กรุงเทพธุรกิจ : และแล้ววันพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ตกเป็นของแผ่นดินก็มาถึง
ท่ามกลางกระแสลุ้นระทึกของผู้คนทั่วบ้านทั่วเมือง คาดว่าค่ำๆ วันนี้ (26 ก.พ.) ก็คงได้รู้ผลกันแล้วว่า "ยึด" หรือ "ไม่ยึด" หากศาลสั่งยึด จะ "ยึดทั้งหมด" หรือ "ยึดบางส่วน"
คดียึดทรัพย์ครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ นับเป็นคดีที่ 2 ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากเคยมีคำพิพากษายึดทรัพย์ นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีต รมว.สาธารณสุข มาแล้ว
การพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้วิธีเลือกองค์คณะผู้พิพากษาเป็นรายคดีโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แต่ละคดีจะมีองค์คณะผู้พิพากษารวม 9 คน องค์คณะทุกคนจะต้องเป็นผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้ พิพากษาในศาลฎีกา
หลายคนอาจอยากทราบว่า องค์คณะในคดียึดทรัพย์ครั้งประวัติศาสตร์นี้ ประกอบด้วยผู้พิพากษาท่านใดบ้าง แต่ละท่านมีประวัติและผลงานอย่างไร "กรุงเทพธุรกิจ" รวบรวมข้อมูลมานำเสนอ
1. นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา
ได้รับเลือกจากองค์คณะผู้พิพากษาให้เป็นเจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์ครั้ง ประวัติศาสตร์ โดยก่อนหน้าที่จะรับหน้าที่สำคัญ นายสมศักดิ์เคยเป็นองค์คณะพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง มาแล้ว 2 คดี คือเป็นองค์คณะพิจารณาคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษกของกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา ตกเป็นจำเลย คดีดังกล่าวนายสมศักดิ์เป็นเสียงข้างมาก 1 ใน 5 เสียงที่พิพากษาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กระทำผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 และเห็นควรให้ลงโทษจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ มีกำหนด 2 ปี
อีกคดีหนึ่งที่ นายสมศักดิ์ นั่งเป็นองค์คณะ คือคดีที่ นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย ตกเป็นจำเลยฐานทุจริตออกโฉนดที่ดินที่ ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ (เป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน) โดย นายสมศักดิ์ อยู่ฝ่ายเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ที่พิพากษาว่า นายวัฒนา กระทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 ฐานใช้อำนาจในตำแหน่ง ข่มขู่ จูงใจเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการให้ออกโฉนดที่ดินให้กับพวกของตน โดยไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย ให้จำคุก 10 ปี
นายสมศักดิ์ ยังเคยดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา และได้รับเลือกเป็นองค์คณะพิจารณาคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ขณะดำรงตำแหน่งดังกล่าว
นอกจากนั้น นายสมศักดิ์ ยังเคยเป็นประธานคณะกรรมการไต่สวนคำร้องของ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ สมัยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญปราบปรามการทุจริตของวุฒิสภา ที่กล่าวหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดที่มี พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ เป็นประธาน ว่ากระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีออกระเบียบและกำหนดค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่เป็นรายเดือนให้กับตนเอง (ขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง) ก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะรับคดีไว้พิจารณา และพิพากษาว่า กรรมการ .ป.ป.ช. ชุดดังกล่าวทั้ง 9 คนกระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 โดยพิพากษาให้จำคุกกรรมการ ป.ป.ช. คนละ 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี
2. นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา
เคยได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 หลังจากมีการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยขณะนั้น นายธานิศ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา
ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายธานิศร่วมพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทยด้วย และร่วมลงมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรคไทยรักไทย แต่นายธานิศเป็น 1 ใน 3 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการนำประกาศคณะปฏิรูป การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 27 มาใช้บังคับย้อนหลังเพื่อกำหนดโทษตัดสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคไทยรัก ไทย 111 คน เป็นเวลา 5 ปี
หลังจากสิ้นสุดหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายธานิศได้โอนย้ายกลับมาเป็นข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา เมื่อปี 2552 ทั้งยังได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว
นายธานิศ เริ่มต้นชีวิตราชการด้วยการเป็นอัยการผู้ช่วย ก่อนสอบได้เป็นผู้พิพากษา และมีความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่เรื่อยมา เคยเป็นหัวหน้าศาลจังหวัดมุกดาหาร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลภาษีอากรกลาง ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา เลขานุการศาลฎีกาในยุคที่มี นายศักดา โมกขมรรคกุล เป็นประธานศาลฎีกา เคยเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์
นายธานิศมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้พิพากษา ถือเป็นปรมาจารย์ด้านประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) เป็นผู้แต่งตำรา ป.วิอาญา และเป็นอาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นกรรมการเนติบัณฑิตยสภา
3. นายพิทักษ์ คงจันทร์ ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา
ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นองค์คณะผู้พิพากษาในคดียึด ทรัพย์แทน นายบุญรอด ตันประเสริฐ อดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ที่ขอถอนตัวจากองค์คณะ เนื่องจากป้องกันข้อครหาหลังมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง "คำพิพากษารั่ว" ในคดีทุจริตจัดซื้อกล้ายางพาราที่มี นายบุญรอด เป็นเจ้าของสำนวน
นอกจากเป็นองค์คณะพิจารณาคดียึดทรัพย์ และทุจริตจัดซื้อกล้ายางพาราแล้ว นายพิทักษ์ยังเคยได้รับเลือกเป็นองค์คณะพิจารณาสำนวนคดีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวบรวมรายชื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาให้ส่งคำร้องมายังศาลฎีกาให้ตั้งองค์คณะพิจารณา ความผิดของ ป.ป.ช.ทั้งคณะ 9 คน (ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน) กรณีถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สั่งชี้มูลความผิดนายตำรวจให้ออกจากราชการจากการสลายการชุมนุมกลุ่มผู้ ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551
4. นายพงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
เคยเป็นหนึ่งในองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว หรือคดีหวยบนดิน โดยนายพงษ์เทพเคยดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในศาลฎีกา ก่อนจะได้รับเลือกให้ร่วมเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ
5. นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา
ได้รับเลือกเป็นองค์คณะคดียึดทรัพย์แทน นายปัญญารัตน์ วิระยะวานิช ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา โดยนายอดิศักดิ์ยังเป็นองค์คณะพิจารณาสำนวนคดีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวบรวมรายชื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาให้ส่งคำร้องมายังศาลฎีกาให้ตั้งองค์คณะพิจารณา ความผิดของ ป.ป.ช.ทั้งคณะ 9 คน กรณีถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ชี้มูลความผิดให้นายตำรวจต้องออกจากราชการฐานสั่งการให้สลายการชุมนุมของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 จนมีผู้เสียชีวิตด้วย
6. ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล รองประธานศาลฎีกา
เป็นศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นปี พ.ศ. 2511 ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นองค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ปัจจุบันได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานศาลฎีกา
7. นายประทีป เฉลิมภัทรกุล ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา
ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นองค์คณะคดียึดทรัพย์ และองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพ สามิต ด้วยการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (พ.ศ. 2527) พ.ศ. 2546 แต่คดีดังกล่าวถูกสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว จนกว่าจะได้ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งหลบหนีคดีอยู่มาปรากฏตัวต่อหน้าศาลในวันพิจารณาคดีนัดแรก
8. นายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
เคยได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ปล่อยกู้ให้รัฐบาลสหภาพพม่า จำนวน 4,000 ล้านบาท เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมจากกลุ่มบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นจำเลย แต่คดีนี้ถูกสั่งจำหน่ายคดีเอาไว้ชั่วคราวเช่นกัน เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ระหว่างการหลบหนี นอกจากนี้ นายกำพล ยังเป็นหนึ่งในองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีหวยบนดินด้วย
9. นายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกา
เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกาเมื่อเดือนต.ค. 2552 ที่ผ่านมา โดยนอกจากคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวแล้ว นายไพโรจน์ยังได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็นองค์คณะพิจารณา พิพากษาคดีแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิตด้วย นอกจากนั้น นายไพโรจน์ ยังเป็นกรรมการเนติบัณฑิตยสภาในพระบรมราชูปถัมภ์
ทั้งหมด คือ "9 อรหันต์" ที่จะอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ครั้งประวัติศาสตร์ในวันที่ 26 ก.พ. ซึ่งว่ากันว่าจะเป็นคดีที่ร่วมสร้างบรรทัดฐานของ "ระบบนิติรัฐ" ในประเทศไทย และส่งผลสะเทือนถึงแวดวงการเมืองไทยนับจากนี้ไป!
ข่าวเด่น ข่าวร้อนวันนี้ : กรุงเทพธุรกิจ
26 กุมภาพันธ์ 2553
ลุ้นระทึกคำพิพากษา คดียึดทรัพย์7.6หมื่นล้าน
Author: Admin.
| Posted at: 08:08 |
Filed Under:
กรุงเทพธุรกิจ,
ข่าวการเงิน,
ข่าวการเมือง,
คดี 76000 ล้าน,
ทักษิณ
|
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
0 comments:
แสดงความคิดเห็น