่ขณะที่รายงานข่าวของสื่อระบุไปในทิศทางนี้ ก็ยังมีสื่อบางรายที่ไม่ได้เล่นข่าวประเทศไทยจะตกเหวตามกระแส Financial Times โดย Tim Johnson รายงานว่า นักลงทุนต่างประเทศในไทยดูจะไม่ค่อยยี่หระมากนัก ในรายงาน Investors shrug off Thai political drama ของเขาซึ่งพาดพิงเอาไว้อย่างชวนให้คนเบื่อสื่อไทยสะใจว่าในช่วงนี้ “คนอ่าน นสพ.ไทยคงช่วยไม่ได้ที่จะได้ความรู้สึกว่า ประเทศนี้กำลังจะเจอสงครามล้างโลก Armageddon”

ทว่านักลงทุนต่างชาติดูจะมีวิธีคิดที่แตกต่าง ตลาดหุ้นยังไม่ได้ดิ่งเหว นักธุรกิจต่างประเทศอย่างนาย Yuhei Ohmi แห่ง Japan Bank of International Cooperation ในไทยบอกว่าวิกฤติการเมืองในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ คนไทยเองก็เป็นคนที่ระมัดระวังในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการเงิน และมีความสามารถในการรับมือปัญหา แล้วก็บอกว่า นักลงทุนประเภทที่อยากเห็นสถานที่ที่ตนไปลงทุนมั่นคงไร้ปัญหาเห็นท่าจะต้อง เลี่ยงเมืองไทย คนที่จะสนใจเมืองไทยตอนนี้ จะต้องเป็นคนที่เข้าใจว่าประเทศนี้ “ยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนา” รายงานบอกว่าทั้งๆ ที่เจอปัญหาการเมืองแบบนี้ บวกกับเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ แต่มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยก็ยังรักษาอัตรา ขยายตัวไว้ได้ระดับคงที่ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามนาย David Nardone จาก Hemaraj Land and Development บอกว่า ตอนนี้นักลงทุนหน้าใหม่ต่างชะลอการตัดสินใจออกไปก่อน ปัญหาที่รายงานชิ้นนี้ระบุถึงว่าเป็นอุปสรรคการตัดสินใจของนักลงทุนต่าง ชาติกลับเป็นเรื่องปัญหาการชะลอการลงทุนที่มาบตาพุดที่สะดุดเพราะเรื่องการ จัดการสิ่งแวดล้อมของรัฐบาล
Continue Reading...

จับประเด็นชัดๆ คดียึดทรัพย์ ทักษิณ 7.6 หมื่นล้าน

ประชาชาติธุรกิจ : จับประเด็นชัดๆ คดียึดทรัพย์ ทักษิณ 7.6 หมื่นล้าน อะไรคือแก่น อะไรคือกระพี้ และใครกดดันศาลฎีกา ?

13 .00 น. วันที่ 26 ก.พ. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะตัดสินคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จำนวน 7.6 หมื่นล้าน "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์พิเศษ ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ นักกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ในประเด็นสำคัญ ๆ ที่ถูกมองข้ามโดยสื่อกระแสหลัก เราเชื่อว่า บทสัมภาษณ์นี้ จะทำให้คนไทยคิดได้มากขึ้น ฉลาดมากขึ้น และมีสติมากขึ้น

@ มองปรากฎการณ์ คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ตอนนี้ อย่างไร


ผมจะไม่ตอบแบบชี้นำ เพราะวันนี้ สภาพของสังคม วันนี้ ชี้นำอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สมัยก่อนเวลาศาลจะตัดสินคดีอะไร แม้กระทั่งเรื่องยุบพรรค ก็ยังไม่แรงขนาดนี้ แต่วันนี้มีการพูด มีการคาดเดา ไม่ว่าจะเป็นพรรคเดียวกับคุณทักษิณ หรือพรรคตรงข้ามกับคุณทักษิณ ทุกคนออกมาคาดเดาหมด ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรและไม่เหมาะสม


เป็นไปได้อย่างไรที่สื่อของรัฐ ออกมาสร้างภาพให้เราเห็นความผิดของคุณทักษิณ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องของศาลมากกว่า ถ้าสื่อของรัฐจะทำ ควรทำหลังจากมีคำพิพากษา ว่าทำไมศาลถึงยึดทั้งหมด แต่ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา ใครต่อใคร ออกมาคาดเดาต่างๆ นานา ผมว่าไม่เป็นธรรม และไม่เกิดภาพดีกับสื่อเลย


สิ่งที่ผมคิดก็คือ ระบบศาลยุติธรรม อย่างน้อยก็อยู่คู่กับประเทศไทยมากกว่าร้อยปีแล้ว แล้วศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็เป็นส่วนหนึ่งของศาลยุติธรรม เป็นส่วนหนึ่งของศาลฎีกา ฉะนั้น ต้องไว้ใจศาล



@ ชั่วโมงนี้ ความกดดัน ทั้งหมด ไปตกอยู่ที่ศาลฎีกา


ต้องโยงไปถึง คตส. เองด้วย เพราะเวลาทำสำนวนส่งมา คตส. เองก็ให้ข่าวตลอด โดยไม่ได้ชี้ให้ชัดเจนใน 2 ประเด็น
ประเด็นแรก ทรัพย์สินของคุณทักษิณ เป็นของเขาหรือของคนอื่น เพราะอยู่ในชื่อคนอื่น แต่คตส. บอกว่าคุณทักษิณเอาไปซุกไว้ในชื่อคนอื่น ฉะนั้น ต้องยึด ซึ่งผมคิดว่าไม่ชัดเจน แต่ทุกคนพยายามออกมาให้ข่าว ทุกคนพยายามจะพูดว่าคุณทักษิณต้องถูกยึด เพียงแต่ว่าจะ ยึดบางส่วน ยึดทั้งหมด หรือไม่ยึด
ฉะนั้น คำพิพากษาต้องมีตรรกะและมีเหตุผล


แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะเกิดอาการของการไม่ยอมรับคำพิพากษาหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ แล้ว อาการของการไม่ยอมรับคำพิพากษา เกิดขึ้นมาเนื่องจากการให้ข้อมูล ในช่วงเวลาที่ผ่านมามากกว่า เพราะว่าคุณไปให้ข้อมูลว่าคุณทักษิณผิด ...มันไม่ถูกต้องหรอก


ประเด็นที่ 2 คือ ประเด็นเรื่องทุจริตเชิงนโยบาย ทุกคนไม่เข้าใจในเรื่องทุจริตเชิงนโยบาย พูดกันง่ายๆ ก็คือ คดีที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาวันนี้ เป็นคดีที่ไม่มีใบเสร็จ ไม่สามารถจับได้ไล่ทัน แม้แต่การออกพระราชกำหนดแปลงสัมปทานมือถือ ผมถามว่าพระราชกำหนด เวลาออก กระบวนการขั้นตอน มีเยอะแยะไปหมด ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบด้วยซ้ำไป อย่างนี้ เราเองยังไม่รู้เลยว่าเอื้อประโยชน์แปลว่าอะไร !!!


คือ ไม่มีคำจำกัดความที่แน่นอน ทุจริตเชิงนโยบายหรือเอื้อประโยชน์
แต่โดยส่วนตัวผมเอง รอดู 2 เหตุผล จากศาล เหตุผลที่ 1 ก็คือ ถ้า จะยึดทรัพย์ของคุณทักษิณ ซึ่งเป็นชื่อของคนอื่น จะโยงไปถึงได้อย่างไร เพราะเขาโอนให้ไปหมดเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้น เมื่อโอนไปแล้ว อยู่ในชื่อคนอื่นแล้วจะยึดมาให้เป็นของแผ่นดินได้อย่างไร


ประการที่ 2 คือเรื่อง ทุจริตเชิงนโยบาย จะทำให้กลายเป็นทุจริตชัดๆ โดยไม่มีคำว่าเชิงนโยบายได้อย่างไร เพราะทุจริตเชิงนโยบาย มันไม่ใช่การทุจริตโดยตรง แต่ว่าเป็นการทำอะไรบางอย่างที่ก่อให้เกิดผลดีกับตัวเอง ซึ่งก็เป็นไปได้ตั้งหลายอย่าง


ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เอาของขวัญมาให้ กราบอวยพรสวัสดีปีใหม่ บางคนเราเห็นก็เมตตา ก้มตัวลงไปกราบ แสดงความเคารพนบนอบ ตรงนี้ เราอาจจะจิตใจโอนเอียงไปทางเขา เหมือนกับเป็นทุจริตเชิงนโยบายหรือเปล่า ...ผมก็ไม่แน่ใจ


ฉะนั้น ผมจะดูเหตุผล 2 ส่วนนี้ ว่าศาลเขียนอธิบายอย่างไร ถ้าศาลบอกว่าทุจริตเชิงนโยบาย เอาผิดได้ เราต้องมาวางมาตรฐานกันใหม่แล้วว่า อะไรก็ตาม ที่เป็นเรื่องลักษณะนี้ ต้องเอาผิดให้หมด เอาผิดกับทุกคน เพราะมันทำกันทั้งนั้น



@ อาจารย์เชื่อเรื่องสินบนคดียึดทรัพย์ตามที่พรรคการเมืองใหม่ปล่อยข่าวออกมา


ผมไม่เชื่อ ...เพราะถ้าเอาตัวเองเป็นหลัก แล้วเราอยู่ในกรณีดังกล่าว ถ้าจะรับจริงๆ ต้องลงลับไปใต้ดินลึกมากๆ ที่ไม่มีใครมองเห็นแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่คนจับตาดู แต่ผมเข้าใจว่า ข่าวการให้สินบนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพลบให้กับคุณทักษิณ ซึ่งมันก็ทำให้คนมองคุณทักษิณในภาพลบเข้าไปอีก

@ เห็นด้วยกับทฤษฎีวัวกินหญ้าของอาจารย์แก้วสรร อติโพธิ หรือไม่


คือ ถ้าผมขโมยเงินเขามา แล้วผมเอาเงินไปซื้อยาเสพติด เอายาเสพติดไปขาย ทฤษฎีนี้มันก็ใช้ได้ แต่ถ้าเป็นส่วนที่ได้มาโดยสุจริต ผมว่า ความยุติธรรมมันควรจะมีบ้าง ความเป็นธรรมในสังคมควรจะมีบ้าง


เราจะไปใช้แนวคิดเงินต่อเงิน ถ้าไม่มีเงิน ก้อนนี้ก็ทำอันนั้นไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะมนุษย์เราทุกคนเกิดมาก็มี พลัง ติดตัวมาอยู่แล้ว มีกล้ามเนื้อ จากนั้นก็ไปทำอะไรต่ออะไรได้ ถ้าไม่อย่างนั้น เวลาเราไปทำผิด เราจะทำยังไงกับร่างกายของเรา ที่เป็นส่วนประกอบที่นำไปใช้ในการทำผิด มันไม่ถูก ผมคิดว่ามันต้องแยกกัน


@ ความแตกต่างของคดีซุกหุ้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2544 กับคดียึดทรัพย์ 26 กุมภาพันธ์ 2553 แตกต่างกันหรือไม่อย่างไร


แตกต่างกันในแง่ข่าว ตอนซุกหุ้น คุณทักษิณเป็นนายกฯ ตอนนั้น ผมเข้าใจว่า ส่วนหนึ่งก็คือ เกรงใจนายกฯ กับอีกส่วนคือ พลังของประชาชนที่อยู่ข้างนอกยังไม่ค่อยเข้มแข็งเท่าไหร่ แล้วสื่อเองก็ไม่กล้า พูดตรงๆ ก็มีแค่มติชน ประชาชาติธุรกิจที่กล้า ตรวจสอบ คุณทักษิณ สื่ออื่นๆ ก็มีบ้าง แต่ไม่หนักเท่า


แต่ในตอนนี้ คุณทักษิณไม่ได้เป็นนายกฯแล้ว แล้วภาพของคุณทักษิณคือ คนผิด อย่างคดียึดทรัพย์รัชดาฯ ผมถามเด็กในห้องเรียน เด็กในห้องก็บอกว่าคุณทักษิณไปโกงเขา ผมก็ถามว่าโกงยังไง ก็บอกว่าไปโกงที่เขามา แต่ยังไม่รู้เรื่องรายละเอียดอะไร ฉะนั้นวันนี้ภาพคุณทักษิณ ผิดไปแล้ว


ฉะนั้น ผมว่ามันต่างกันลิบลับเลย ไม่มีความเกรงใจ ไม่มีความกลัวอะไรทั้งนั้นแล้ว ทุกคนมีแต่คิดที่จะประหัตประหารกัน คือ คุณทักษิณต้องจบ วันนี้ทุกคนพูดกันแบบสนุกปาก เพลินกันไปหมด ก็เลยกลายเป็นสังคมแปลก ๆ อะไรก็ไม่รู้



@ ย้อนกลับไปดูคดียึดทรัพย์ในอดีตหลัง 2475 อาจารย์คิดว่าศาลมีแนวที่ชัดเจนหรือไม่


คดียึดทรัพย์ที่ผ่านมา เพิ่งมีครั้งเดียวที่ชัดเจน คือ กรณีคุณรักเกียรติ สุขธนะ โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญา(นี่แหละ) นอกเหนือจากนั้นเป็นการยึดทรัพย์โดยศาลเตี้ย คือ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา แต่ไปส่งให้ศาลพิจารณาเป็นรอบสุดท้าย แล้วก็เป็นข้อขัดข้องทางเทคนิก


แต่ในกรณีคตส. เขาไม่ได้ให้ยึดทรัพย์ แต่ให้อายัด ฉะนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหา ผมคิดว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทบทวนแล้ว



@ อาจารย์คิดว่า ปว.ฉบับ 30 ไม่น่าจะเป็นประเด็น


ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นประเด็น เพราะคตส.ไม่ได้มีอำนาจยึดแต่แค่อายัด หลังจากนั้นก็ส่งต่อกระบวนการตามปกติ เพียงแต่ว่า เหตุผลของศาลฎีกา ฯ แค่นั้นเองที่จะเป็นประเด็นว่า ศาลฎีกาเขาทำอย่างไรบ้าง ในการให้เหตุผล



@ คุณทักษิณ ประกาศว่า ถ้าไม่ได้รับความยุติธรรม จะต่อสู้ทุกวิถีทาง นั่นหมายความว่า สังคมไทยไม่มีวันสงบสุข อีกยาวนาน


ต่อสู้ถึงที่สุด ผมไม่แน่ใจว่า ต่อสู้ในเชิงไหน ถ้าต่อสู้ถึงที่สุดธรรมดาก็คือ มีสิทธิ์อุทรณ์ศาลภายใน 30 วัน แต่ต้องมีพยานหลักฐานใหม่ แล้วทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งคุณทักษิณจะมีหรือเปล่า ผมไม่ทราบ


แต่ถ้ามีแล้วศาลฎีการับพิจารณา ถึงที่สุดก็คือ จบแล้วตรงนั้น ทรัพย์สินก็ต้องตกเป็นของแผ่นดิน แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะสู้ได้อย่างไรบ้าง เพราะว่าในทางกฏหมายถือว่าจบแล้ว คุณจะออกมาประท้วงอยู่ข้างนอก ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมีคำพิพากษาแล้ว เราจะไปขอให้ศาลยกเลิกคำพิพากษาได้อย่างไร เพราะตอนปฏิวัติยังไม่มีการยกเลิกคำพิพากษา ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยังดูง่ายกว่ายกเลิกคำพิพากษาอีก


ฉะนั้น เป็นไปได้ก็คือ ต้องมีเหตุการณ์ทางการเมืองขึ้น หรือไม่อย่างนั้นพรรคของคุณทักษิณ เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วก็ออกกฏหมาย ให้คืนทรัพย์ ซึ่งทางกฏหมายก็ทำได้ เพียงแต่ว่า มันไม่ใช่เรื่องง่าย(หรอก) คือ ถ้าถูกยึดแล้วก็คือ ...จบแล้ว



@ เป็นไปได้หรือไม่ว่า คุณทักษิณอาจจะต้องติดคุก แล้วค่อยมาพูดเรื่องการอภัยโทษกันภายหลัง


เรื่องนี้ ผมคิดว่า ปิดประตูคิดไปได้แล้ว เพราะถ้าผมเป็นคุณทักษิณ ผมก็คงไม่อยากกลับมาเมืองไทย เพราะว่าจากที่เราดูข่าว คุณทักษิณไปเดินที่ไหนในประเทศไทย ก็คงเดินอย่างไม่สบายใจ แล้วคนที่ยังรักคุณทักษิณ มีจำนวนเท่าไหร่ ก็ไม่รู้ แต่คนไม่ชอบมีแน่ๆ


นอกจากนี้ คนที่บริโภคข้อมูลในแง่ลบตลอดเวลา ซึ่งลบโดยตัวของคุณทักษิณเองด้วย ลบโดยการแต่งเติมให้มันหนักมากขึ้นด้วย ฉะนั้น ความเป็นลบต่อคุณทักษิณ มันมีเยอะมาก เดินก็ไม่สะดวกใจ


ผมคิดว่าคุณทักษิณน่าจะหยุด แล้วมีชีวิตอยู่อย่างสงบดีกว่า เรามีผู้นำประเทศในโลกตั้งหลายคนที่เจอปัญหาลักษณะนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นโชคร้ายของเขา ก็ต้องอยู่ที่อื่น เพราะกลับมา ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำยังไง


แล้วอย่างที่บอก คุณทักษิณ บริหารประเทศได้ แต่กลับมาวันนี้ จะบริหารประเทศได้แบบเดิมหรือเปล่าก็ไม่รู้ คุณทักษิณอายุมากขึ้น ทีมงานที่เคยทำงานกับคุณทักษิณ ก็แยกย้ายไปทำงานกับคนอื่น บางคนก็เลิกเล่นการเมืองไปแล้ว ถอดใจไปแล้ว ถามว่าคนเหล่านั้น จะกลับมารวมตัวกันใหม่หรือเปล่า แล้วก็จะช่วยประเทศชาติอะไรได้บ้าง ผมยังมองไม่เห็นทาง


@ อาจารย์เชื่อหรือไม่ว่า หลัง 26 กุมภาพันธ์ บ้านเมืองจะเข้าสู่จลาจล เกิดวิกฤต จนเกิดเหตุความรุนแรง


จะรุนแรงเรื่องอะไร ผมยังไม่เข้าใจเลย ผมดูทีวีรายงานว่ามีทหาร คอยรักษาความปลอดภัย 4,000-5,000 คน มันคืออะไร ผมยังไม่เข้าใจเลย ถ้าเราดูตรรกกะแบบง่ายที่สุดนะ ศาลตัดสินคดี แค่นั้นเอง แล้วจะวุ่นวายเพื่ออะไร วุ่นวายเพื่อไม่ยอมรับคำพิพากษา กฏหมายก็เขียนไว้ชัดว่าคำพิพากษา อ่านแล้วมีผล แค่นั้นเอง แล้วคุณทักษิณก็มีกระบวนการอีก 30 วัน ฉะนั้น ผมมองไม่เห็นประเด็นเลย ว่าคุณจะวุ่นวายไปเพื่ออะไร ผมมองไม่เห็นว่า การเดินขบวน จะเปลี่ยนผลคำพิพากษาได้อย่างไร ผมว่าปฏิวัติ ฉีกรัฐธรรมนูญง่ายกว่าซะอีก



@ หลังคดียึดทรัพย์ คุณทักษิณ อาจโดนเล่นงานคดีทุจริตอีกหลายคดี โทษอาญาอาจหลายสิบปี


อย่างที่ผมบอก คุณทักษิณ ไม่ควรกลับ วันนี้ยังไงก็ไม่ควรกลับ เพราะคุณทักษิณคือความขัดแย้ง วันนี้พันธมิตรฯเงียบเลย แทบไม่มีการพูด เพราะพันธมิตรฯคือความขัดแย้งเหมือนกัน วันนี้เป็นสงครามหรือข้อพิพาทระหว่างเสื้อแดงกับรัฐบาล เสื้อแดงกับอำมาตย์ เสื้อแดงกับศาล ไม่มีเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง เพราะเสื้อเหลืองรู้ตัวว่า
ตัวเองก็คือความขัดแย้ง ออกมาเมื่อไหร่ก็เกิดความขัดแย้งในสังคม


ฉะนั้น ถ้าทุกคนรู้ตัว ไม่ใช่ว่า ผมชมเสื้อเหลืองว่า หยุดแล้วดี(นะ) แต่วันนี้บ้านเมืองมีปัญหาเยอะแล้ว เมื่อเขาหยุด มันก็เหมือนกับคู่กรณีหายไปหนึ่ง ถ้าเสื้อแดงหยุดด้วยมันก็จะจบ คุณทักษิณเองก็เหมือนกัน คุณทักษิณ ควรจะยอมรับคำพิพากษา เพราะผมไม่ชอบคาดเดา แต่ผมไม่คิดว่ายึดหมดอยู่แล้ว เพราะผมคิดว่านักกฏหมายเองก็ต้องมองกฏหมายด้วยลักษณะที่ค่อนข้างไม่แตกต่าง กันหรอก คือเป็นกลาง และไม่มีอคติ แค่นั้นเอง


ถึงยึดหมด วันนี้ 7.6 หมื่นล้าน ถูกอายัด คุณทักษิณก็ยังไปทำอะไรต่อมิอะไร ไปทำล็อตเตอรี่ในอูกันดา แสดงว่าคุณทักษิณก็ยังมีที่อื่นอีก ฉะนั้นก็ใช้ที่อื่นเท่าที่มีไปตลอดชีวิตดีกว่า อยู่อย่างสบายดีกว่า วันหนึ่ง เมื่อทุกอย่างสบายๆ แล้ว ก็ค่อยกลับมา ดูอย่าง จอมพลถนอม กิตติขจร ถูกกล่าวหาร้ายแรงกว่าคุณทักษิณตั้งเยอะ ผมก็ยังเห็นกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม กันทุกคน เขารอเวลาให้คลื่นลมสงบ แล้วก็ค่อยกลับมา สุดท้ายก็กลับมาตายที่เมืองไทย



@ อาจารย์ประเมินรัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างไรบ้าง ในการยุติความขัดแย้งในบ้านเมืองในช่วงปีเศษที่ผ่านมา


1 ปี เศษที่ผ่านมา รัฐบาลเป็นส่วนที่เสริมสร้างความขัดแย้งด้วยซ้ำไป สถานีโทรทัศน์บางช่อง ผมไม่แน่ใจว่าคนที่ทำรายการ คิดว่าคนไทยเป็นอะไรก็ไม่รู้ เอาใครมาสัมภาษณ์ในลักษณะเชิงลบตลอดเวลา เหมือนกับดูทีวีอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งผมว่าไม่ใช่ ไม่ใช่บทบาทของรัฐบาล


จริงๆ แล้ว อย่างคดียึดทรัพย์ ถ้าผมเป็นรัฐบาล ผมจะเฉยเลย เพราะการเอาข่าวออกมาว่าคุณทักษิณไม่ดียังไง ไปกดดันศาล เพราะทำให้เกิดความรู้สึกร่วมของในสังคมว่าคุณทักษิณไม่ดี สมมุติถ้าศาลดูข้อมูลแล้วออกมาว่าท่านต้องคืนทรัพย์ทั้งหมด ศาลจะกล้าเหรอ ในเมื่อทีวีออกทุกวัน ช่องรัฐบาลด้วย หนังสือพิมพ์เองก็ลงทุกวัน
แต่ถ้าเกิดศาลมองด้วยสายตาของศาลเอง แล้วเห็นว่า ไม่ควรยึด สมมุตินะ อันนี้คือความกดดันแล้ว ความกดดันไปอยู่ที่ศาล


ฉะนั้น ถ้าผมเป็นรัฐบาล ผมจะไม่พูดเรื่องนี้เลย ไม่ให้ข้อมูล การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ควรเกิดหลังคำพิพากษามากกว่า เพื่อที่จะสนับสนุนคำพิพากษา ถ้ายึดทั้งหมด รัฐบาลก็ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความผิดว่าทำไม ยึดครึ่งหนึ่งก็ควรจะให้ข้อมูลว่า ทำไมถึงยึดครึ่งหนึ่ง ไม่ยึดเลยก็ต้องให้ข้อมูล ฉะนั้น รัฐบาลต้องเป็นกลาง



@ หมายความว่า รัฐบาลไม่เป็นผู้ใหญ่ เพียงพอ


ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องที่ไม่รู้จักบทบาทและหน้าที่ รัฐบาลมีหน้าที่ในการบริหารประเทศ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญามีหน้าที่ตัดสินคดีคุณทักษิณ วันนี้คุณทักษิณไม่ได้เป็นศัตรูของรัฐบาลโดยตรงนะครับ ในกรณีถูกยึดทรัพย์ คือศัตรูของประชาชน ศัตรูของรัฐ แล้วแต่จะคิด ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล รัฐบาลต้องบริหารประเทศ ศาลต่างหากที่จะเป็นคนชี้ว่าที่เขาโกงรัฐ เขาทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน ปฏิปักษ์กับรัฐ ถึงได้โกงรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องของศาล รัฐบาลไม่เกี่ยว รัฐบาลไม่ควรออกมายุ่งแม้แต่นิดเดียวด้วยซ้ำไป เรื่องอยู่ในมือศาล ทุกฝ่าย ทุกคนต้องหยุด



@ หลังคำพิพากษา อาจารย์วิพากษ์ คำตัดสินศาลฎีกา หรือไม่


ผมต้องดูก่อน เพราะต้องใช้เวลาอ่าน อย่างที่ผมบอกว่าไม่รู้มีประเด็นอะไรบ้าง แต่ผมอยากดู 2 ประเด็น อย่างที่กล่าวไปแล้ว ก็คือ การโอนทรัพย์ของคุณทักษิณให้คนอื่นก่อน ก่อนเล่นการเมือง แล้วไปยึดเขาทั้งหมด ได้หรือไม่ กับ 2 เรื่องทุจริตเชิงนโยบายนั่นแหละ



@ ดูเหมือนการเมืองเมืองไทยคงจะขัดแย้งไปอีกนาน


มันไม่มีทางแก้ วันนี้ถ้าจะเริ่มแก้จริงๆ มันต้องเริ่มจากสิ่งที่สูงหน่อยก็คือรัฐบาล คือ ถ้ารัฐบาลหยุดต่อล้อต่อเถียง หยุดให้ข่าว ความขัดแย้งก็จะหายไปมาก ถ้าเราทำให้เห็นว่า การให้ข่าวของอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นเรื่องที่เราไม่สนใจ มันก็จะจบไป เพราะถ้าฝ่ายหนึ่งให้ข่าว ฝ่ายหนึ่งโต้ข่าว มันไม่จบหรอก


สมัยก่อน ตอนที่ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ไปอยู่ต่างประเทศ เราก็จะเห็นว่า เวลามีใครพูดพาดพิงถึงท่านหรือหมิ่นประมาทท่าน ท่านก็ไม่ต่อล้อต่อเถียง ท่านก็ให้ทนายของท่านยื่นฟ้องศาล แล้วท่านก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบ


เราพูดถึงวิธีการวางตัวว่าในเมื่อคุณอยู่นอกประเทศแล้ว แล้วเขากล่าวไม่ดีกับคุณ เห็นไม่ดี ก็ฟ้องเอา แค่นั้นเอง แต่ไม่ใช่ให้สัมภาษณ์ข้ามประเทศ ทะเลาะกันข้ามประเทศ คุณทักษิณเองก็ไม่เคารพสิทธิของคนอื่น รัฐบาลแทนที่จะบริหารประเทศให้เต็มที่ก็มาพะวงกับศัตรูคู่แข่ง มันก็ประหลาดนะ ผมว่า



@ บทบาทของ สื่อของรัฐ ในคดียึดทรัพย์ เป็นอย่างไร


ผมไม่ดูสื่อของรัฐ เลย เพราะผมมีความรู้สึกว่า คงมีคนจำนวนหนึ่ง ที่ไม่พร้อมจะถูกจูงไปกับความคิดเหล่านั้น การยัดเยียดความคิด การเลือกคน การเลือกประเด็น เพื่อมายัดใส่หัวสมองของคน ผมว่าไม่ถูกต้อง โทรทัศน์น่าจะสร้างความรู้ให้กับคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เชิงบวก ถ้ารัฐบาล ให้ข้อมูลในแง่ลบที่สุดกับคนในลักษณะแบบที่เราเห็นกันอยู่นี้ แล้วศาลเกิดบอกไม่ผิดขึ้นมา ถามว่ารัฐบาลจะทำยังไง



@ ควรมีการจัดระเบียบสื่อหรือไม่ อย่างไร


ถามว่าใครจะเป็นคนจัดระเบียบสื่อ เพราะโทรทัศน์ของรัฐที่ใช้เงินภาษีอากรของประชาชน ก็ยังออกมาในลักษณะที่แบบผมว่ามันไม่ใช่ ผมก็ดูทีวีมาหลายประเทศ แต่ยังไม่เคยเห็นทีวีไหนออกมาตั้งหน้าตั้งตาโจมตีอีกฝ่ายหนึ่งอย่างนี้ มันไม่ใช่ทีวีส่วนตัว ถ้าพรรคการเมืองต้องการมีทีวี ก็ต้องทำส่วนตัว


แต่นี่คืองบประมาณแผ่นดิน เมื่อทีวีของรัฐเป็นเสียเอง แล้วจะไปจัดคนอื่นได้อย่างไร ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
Continue Reading...

ยึด-ไม่ยึดทรัพย์"ทักษิณ" 7.6 หมื่นล้าน

คมชัดลึก : รัฐบาลสั่งจับตา 5 ชั่วโมงหลังคำพิพากษา ชี้เสื้อแดงอาจเดือดถึงขีดสุด "ประวิตร" กำชับทุกหน่วยดูแลเต็มที่ เผยรัฐบาลตั้งกลุ่มแดงกลับใจเป็นหน่วยพิเศษ คอยจับตา ขณะที่ข่าวสะพัดยึดครึ่ง อีกครึ่งอายัด

คดีประวัติศาสตร์ยึดทรัพย์อดีต นายกฯ ทำให้หลายฝ่ายไม่อาจนิ่งนอนใจ ต้องกำชับการทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกองทัพที่กลายเป็นส่วนสำคัญในการดูแลความสงบของบ้านเมือง หลังจากประเมินกันแล้วว่า หลังคำพิพากษา 4-5 ชั่วโมง จะเป็นช่วงที่ทุกฝ่ายต้องจับตาเป็นพิเศษ

นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์ของบ้านเมืองว่า ต้องรอดูปฏิกิริยาช่วงหลังวันตัดสินคดีว่าจะมีแนวโน้มอย่างไร ขณะที่รัฐบาลต้องมีการวอร์รูมดาวกระจายไปหลายจุด เพื่อรองรับสถานการณ์ได้ทั่วถึง

นายปณิธานกล่าวว่า ระยะเวลา 4-5 ชั่วโมงหลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอ่านคำตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ เสร็จสิ้นแล้ว จะถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องจับตาเป็นพิเศษว่าจะมีเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิด ขึ้นหรือไม่ เพราะช่วงเวลาดังกล่าวถือว่าเป็นช่วงที่ประชาชนมีอารมณ์ร่วมมากที่สุดแล้ว

"หลังมีคำตัดสินแล้ว 4-5 ชั่วโมง เขา (กลุ่มเสื้อแดง) อาจจะเปิดเวทีพูดคุย ซึ่งเป็นช่วงที่เราต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะอารมณ์จะขึ้นสูงสุด ต้องมีการเฝ้าระวังให้ดี" โฆษกรัฐบาล กล่าว

ส่วนช่วงที่ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษานั้น รัฐบาลเตรียมแผนดูแลรักษาความปลอดภัยแล้ว โดยจัดระบบการประสานงานให้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยปฏิบัติการส่วนหน้าที่ประจำอยู่หน้าศาลฎีกา และจะมีหน่วยเฉพาะกิจที่จะดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบศาลฎีกา รวมทั้งจะมีผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์อย่างชัดเจน หลังจากนั้นจึงค่อยเข้าสู่แผนช่วงหลังการอ่านคำพิพากษา

การนัดชุมนุมเดือนหน้า นายปณิธานกล่าวว่า ทีมรักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรีจะขอประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าจะใช้ แผนรักษาความปลอดภัยเหมือนช่วงสงกรานต์ปีที่ผ่านมาหรือไม่ ซึ่งจะไม่มีการแจ้งหมายงานของนายกรัฐมนตรีให้ทราบก่อนล่วงหน้า หากเป็นการชุมนุมตามปกติอยู่ในขอบเขตของกฎหมายก็สามารถทำได้ และไม่จำเป็นต้องเพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัย แต่ในช่วงหลังจากมีคำตัดสินของศาลในคดียึดทรัพย์แล้ว รัฐบาลจะต้องพยายามลดเงื่อนไขที่ไม่ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกออกมาต่อต้านรัฐบาล

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ขอให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพติดตามสถานการณ์ โดยเฉพาะวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีการตัดสินคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผล

โดยเตือนให้กำลังพลเพิ่มความเข้มข้นในการรักษาความปลอดภัยที่ตั้ง ช่วยกันสอดส่องดูแลเป็นหูเป็นตา เน้นย้ำว่าจับตา 5 ชั่วโมง หลังมีคำพิพากษาเป็นพิเศษ เพราะอารมณ์ของบรรดา “กองเชียร์" ที่จะเดินทางเข้ามารับฟังการอ่านคำพิพากษาตัดสินคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจก่อให้เกิดความเสียหาย หากพบเห็นสิ่งใดผิดปกติให้แจ้งผู้บังคับบัญชาทราบทันที

เหตุร้ายที่ประเมินว่าอาจจะเกิดขึ้นนั้น ดูจากอดีตที่มือมืดยิงเอ็ม79 สร้างสถานการณ์ไปตกใกล้ทำเนียบรัฐบาล ก็เกรงกันว่าอาจเกิดเหตุดังกล่าวซ้ำรอยอีก

นอกจากนี้ แก๊งรถจักรยานยนต์ก็ถูกจับตามองว่าอาจจะออกมาป่วนสร้างสถานการณ์

"ตำรวจจะเป็นผู้วางแผนในการดูแล ทั้งนี้คิดว่าตำรวจคงจะดำเนินการหมดแล้ว อยากขอร้องประชาชนให้อยู่ในความสงบและรับฟังคำพิพากษาของศาล ทุกอย่างนายกรัฐมนตรีชี้แจงหมดแล้ว ผมคงไม่ต้องชี้แจง" พล.อ.ประวิตร กล่าว

อย่างไรก็ตาม มีการจัดตั้ง "วอร์วูม" ขึ้นมา เพื่อประเมินสถานการณ์ ภัยคุกคาม และการป้องกันอย่างเต็มที่

โดยมีศูนย์เซ็นเตอร์ใหญ่ในการติดตามสถานการณ์จะอยู่ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)

แม้ว่ารัฐบาลจะโล่งอกในยามนี้ คือการประกาศเลื่อนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จ แห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง จากเดิมที่กำหนดไว้ คือ วันพิจารณาตัดสินคดีประวัติศาสตร์ออกไปชุมนุมในวันที่ 14 มีนาคม แทน

กำลังทหารถูกเตรียมไว้กว่า 50 กองร้อย แม้ว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงจะเรียงหน้าออกมาระบุตรงกันว่า “ไม่มีอะไรน่าห่วง”

โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ออกมาการันตีด้วยตนเองว่า สถานการณ์จะไม่มีอะไรรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายวิตกกังวลกันในยามนี้

สาเหตุที่กลุ่มคนเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุมออกไป เพราะ “นายใหญ่” พ.ต.ท.ทักษิณ สั่งให้ถอย เพราะหวังสร้างกระแสเห็นอกเห็นใจ

เพราะภาพการชุมนุมที่ไปกดดันการพิจารณาของศาลฎีกามีแต่จะเสีย อีกอย่างก็คือ ถ้ามีเหตุการณ์อะไรขึ้น ก็จะพูดได้ว่ากลุ่มเสื้อแดงไม่เกี่ยว

อย่างไรก็ดี อีกกระแสหนึ่งที่ร่ำลือกันคือ อาจโชคดี ถ้าพิพากษาตัดสินคดียึดทรัพย์ 76,621,603,061.05 บาท ถูกแบ่งออกเงิน 2 ก้อนใหญ่

เงินก้อนแรก จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท อาจจะมีการตัดสินให้ยึดเป็นของหลวง ส่วนเงินก้อนที่สอง จำนวน 3 หมื่นล้านบาท อาจจะถูกอายัดไว้ และให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปต่อสู้ในกระบวนการศาลอีกครั้งหนึ่ง

ถึงแม้ว่าข่าวลือคือข่าวที่ไม่น่าเชื่อถือ แต่เมื่อข่าวลือบังเอิญมาประจวบเหมาะกับสถานการณ์ แดง-เครือข่ายทักษิณ หยุดการเคลื่อนไหวชั่วคราว ก็เลยทำให้ข่าวลือดูจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา

อย่างไรก็ดี อีกกระแสหนึ่งเป็นเพราะ “ท่อน้ำเลี้ยง” จาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีไม่เพียงพอต่อการระดมเครือข่าย จึงมีการเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 14 มีนาคมแทน

ในส่วนของรัฐบาล หลังมีคำพิพากษา 5 ชั่วโมง นายกรัฐมนตรีได้สั่งตรงไปยัง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เชิญบรรดานักกฎหมาย นักวิชาการ โดยเฉพาะบรรดาอธิการบดีคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญมาให้ความรู้เกี่ยวกับคดีดังกล่าว

นอกจากนี้รัฐบาลอาจจะขอความร่วมมือมายังกองทัพบก เพื่อขอเวลาถ่ายทอดสดผ่านวิทยุกองทัพบก ที่มีมากถึง 126 สถานี แต่สิ่งที่หน่วยงานด้านความมั่นคง “เฝ้าระวัง” เป็นพิเศษ คือ กลุ่มแนวร่วมที่ไม่ประสงค์ออกนาม ที่แยกตัวออกจากกลุ่มคนเสื้อแดง
Continue Reading...

การเมืองไทยหลังคดียึดทรัพย์?

ข่าวสด รายงานพิเศษ : ยืด เยื้อมานานแรมปี กระทั่งก้าวมาถึงจุดไคลแมกซ์ว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมืองจะตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเครือญาติ 22 ราย ออกมาในลักษณะไหน

แต่ไม่ว่าคำพิพากษาจะเป็นอย่างไร ท่ามกลางความแตกแยกและขัดแย้งทางการเมือง ย่อมมีคำถามตามมาทั้งจากกลุ่มที่พอใจและไม่พอใจผลตัดสินนั้น

นักวิชาการได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น หลังมีคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ออกมา ว่าจะนำไปสู่การยุติปัญหา หรือเป็นเชื้อฟืนสุมไฟการเมืองให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น จนถึงขั้นเลือดตกยางออกอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์

รัฐบาลภายใต้การ นำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะฝ่าคลื่นขัดแย้งไปได้หรือไม่อย่างไร รวมทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยจะไปในทิศทางใด ไว้ดังนี้

ไพรัช ตระการศิรินนท์

คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สถานการณ์ภายหลังการตัดสินคดียึดทรัพย์พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะถ้าฝ่ายตุลาการตัดสินอย่างตรงไปตรงมา มีคำอธิบายให้สังคมกระจ่างได้ คำตัดสินเกิดจากหลักเกณฑ์ มีเหตุมีผล ไม่พิจารณาตามกระแส เชื่อว่าคนในสังคม คนมีการศึกษา สามารถรับฟังได้ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากว่าจะเกิดปัญหา

ส่วนฝ่ายการเมืองซีก รัฐบาล ถ้าทำงานมีหลักเกณฑ์ ตรงไปตรงมา ใช้กลไกเครื่องมือรัฐอย่างมีเหตุมีผล มีการก่อเหตุวุ่นวาย รัฐบาลตั้งแต่นายกฯ ลงมาถึงส่วนราชการต่างๆ ร่วมมือทำงานในทิศทางเดียวกัน ใช้กฎหมายอย่างรอบคอบ ใช้กฎหมายตรงไปตรงมา ใครผิดว่าไปตามผิด ใครถูกว่าไปตามถูก บ้านเมืองก็จะไปรอดเพราะสังคมกำลังมองตรงนี้อยู่เช่นกัน

ไพรัช ตระการศิรินนท์ /น.พ.วันชัย วัฒนศัพท์ /สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ขณะที่สื่อมวลชนทุกสาย รวมทั้งวิทยุชุมชนต้องมองเพื่อบ้านเมือง นำเสนอข้อมูลตรงไปตรงมา ไม่ใส่อารมณ์

หากทำได้เชื่อว่าเหตุการณ์ไม่น่าจะรุนแรงบานปลาย

คนทั่วประเทศ พลังเงียบส่วนใหญ่มีวิจารณญาณ ผมเชื่อในการตัดสินของพลังเงียบมากกว่าพวกเชิงก้าวร้าวรุน แรง มองอย่างนี้บ้านเมืองไม่น่าวุ่นวาย

ส่วนที่เสื้อแดงเคลื่อนไหวไล่บี้นายกฯ มากขึ้น หรือการนัดชุมนุมใหญ่ช่วงเดือนมี.ค. ถ้ารัฐบาลหนักแน่นพอ ใช้ความระมัดระวัง หากกลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนไหวขับไล่หรือขัดขวางจนรัฐบาลทำงานไม่ได้ ก็ต้องใช้กฎหมายจัดการ ไม่ต้องกลัวกระแส

ถ้ารัฐบาลใช้กฎหมายไม่ได้ก็ลำบาก ชาวบ้านอาจไม่ศรัทธา

ดังนั้น การจะอยู่ต่อไปได้หรือไม่ขึ้นกับว่ารัฐบาลมีความสามารถในการบริหารจัดการ สถานการณ์มากแค่ไหน ใช้เครื่องมือกลไกรัฐอย่างไร โดยประสบการณ์และบทเรียนที่รัฐบาลเรียนรู้มากว่า 1 ปี น่าจะเตรียมการได้รอบคอบ จัดการสถานการณ์ได้ดีกว่าที่ผ่านมา

วันนี้คนจำนวนมากโดยเฉพาะพลังเงียบ มองฝ่ายต่างๆ ทั้งรัฐบาล พรรคฝ่ายค้านหรือกลุ่มคนเสื้อแดง ออกหมดแล้วว่าฝ่ายไหนทำอะไรบ้าง ดังนั้น ฝ่ายไหนใช้ความรุนแรงแล้วอธิบายไม่ได้ ก็มีปัญหาแน่นอน

แต่สถานการณ์เบื้องต้นผมยังมองในแง่ดีว่าไม่น่าเกิดความรุนแรงขึ้น ทุกอย่างจะผ่านไปได้

น.พ.วันชัย วัฒนศัพท์

ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันพระปกเกล้าฯ

หัวหน้าทีมประสานเครือข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรม

คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และครอบครัวที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 26 ก.พ.นั้น ไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาว่าต้องยึดทรัพย์หรือไม่ยึดทรัพย์ คงมีทั้งคนที่สมหวังและผิดหวัง ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ประชาชนทุกคนไม่ควรไปตระหนกหรือวิตกกับเรื่องที่จะเกิดขึ้น เราควรมองไปข้างหน้า

ผมมองว่าการที่ประเทศเรามีวิกฤตเช่นนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่จะทำให้ภาคประชาชนมีโอกาสโตขึ้นกว่าเดิม ถ้ามีการสานเสวนาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน รวมทั้งฝันร่วมกันว่า ประชาธิปไตยของประเทศไทยจะต้องเดินหน้าต่อไป และฝันร่วมกันอีกว่าหลังจากนี้เราจะมีนักการเมืองที่มีคุณลักษณะอย่างไร และเราจะทำอย่างไรให้ได้นักการเมืองที่มีคุณลักษณะอย่างที่เราฝันไว้

หลังจากประเทศผ่านวิกฤตความรุนแรงทางการเมืองมาหลายครั้งหลายหน ขณะนี้คงถึงเวลาแล้วที่เราควรหยุดสร้างความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นมือตบหรือตีนตบ ควรจะหันหน้ามาพูดคุยและร่วมกันพัฒนาประเทศกันดีกว่า รวมทั้งทุกฝ่ายควรที่จะหันไปมองและนำอดีตที่ผ่านมาเป็นบทเรียน

ถ้าทุกฝ่ายสามารถทำได้ประเทศคงเดินหน้าต่อไปได้เช่นกัน อีกทั้งเราคงได้นักการเมืองที่ฟังเสียงของประชาชนมากขึ้น

ส่วน ที่หลายฝ่ายพยายามตั้งคำถามและมองว่าหลังการอ่านคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ทุกอย่างจะจบลงหรือไม่นั้น ส่วนตัวเชื่อว่าไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ทุกคนน่าจะได้บทเรียนจากเหตุการณ์เมื่อครั้งเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความรุนแรงไม่สามารถนำไปสู่ชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้

โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดงควรนำเรื่องดังกล่าวกลับมา ทบทวนว่า ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของปัญหาทางการเมืองในตอนนี้

ผม เชื่อว่าหลังจากวันที่ 26 ก.พ.ทุกอย่างน่าจะก้าวข้ามวิกฤตไปได้ และไม่น่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น และทุกฝ่ายควรที่จะยุติความรุนแรง แต่หากกลุ่มการเมืองต่างๆ ต้อง การออกมาชุมนุมก็สามารถทำได้ แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ไม่ว่าผลการพิจารณาคดียึดทรัพย์จะออกมาเช่นไร การเคลื่อนไหวของฝ่ายเสื้อแดงและฝ่ายค้านจะดำเนินต่อไป ยังไม่จบแน่นอน เพราะฝ่ายที่สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณต้องการสถานภาพเดิม ต้องการล้างไพ่ใหม่หมด คือพ.ต.ท.ทักษิณไม่ต้องติดคุก ไม่ถูกยึดทรัพย์ เนื่องจากคดีความของพ.ต.ท. ทักษิณยังมีอีกหลายคดีด้วยกัน ฝ่ายสนับสนุนอดีตนายกฯ คงจะไม่เลิกราง่ายๆ แน่

สำหรับในการพิจารณาคดียึดทรัพย์สามารถออกได้ทั้งหัวและก้อย คือไม่โดนยึดทรัพย์เลย กับโดนยึดบ้างหรือโดนยึดทั้งหมด

สมมติว่าออกก้อย ยึดทรัพย์บ้าง ไม่ยึดทรัพย์บ้าง กลุ่มเสื้อแดงก็จะไม่พอใจ และคงมีแรงต่อต้านจากประชาชนจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน หลังจากนั้นจะมีการเผชิญหน้าเกิดขึ้นอีก ความไม่พอใจก็ยังมีอยู่

แต่ถ้าออกหัวก็ไม่เป็นไร แต่ยังไม่จบ เพราะมีอีกหลายคดีที่พ.ต.ท.ทักษิณต้องรับโทษ มันจะไปเพิ่มพลังให้แก่ฝ่ายเสื้อแดงให้ต่อสู้ต่อ ความขัดแย้งก็ยังมีอยู่ ก็ไม่ยอมแน่นอน

ยกเว้นว่ากรณีที่เป็นลักษณะออกก้อย แม้จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นต่อกัน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วย ที่จะทำให้ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นลดลง อำนาจก็มีการเปลี่ยนแปลง แต่ขาดเสถียรภาพ ทำให้การเผชิญหน้ายังมี ต่อไป เพราะเสื้อแดงและฝ่ายค้านยังต้องการสถานภาพเดิม

ฉะนั้นไม่ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย สถานการณ์ทางการเมืองก็ยังไม่จบ
Continue Reading...

เอไอเอส ไม่หวั่นตัดสินคดียึดทรัพย์วันนี้

กรุงเทพธุรกิจ : เอไอเอสไม่หวั่นตัดสินคดียึดทรัพย์วันนี้ ชี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล ยันบริษัททำตามสัญญาสัมปทานทุกอย่าง

นายพรรัตน์ เจนจรัสสกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานวางแผนและวิเคราะห์การตลาด บริษัทแอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทไม่มีความกังวลในการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากเป็นเรื่องของบุคคล ส่วนเรื่องสัญญาสัมปทานนั้น มั่นใจว่าบริษัทได้ดำเนินการทุกอย่างตามสัญญา ทำให้ไม่มีความกังวล

"การตัดสินคดี ขอให้แยกวิเคราะห์ระหว่างตัวบุคคลกับองค์กร ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯ ก็ทำสัญญาถูกต้อง ฉะนั้นจึงคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรที่ผิดไปจากสัญญาหรือมีผลกระทบ จึงไม่ได้ห่วง"


การที่บริษัทตัดสินใจจ่ายปันผลพิเศษในงวดปี 2552 อีกหุ้นละ5 บาท แทนที่จะนำเงินไปใช้หนี้นั้น เนื่องจากประเมินแล้วว่าการนำเงินไปใช้หนี้ไม่คุ้มเพราะหนี้ส่วนใหญ่ของ บริษัทเป็นหุ้นกู้ ซึ่งมีการซื้อขายในตลาด ทำให้ต้นทุนการซื้อคืนสูงมากและนักลงทุนที่ถือหุ้นกู้อยู่ก็ใม่ต้องการขาย ก่อนครบกำหนด ส่วนหนี้ที่เป็นซัพพรายเออร์มีประมาณ 1 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศทำให้บริษัทต้องการมีประกันความเสี่ยงไว้ การที่จะไปปิดสัญญาก็มีต้นทุนสูงกว่าการจ่ายดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้จะพิจารณาจ่ายเงินปันผลพิเศษหรือไม่ ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนเพราะต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในอนาคต และพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย

ในปีนี้เตรียมใช้เงินลงทุนจำนวน 6,200 ล้านบาท ซึ่งมาจากกระแสเงินสดในการดำเนินงาน ซึ่งใช้ลงทุนในโครงข่าย ซึ่งยังไม่มีแผนที่จะออกหุ้นกู้ เนื่องจากในปัจจุบันยังมีกระแสเงินสดจำนวน 30,000 ล้านบาท และกำไรสะสมเหลืออยู่อีก 40,000 กว่าล้านบาท

"กระแสเงินสดในตอนนี้มีอยู่ที่ 30,000 กว่าล้านบาท และยังมีวงเงินกู้ที่จะออกพันธบัตรจำนวน 15,000 ล้านบาท ซึ่งขออนุมัติไว้แล้ว แต่ปีนี้คงไม่มีการออกเพราะไม่มีการลงทุนในโครงการ 3G' นายพรรัตน์ กล่าว

ส่วนการออกใบอนุญาต 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHZ คาดว่าในปีนี้คงยังไม่เกิด หลังจากยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน ขณะเดียวกันคาดว่าคณะกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) จะรอผลการแต่งตั้งคณะกรรมการกทช. 4 ท่านให้เสร็จสิ้นก่อนจะดำเนินการออกใบอนุญาต 3G ต่อไป นอกจากนี้ กทช.ยังรอความคิดเห็นจากสำนักคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับเรื่องขอบเขตอำนาจ ของกทช. ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 อีกด้วย ฉะนั้นในกรณีที่เลวร้ายที่สุดอีก 1-2 ปีข้างหน้าคาดว่า 3G น่าจะเกิดขึ้น

สำหรับทิศทางการทำธุรกิจของบริษัทในปีนี้ นายพรรัตน์ กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 3% จากปี 2552 มีรายได้อยู่ที่ 102,451 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลักในปีนี้มาจากการให้บริการ โดยในปีที่ผ่านมามีรายได้จากส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 95,812 ล้านบาท หรือคิดเป็น 88%ของรายได้รวมทั้งหมด ขณะเดียวกันยังได้รับปัจจัยบวกจากภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น และการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเกษตรจะช่วยกระตุ้นปริมาณการใช้งานในพื้นที่ ต่างจังหวัดให้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะมีจำนวนผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือเพิ่มขึ้นเป็น 7 ล้านราย จากปีก่อนที่มีผู้ใช้บริการ 5 ล้านราย ขณะที่เน็ทซิมและแอร์การ์ดคาดว่าจำนวนผู้ใช้บริการจะเพิ่มขึ้นจาก 270,000 ราย ในปีก่อน เป็น 500,000 รายในปีนี้ รวมทั้งทีวีออนโมบายช่วยผลักดันปริมาณการใช้งานข้อมูลให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
Continue Reading...

ลุ้นระทึกคำพิพากษา คดียึดทรัพย์7.6หมื่นล้าน

กรุงเทพธุรกิจ : และแล้ววันพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ตกเป็นของแผ่นดินก็มาถึง

ท่ามกลางกระแสลุ้นระทึกของผู้คนทั่วบ้านทั่วเมือง คาดว่าค่ำๆ วันนี้ (26 ก.พ.) ก็คงได้รู้ผลกันแล้วว่า "ยึด" หรือ "ไม่ยึด" หากศาลสั่งยึด จะ "ยึดทั้งหมด" หรือ "ยึดบางส่วน"

คดียึดทรัพย์ครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ นับเป็นคดีที่ 2 ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากเคยมีคำพิพากษายึดทรัพย์ นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีต รมว.สาธารณสุข มาแล้ว

การพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้วิธีเลือกองค์คณะผู้พิพากษาเป็นรายคดีโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แต่ละคดีจะมีองค์คณะผู้พิพากษารวม 9 คน องค์คณะทุกคนจะต้องเป็นผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้ พิพากษาในศาลฎีกา

หลายคนอาจอยากทราบว่า องค์คณะในคดียึดทรัพย์ครั้งประวัติศาสตร์นี้ ประกอบด้วยผู้พิพากษาท่านใดบ้าง แต่ละท่านมีประวัติและผลงานอย่างไร "กรุงเทพธุรกิจ" รวบรวมข้อมูลมานำเสนอ

1. นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา

ได้รับเลือกจากองค์คณะผู้พิพากษาให้เป็นเจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์ครั้ง ประวัติศาสตร์ โดยก่อนหน้าที่จะรับหน้าที่สำคัญ นายสมศักดิ์เคยเป็นองค์คณะพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง มาแล้ว 2 คดี คือเป็นองค์คณะพิจารณาคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษกของกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา ตกเป็นจำเลย คดีดังกล่าวนายสมศักดิ์เป็นเสียงข้างมาก 1 ใน 5 เสียงที่พิพากษาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กระทำผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 และเห็นควรให้ลงโทษจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ มีกำหนด 2 ปี

อีกคดีหนึ่งที่ นายสมศักดิ์ นั่งเป็นองค์คณะ คือคดีที่ นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย ตกเป็นจำเลยฐานทุจริตออกโฉนดที่ดินที่ ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ (เป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน) โดย นายสมศักดิ์ อยู่ฝ่ายเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ที่พิพากษาว่า นายวัฒนา กระทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 ฐานใช้อำนาจในตำแหน่ง ข่มขู่ จูงใจเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการให้ออกโฉนดที่ดินให้กับพวกของตน โดยไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย ให้จำคุก 10 ปี

นายสมศักดิ์ ยังเคยดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา และได้รับเลือกเป็นองค์คณะพิจารณาคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ขณะดำรงตำแหน่งดังกล่าว

นอกจากนั้น นายสมศักดิ์ ยังเคยเป็นประธานคณะกรรมการไต่สวนคำร้องของ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ สมัยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญปราบปรามการทุจริตของวุฒิสภา ที่กล่าวหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดที่มี พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ เป็นประธาน ว่ากระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีออกระเบียบและกำหนดค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่เป็นรายเดือนให้กับตนเอง (ขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง) ก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะรับคดีไว้พิจารณา และพิพากษาว่า กรรมการ .ป.ป.ช. ชุดดังกล่าวทั้ง 9 คนกระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 โดยพิพากษาให้จำคุกกรรมการ ป.ป.ช. คนละ 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี

2. นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา

เคยได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 หลังจากมีการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยขณะนั้น นายธานิศ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา

ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายธานิศร่วมพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทยด้วย และร่วมลงมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรคไทยรักไทย แต่นายธานิศเป็น 1 ใน 3 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการนำประกาศคณะปฏิรูป การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 27 มาใช้บังคับย้อนหลังเพื่อกำหนดโทษตัดสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคไทยรัก ไทย 111 คน เป็นเวลา 5 ปี

หลังจากสิ้นสุดหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายธานิศได้โอนย้ายกลับมาเป็นข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา เมื่อปี 2552 ทั้งยังได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว

นายธานิศ เริ่มต้นชีวิตราชการด้วยการเป็นอัยการผู้ช่วย ก่อนสอบได้เป็นผู้พิพากษา และมีความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่เรื่อยมา เคยเป็นหัวหน้าศาลจังหวัดมุกดาหาร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลภาษีอากรกลาง ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา เลขานุการศาลฎีกาในยุคที่มี นายศักดา โมกขมรรคกุล เป็นประธานศาลฎีกา เคยเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์

นายธานิศมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้พิพากษา ถือเป็นปรมาจารย์ด้านประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) เป็นผู้แต่งตำรา ป.วิอาญา และเป็นอาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นกรรมการเนติบัณฑิตยสภา

3. นายพิทักษ์ คงจันทร์ ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา

ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นองค์คณะผู้พิพากษาในคดียึด ทรัพย์แทน นายบุญรอด ตันประเสริฐ อดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ที่ขอถอนตัวจากองค์คณะ เนื่องจากป้องกันข้อครหาหลังมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง "คำพิพากษารั่ว" ในคดีทุจริตจัดซื้อกล้ายางพาราที่มี นายบุญรอด เป็นเจ้าของสำนวน

นอกจากเป็นองค์คณะพิจารณาคดียึดทรัพย์ และทุจริตจัดซื้อกล้ายางพาราแล้ว นายพิทักษ์ยังเคยได้รับเลือกเป็นองค์คณะพิจารณาสำนวนคดีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวบรวมรายชื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาให้ส่งคำร้องมายังศาลฎีกาให้ตั้งองค์คณะพิจารณา ความผิดของ ป.ป.ช.ทั้งคณะ 9 คน (ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน) กรณีถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สั่งชี้มูลความผิดนายตำรวจให้ออกจากราชการจากการสลายการชุมนุมกลุ่มผู้ ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551

4. นายพงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

เคยเป็นหนึ่งในองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว หรือคดีหวยบนดิน โดยนายพงษ์เทพเคยดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในศาลฎีกา ก่อนจะได้รับเลือกให้ร่วมเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ

5. นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา

ได้รับเลือกเป็นองค์คณะคดียึดทรัพย์แทน นายปัญญารัตน์ วิระยะวานิช ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา โดยนายอดิศักดิ์ยังเป็นองค์คณะพิจารณาสำนวนคดีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวบรวมรายชื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาให้ส่งคำร้องมายังศาลฎีกาให้ตั้งองค์คณะพิจารณา ความผิดของ ป.ป.ช.ทั้งคณะ 9 คน กรณีถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ชี้มูลความผิดให้นายตำรวจต้องออกจากราชการฐานสั่งการให้สลายการชุมนุมของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 จนมีผู้เสียชีวิตด้วย

6. ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล รองประธานศาลฎีกา

เป็นศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นปี พ.ศ. 2511 ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นองค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ปัจจุบันได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานศาลฎีกา

7. นายประทีป เฉลิมภัทรกุล ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา

ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นองค์คณะคดียึดทรัพย์ และองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพ สามิต ด้วยการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (พ.ศ. 2527) พ.ศ. 2546 แต่คดีดังกล่าวถูกสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว จนกว่าจะได้ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งหลบหนีคดีอยู่มาปรากฏตัวต่อหน้าศาลในวันพิจารณาคดีนัดแรก

8. นายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

เคยได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ปล่อยกู้ให้รัฐบาลสหภาพพม่า จำนวน 4,000 ล้านบาท เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมจากกลุ่มบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นจำเลย แต่คดีนี้ถูกสั่งจำหน่ายคดีเอาไว้ชั่วคราวเช่นกัน เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ระหว่างการหลบหนี นอกจากนี้ นายกำพล ยังเป็นหนึ่งในองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีหวยบนดินด้วย

9. นายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกา

เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกาเมื่อเดือนต.ค. 2552 ที่ผ่านมา โดยนอกจากคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวแล้ว นายไพโรจน์ยังได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นองค์คณะพิจารณา พิพากษาคดีแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิตด้วย นอกจากนั้น นายไพโรจน์ ยังเป็นกรรมการเนติบัณฑิตยสภาในพระบรมราชูปถัมภ์

ทั้งหมด คือ "9 อรหันต์" ที่จะอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ครั้งประวัติศาสตร์ในวันที่ 26 ก.พ. ซึ่งว่ากันว่าจะเป็นคดีที่ร่วมสร้างบรรทัดฐานของ "ระบบนิติรัฐ" ในประเทศไทย และส่งผลสะเทือนถึงแวดวงการเมืองไทยนับจากนี้ไป!
Continue Reading...

พจมานและลูกร่วมฟังศาลคดียึดทรัพย์ในเซฟเฮ้าส์

Suthichaiyoon.com : "คุณหญิงพจมาน" บุตรชายและบุตรสาว จะไม่ไปฟังคำตัดสินศาล โดยยืนยันไม่ออกนอกประเทศ แต่จะฟังคำตัดสินคดียึดทรัพย์ที่เซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ส่วน "ทักษิณ"ใช้วีดิโอลิงค์วอร์รูมเพื่อไทยวันพิพากษายึดทรัพย์

เลขานุการส่วนตัวเผยความเคลื่อนไหวใน ส่วนของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายนายพานทองแท้ และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวนั้น

โดยยืนยันว่า นายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา จะไม่มีการแถลงข่าว และไม่ไปฟังคำตัดสินที่ศาลฎีกาแน่นอน และจะไม่เดินทางออกนอกประเทศตามที่มีกระแสข่าวด้วย

ส่วนคุณหญิงพจมานนั้น ทีมผู้ติดตามของคุณหญิงพจมาน กล่าวว่า คุณหญิงพจมานจะไม่ไปฟังคำตัดสินของศาลในคดียึดทรัพย์ที่ศาล รวมทั้งยืนยันจะไม่เดินทางออกนอกประเทศ และจะฟังคำตัดสินร่วมลูกๆที่เซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมวีดีโอลิงค์เข้าพรรคเพื่อไทยตลอดทั้งวัน ในวันพรุ่งนี้ (26 ก.พ.) ตั้งแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป พร้อมระดมแกนนำ ส.ส.พรรค รวมตัวติดตามผลคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ที่พรรค รองหัวหน้าพรรคเผยอดีตนายกฯอาจจะออกแถลงการณ์ภานหลังคำตัดสินของศาล

นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้แถลงว่าในวันที่ 26 ก.พ.นี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ดังนั้นทางพรรคเพื่อไทยได้นัดให้คณะกรรมการบริหารพรรค ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย รวมทั้ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรี พร้อมอดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน มารวมตัวที่พรรคเพื่อไทย

เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว และเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นคดีประวัติศาสตร์จะเป็นการสะท้อนมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรม และเพื่อให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวโดยได้นัดหมายตั้งแต่เวลา 12.00 น.จนการอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น

นายคณวัฒน์ กล่าวว่า ระหว่างเกาะติดสถานการณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ จะวีดิโอลิงค์ เข้ามาพูดคุยกับแกนนำทุกคน และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย พร้อมทั้งกล่าวทักทายกับประชาชนที่สนับสนุนเข้ามาร่วมรับฟังที่พรรคเป็นระยะ ซึ่งพรรคได้เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ภายหลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะออกแถลงการณ์ นอกจากนี้ทางแกนนำและทีมกฎหมายจะได้มีความเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษาในคดีนี้ ด้วย

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลพยามสร้างสานการณ์ และเตรียมการที่เกินกว่าเหตุโดยเฉพาะการให้ข้อมูลต่างๆที่เกินจริง โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ทำให้เกิดสับสนมาก รัฐบาลทำเหมือนว่า บ้านเมืองไม่ได้ปกครองแบบประชาธิปไตย ประชาชนจะไปไหนก็ตรวจสอบ ซึ่งมวลชนที่จะมาก็เพียงเพื่อให้กำลังใจ ก็อยากให้ประชาชนดูว่ารัฐบาลทำเกินกว่าเหตุ หรือกระทบต่อการลงทุนหรือไม่ ขอฝากรัฐบาลว่าจะทำอะไรให้คำนึงเศรษฐกิจในภาพรวม

“จาก การประเมินความรู้สึกของนักลงทุน เขาสงสัยมากว่าคดีอย่างนี้ไปยึดทรัพย์เขาได้อย่างไร ซึ่งเราประเมินแล้วว่ากระทบการลงทุนอย่างมาก เพราะเขามองว่าระบบยุติธรรมเป็นไปตามหลักสากลหรือไม่ ซึ่งจะเป็นความตอกย้ำความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นเรื่อยๆ ท่านนายกฯควรทุ่มกำลังไปแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน เช่นราคาข้าวที่ตกต่ำที่ชาวนาจะมีการประท้วง” นายคณวัฒน์ กล่าว

นายคณวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า ตนได้รับคำร้องเรียนจากข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย ที่อึดอัดใจ หลังจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ที่ได้เป็นประธานเรียกประชุม กอ.รมน.จังหวัดเมื่อวันก่อน ซึ่งแทนที่นายสุเทพจะสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ป้องปราม ควบคุมดูแลสถานการณ์ แต่กลับไปสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปจัดเตรียมมวลชนไปชนกับมวลชนคนเสื้อ แดง หรือขนม็อมาชนม็อบ

นอกจากนี้ ในการประชุมดังกล่าวที่สโมสรกองทัพบก ยังมีการตัดสัญญาณโทรศัพท์ในห้องดังกล่าวเพราะกลัวว่าจะมีการดักฟังหรืออัด เทปเสียง ส่งผลให้ประชาชนทั่วบริเวณดังกล่าวใช้โทรศัพท์มือถือไม่ได้ ถือเป็นการทำและกลัวเกินกว่าเหตุ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันอ่านคำพิพากษาคดี จะเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ทางการเมือง และการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย เพราะคดีดังกล่าวไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมที่ผ่านกลไกของกฎหมายปกติ แต่มาจากการใช้กำลังใช้ยึดอำนาจแล้วอาศัยคำสั่งหัวหน้าคณะรัฐประหารออก ประกาศเพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมาย แล้วต่อมาตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่แต่ละคนต่างมีแนวคิดเป็นปฎิปักษ์กับพ .ต.ท.ทักษิณ ขึ้นมาตรวจสอบและดำเนินการ

ซึ่งผลของคำสั่งศาลในคดีนี้ จะเป็นข้อพิสูจน์ว่าระบบกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายของไทย จะยังยึดหลักกฎหมายภายใต้หลักนิติธรรมอยู่หรือไม่ ก็หวังในความยุติธรรมของศาล ส่วนผลคดีจะเป็นอย่างไร อยู่ที่ดุลยพินิจของศาล

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า ส่วนที่นายปณิธาน วัฒนยากร รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าช่วงวันที่ 25-28 ก.พ.นี้เป็น 4 วันอันตราย ซึ่งจากผลการพูดของนายปณิธานทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วน และที่สำคัญประชาชนร้องเรียนมาว่าจะมีความวุ่นวาย เพราะกระบอกเสียงของรัฐบาล จึงขอฝากคำถามถึงนายกฯว่าวันนี้นายปณิธานกำลังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่อง ใหญ่หรือไม่
Continue Reading...
 

ASTV ผู้จัดการ News

กรุงเทพธุรกิจ - ข่าวหน้าแรก

เกาะติดสื่อ ตามข่าวร้อน Copyright © 2009 WoodMag is Designed by Ipietoon for Free Blogger Template