ข่าวเด่น ข่าวร้อนวันนี้ : กรุงเทพธุรกิจ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุรยุทธ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุรยุทธ์ แสดงบทความทั้งหมด

21 มกราคม 2553

อวสาน "เขายายเที่ยง" ยึดคืน!

กรุงเทพธุรกิจ : หลังจาก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ก็เริ่มมีการจุดประเด็นเรื่องที่ดินบนเขายายเที่ยงขึ้นมา โดยคนใกล้ชิด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อ้างว่ามีโบกี้รถไฟจำนวน 4 ตู้ อยู่ภายในบ้านพักบนเขายายเที่ยง กระทั่ง พล.อ.สุรยุทธ์ ต้องเปิดแถลงข่าว พร้อมกับพาคณะสื่อมวลชนไปพิสูจน์ถึงสถานที่จริง โดยเฉพาะประเด็นโบกี้รถไฟ แท้ที่จริงแล้ว เป็นแค่รถไฟจำลอง เนื่องจากเจ้าตัวชื่นชอบรถไฟ

ในที่สุด กรณีที่ดินบนเขายายเที่ยง ก็ได้กลายเป็น "บาดแผล" ติดตัว พล.อ.สุรยุทธ์ และถูกสะกิดให้เจ็บแสบอยู่ทุกคราว เมื่อเกิดปมขัดแย้งทางการเมืองขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น ความเคลื่อนไหวหลายๆ ครั้ง ดำเนินการโดยกลุ่มคนเสื้อเหลืองด้วยซ้ำ

ย้อนกลับไปตอนนั้น ปัญหาใหญ่มาจากการจัดสรรอำนาจ และผลประโยชน์หลังการรัฐประหารไม่ลงตัว กลุ่มเสื้อเหลืองที่ลงทุนลงแรงถึงขั้นปักหลักชุมนุมประท้วง 193 วัน กลับได้รับการตอบแทนน้อยอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะเก้าอี้รัฐมนตรีและเก้าอี้ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

การจุดประเด็นช่วงแรกๆ ดูเหมือนจะยังจุดไม่ติด ก็เพราะภาพของ พล.อ.สุรยุทธ์ ได้รับความเชื่อถือจากสังคมว่าเป็น "คนดี" เป็นถึงองคมนตรี ขณะที่เจ้าตัวเองก็ใช้ "ลูกอ้อน" พูดต่อสาธารณะทำนองปลงชีวิตแล้ว...ไม่ใช่คนดีอย่างที่สังคมเห็น แต่เป็นแค่คนเลวที่กลับตัวแล้วเท่านั้น

กระทั่ง 27 ธันวาคม 2549 พล.อ.สุรยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ย้ำชัดที่ดินบนเขายายเที่ยง มีการเสียภาษีบำรุงพื้นที่ถูกต้อง โดย พ.อ.คุณหญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยา เป็นผู้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2545 พร้อมให้ตรวจสอบ เพราะเป็นบุคคลสาธารณะ ถ้าผิดก็พร้อมจะคืนให้รัฐ และถ้าเสียหายต่อการบริหารราชการแผ่นดิน หากต้องให้รับผิดชอบ ก็พร้อมรับผิดชอบทางการเมือง

กระทั่งปลายรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ที่มีความขัดแย้งกับ สนช. ภายใต้การนำของ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จนไมตรีที่มีให้กันขาดผึง น.ต.ประสงค์ สวมบทผู้นำฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป ท่วงทำนองของการ "ซักฟอก" พล.อ.สุรยุทธ์ และที่ดินบนเขายายเที่ยงก็ถูกจุดประเด็นขึ้นอีกครั้ง โดยถูกชำแหละใน สนช.จน พล.อ.สุรยุทธ์ บอบช้ำอย่างหนัก กระทั่งหมดอายุรัฐบาล

บัดนี้...ปัญหาถือครองที่ดินเขายายเที่ยง กลุ่มเสื้อแดงได้สืบสานต่อจากกลุ่มเสื้อเหลืองมาอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นเดิมเกมรุกเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยึดคืนที่ดินเขายายเที่ยงจาก พล.อ.สุรยุทธ์ เพราะถึงแม้อัยการสีคิ้ว สั่งไม่ฟ้องพล.อ.สุรยุทธ์กับพวก ในคดีบุกรุกที่ดินเขายายเที่ยงก็ตาม แต่เกมไล่ล่าของกลุ่มเสื้อแดง ก็มิได้หยุดนิ่งอย่างที่คิด

กระทั่งกรมป่าไม้ ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ผู้ซึ่งรับผิดชอบด้านกฎหมาย รู้ดีรู้ชั่ว ว่าใครควร มิควรครอบครองที่ดินเจ้าปัญหาส่วนนี้ได้ ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องขอสำนวนจากอัยการสีคิ้ว ตั้งทีมศึกษาข้อกฎหมายใหม่

ผลสรุป...ที่หลุดออกมาวันนี้ ชัดเจนว่า อธิบดีกรมป่าไม้ทำหนังสือส่งตรงถึง พล.อ.สุรยุทธ์เอง ก่อนนั่งยันนอนยันว่า พล.อ.สุรยุทธ์เข้าข่ายไม่มีสิทธิถือครองที่ดินเขายายเที่ยง เพราะไม่ได้เป็นการตกทอดทางทายาท จำเป็นต้องให้ พล.อ.สุรยุทธ์และบริวารออกจากพื้นที่ทั้งหมด ภายใน 30 วัน

จริงๆ แล้ว มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2518 ชัดเจนว่า ให้กรมป่าไม้ดำเนินการปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติเขายายเที่ยง เพื่อจัดสรรที่ดินให้ราษฎรทำกินครอบครัวละไม่เกิน 15 ไร่ (ให้ทำกินครอบครัวละ 14 ไร่ 2 งาน และให้เป็นที่อยู่อาศัยอีก 2 งาน) โดยมีเงื่อนไข คือ "ไม่ให้กรรมสิทธิ์ แต่ให้สิทธิครอบครองตกทอดถึงทายาทโดยธรรมได้เป็นการถาวร" ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้นายทุนครอบครองโดยวิธีกว้านซื้อ

กรมป่าไม้ ได้ออกใบอนุญาตชั่วคราวให้ราษฎรเข้าอยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยตั้งในรูป "หมู่บ้านป่าไม้ " ขณะที่ "นายเบ้า สินนอก" และบุตรเขย ก็ได้รับการจัดสรรที่ดินคนละ 15 ไร่ รวม 30 ไร่ และได้มีการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บท. 5) ตลอดมาตั้งแต่ปี 2520-2538

ถ้าคิดให้ถี่ถ้วน มติคณะรัฐมนตรีก็มีความชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่า สิทธิของ พล.อ.สุรยุทธ์ อยู่ตรงไหน มีหรือไม่มี น่าจะใช้วิจารณญาณ ที่พึงมี...พึงได้ พิเคราะห์ในสิ่งที่ครอบครองอยู่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาถึงตอนนี้

ฉะนั้น นับจากนี้ไปปัญหาที่ดินเขายายเที่ยง ต้องถือว่าถึงตอน "อวสาน"...การครอบครองสำหรับ พล.อ.สุรยุทธ์ทันที เมื่อได้รับหนังสือจากกรมป่าไม้แล้ว

พล.อ.สุรยุทธ์ ควรประกาศคืนที่ดินผืนนี้เสียเถอะครับท่าน... เพราะถึงอย่างไร สังคมก็ให้อภัยท่านอยู่ดี อย่าปล่อยให้เสื้อแดงและสังคมไล่บี้อีกเลย!

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง พล.อ.สุรยุทธ์ จาก กรุงเทพธุรกิจ
Continue Reading...

20 มกราคม 2553

จาก YPD ถึงนายกฯ “สังคมไทยไม่ได้ขัดแย้งกันด้วยที่ดินแปลงเดียว”

ประชาไท : ต้องบอกว่าข้อเขียนนี้ไม่ใช่แถลงการณ์ นี่เป็นเพียงข้อเขียนสะท้อนความรู้สึกของเยาวชนกลุ่มหนึ่งต่อปัญหาการจัดการ ทรัพยากรที่ดินในประเทศไทยที่ล้มเหลวซ้ำซากมาตลอด จนมาถึงจุดระเบิดเมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในกรณีครอบครองที่ดินเขายายเที่ยงอย่างผิดกฎหมาย ด้วยการกล่าวอ้างว่าพล.อ.สุรยุทธ์นั้นไม่มีเจตนา จนนำมาซึ่งการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง และนายกฯ อภิสิทธิ์ต้องออกมาพูดว่า “ผมมองไม่เห็นว่าทำไมสังคมต้องมาขัดแย้งกันในเรื่องที่ดินแปลงเดียว”

ในนามของศูนย์ประสานงานเยาวชนสังคมนิยมประชาธิปไตย (Young Progressives for Social Democracy movement – YPD) ที่สนับสนุนแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย และพยายามจะผลักดันให้เกิดรัฐสวัสดิการในประเทศไทย ขอเรียนนายกฯ อภิสิทธิ์ด้วยความเคารพว่า “สังคมไทยไม่ได้ขัดแย้งกันด้วยที่ดินแปลงเดียว” แต่สังคมไทยขัดแย้งกันเพราะ “นโยบายการจัดการที่ดินของรัฐไทยที่ล้มเหลวมาตลอดทุกยุคทุกสมัย” เมื่อครั้งที่นายกฯ อภิสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ จำได้ว่านายกฯ เคยพูดถึงการดำเนินนโยบายการปฏิรูปที่ดิน แต่หนึ่งปีผ่านไป นอกจากจะยังไม่เห็นความคืบหน้าของการปฏิรูปที่ดินแล้ว ยังเกิดปัญหาการถือครองที่ดินอย่างผิดกฎหมายของพล.อ.สุรยุทธ์ ขึ้นมาตอกย้ำการเลือกปฏิบัติของรัฐไทยต่อสิทธิในการถือครองที่ดินของคนจนกับ คนรวย

สังคมไทยไม่เคยขัดแย้งกันเพราะที่ดินแปลงเดียว แต่สังคมไทยขัดแย้งกันตลอดมาเรื่องสิทธิในการถือครองที่ดินของชาวบ้านธรรมดา ซึ่งถูกละเมิดโดยทั้งรัฐและเอกชน ที่ดินอุดมสมบูรณ์จำนวนมากในประเทศไทยถูกครอบครองโดยผู้มีฐานะ ในขณะที่ประชาชนธรรมดาและเกษตรกรรายย่อยอีกจำนวนมากยังต้องดิ้นรนไปวันๆ กับการรับจ้างในที่นาของคนอื่น นอกจากนี้ชาวบ้านที่ทำมาหากินปลูกพืชทำไร่อยู่ดีๆ วันดีคืนดีกรมป่าไม้ประกาศพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ แม้ว่าจะจับจองที่ดินตรงนั้นมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษก็ต้องกลายเป็นคนบุกรุก พื้นที่ป่าสงวนเสียเฉยๆ ถ้าไม่ย้ายออกก็โดนจับ ทางเลือกของคนจนในประเทศที่ขาดนโยบายการจัดการทรัพยากรที่ดีก็อาจจะมีแค่ นั้น

ที่น่ากลัวกว่าการมีปัญหาข้อพิพาทเรื่องสิทธิในการถือครองที่ดินกับรัฐ คือการพิพาทกับเอกชน ซึ่งอาจจะกลายเป็นการท้าทายผู้มีอิทธิพลโดยไม่รู้ตัว และมักจะจบลงด้วยความตายของนักเคลื่อนไหวอยู่เสมอ อย่างเช่นกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นแทบจะพร้อมๆ กับกรณีที่ดินเขายายเที่ยง คือการสังหาร สมพร พัฒนภูมิ เกษตรกรรายย่อยไร้ที่ดินซึ่งเข้าร่วมเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมในการ กระจายที่ดิน ในกรณีการให้สิทธิที่ดิน สปก. 4-01 กว่า 1,000 ไร่ แก่บริษัทจิวกังจุ้ย จำกัด ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี อย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับนายทุนดำเนินไปจนสุดท้ายเรื่องราวก็จบลงอย่าง ที่เราคุ้นเคยกันดี

ก็อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาของบ้านเมืองนี้ไปแล้ว ที่ผู้มีอำนาจถือครองสิทธิเหนือที่ดินอย่างผิดกฎหมาย แต่อย่างไรก็ไม่มีความผิดเพราะท่านไม่ได้ตั้งใจ ในขณะนี้ที่คนธรรมดาต้องการที่ดินทำกินเพียงเล็กน้อยกลับต้องใช้ชีวิตเข้า แลก เยาวชนอย่างเราก็อาจจะต้องทำใจ ในเมื่อเลือกเกิดในประเทศที่มีรัฐสวัสดิการชั้นดี, ไม่มีการเลือกปฏิบัติทางกฎหมาย และเคารพความเท่าเทียมกันของมนุษย์ไม่ได้ แต่แม้จะเลือกสถานที่เกิดไม่ได้ แต่เราก็ขออนุญาตมีความหวังว่าเราจะทำให้มันดีกว่าเดิมได้ ดังนั้น ศูนย์ประสานงานเยาวชนสังคมนิยมประชาธิปไตยขอเสนอให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายกฯ อภิสิทธิ์

1. ดำเนินนโยบายปฏิรูปที่ดินอย่างเร่งด่วน ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และอีก 75 จังหวัดทั่วประเทศไทย กระจายการถือครองที่ดินไปสู่เกษตรกรรายย่อยอย่างเป็นธรรม บนพื้นฐานความคิดที่ว่าที่ดินคือทรัพยากรที่สำคัญของสังคม หากผู้ใดต้องการถือครองที่ดินเกินกว่าความจำเป็นที่กฎหมายกำหนด ต้องชดเชยส่วนเกินนั้นให้กับสังคมด้วยการเรียกเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าว หน้า ใครมีมากเสียมาก ใครมีน้อยจ่ายตามสัดส่วนลดหลั่นกันไป

2. พิจารณาและปฏิรูปนโยบายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วม จัดการ ทรัพยากร และการเข้าถึงสิทธิในการถือครองที่ดินของประชาชน อาทิ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ, พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า, พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ, พ.ร.บ.ป่าไม้ และมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เป็นต้น

3. ดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่พิสูจน์ได้ชัดเจนว่าถือครองที่ดินจำนวนมากโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

4. เร่งจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างนายทุนและชาวบ้านในประเด็นข้อพิพาท เรื่องที่ดินและสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าของฝ่ายที่มีอิทธิพลน้อยกว่า

5. รัฐต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนในการจัดการปัญหาข้อพิพาทในการถือครองที่ดินระหว่างประชาชนกับรัฐในทุกกรณี

หากรัฐไม่เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการจัดการที่ดินซึ่งถือเป็นทรัพยากร สำคัญที่สุดในการทำมาหากินของประชาชน และมองว่ากรณีที่ดินเขายายเที่ยงเป็นเพียงปัญหา “ที่ดินแปลงเดียว” แม้ว่าจะต่างบริบทกันอย่างสิ้นเชิง แต่เรื่องเล่าคลาสสิคนั้นมีอยู่ว่า ในปี 1948 นักศึกษาแพทย์ชาวอาร์เจนไตน์คนหนึ่ง ตัดสินใจออกเดินทางไปทั่วทวีปอเมริกาใต้ และได้เห็นความอยุติธรรมอย่างรุนแรงเรื่องสิทธิในการถือครองที่ดินทั่วทั้ง ทวีปอเมริกาใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาชู ปิชู ประเทศเปรู สิ่งที่ได้พบเจอตลอดการเดินทางครั้งนั้น นอกจากจะเปลี่ยนเด็กหนุ่มไปตลอดกาลแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับเด็กหนุ่มยังส่งผลสะเทือนไปทั่วทั้งทวีปอเมริกา ใต้และทั่วโลก...อย่างที่เรารู้กันดี

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวพล.อ.สุรยุทธ์ จาก ประชาไท
Continue Reading...

เขายายเที่ยง กับความล้าหลังทางนโยบายของรัฐไทย

ประชาไท : ผลพวงจากยุทธการเกลือจิ้มเกลือของ นปช. ที่เขายายเที่ยงเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา นั้น นอกจากจะชี้ให้เห็นภาวะไร้มาตรฐานของการบังคับใช้กฎหมายระหว่างผู้มีฐานะทาง สังคม กับสามัญชนทั่วไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นอานิสงส์สำคัญจากการเคลื่อนไหวข้างต้น คือ การเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการถือครองที่ดินในสังคมไทย ที่มีลักษณะกระจุกตัวอยู่เฉพาะคนมีฐานะทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะที่ดินในเขตป่าซึ่งมีภูมิทัศน์สวยงาม ยิ่งเป็นที่หมายตาของกลุ่มคนเหล่านี้

กรณี ปัญหาที่ดินเขายายเที่ยงมีข้อพิพาทมายาวนาน โดยชาวบ้านในพื้นที่มีการเรียกร้องต่อสู้อันเนื่องมาจากการทับซ้อนระหว่าง ที่ทำกินกับป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาเตียน เขาเขื่อนลั่น และป่าปากช่อง หมูสี กระทั่งมีมติคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ระหว่างสมัชชาคนจนกับรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2540 แต่อย่างไรก็ตาม มติครม.ดังกล่าว ถูกยกเลิกโดยมติคณะรัฐมนตรีสมัยนายชวน หลีกภัย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การแก้ไขปัญหาโดยให้ยึดหลักฐานทางราชการ เช่น แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศที่ถ่ายไว้ครั้งแรก ภายหลังการสงวนหวงห้ามเป็นพื้นที่ป่าตามกฏหมายป่าไม้ครั้งแรก (นั่นคือแผนที่ดาวเทียมของกรมแผนที่ทหาร ปี พ.ศ. 2495 ที่ถ่ายไว้ครั้งแรกหลังการออกพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484) เป็น ต้น และการแก้ไขปัญหาตามมติครม.นี้ ชี้ออกมาว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการให้สิทธิ์แก่ชาวบ้านได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร (เขตลุ่มน้ำชั้น 1 บี) ตามมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดชันคุณภาพลุ่มน้ำปี พ.ศ. 2528

หากกล่าวอย่างถึงที่สุด มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนายน 2540 เป็นมาตรการทางนโยบายที่จำกัดสิทธิในการเข้าถึงที่ดินของชาวบ้านที่ถือครองทำประโยชน์มาก่อนการประกาศเขตป่าอย่างยิ่ง ซึ่ง ปัจจุบันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มติดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินในเขตป่าได้อย่าง สิ้นเชิง นอกจากนี้ มติครม. ฉบับนี้ ยังไม่มีมาตรการที่จะสร้างความมั่นคงในการถือครองที่ดินของเกษตรกรแต่อย่าง ใด ทำให้ที่ดินโดยส่วนใหญ่มีการซื้อสิทธิ์กัน และสุดท้ายก็ตกอยู่ในมือนายทุน และผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจ ดังที่กล่าวแล้ว

กล่าว โดยสรุป การแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่าของรัฐไทยจึงมีลักษณะงูกินหางมาโดยตลอด ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของสังคมปัจจุบัน อีกทั้งไม่มีมาตรการที่จะสร้างความมั่นคงในที่ดินของเกษตรกรรายย่อย เราจึงเห็นข่าวคราวการถือครองที่ดินของผู้มีชื่อเสียงในสังคมในเขตพื้นที่ ป่าอยู่ทั่วประเทศ และหากจะใช้โอกาสนี้เป็นบันไดขั้นแรกในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการจัดการ ที่ดินและทรัพยากรของสังคมไทย ควรต้องตรวจสอบการถือครองที่ดินของรัฐในทั่วประเทศ ว่าใครที่มีที่พักตากอากาศที่เขาใหญ่ เขาค้อ ภูเรือ น้ำหนาว เชียงราย เชียงใหม่บ้าง และใครที่มีมากเกินความจำเป็น ไม่ทำประโยชน์ ก็ควรนำมาเป็นของรัฐเพื่อจัดสรรให้กับเกษตรกรต่อไป

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวพล.อ.สุรยุทธ์ จาก ประชาไท
Continue Reading...

จาตุรนต์ ฉายแสง : กรณี 'เขายายเที่ยง' สะท้อนระบบยุติธรรมที่พิกลพิการ

ประชาไท : การที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ตัดสินใจยังไม่คืนที่ดินที่เขายายเที่ยงจนกว่ากรมป่าไม้จะพิจารณาเสร็จ เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมาก ทั้งยังเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมายโดยเจตนาอย่างชัดแจ้งยิ่งกว่าเดิมอีก ด้วย


“ขอ เรียนว่าจากการที่โฆษกสำนักอัยการสูงสุดได้ชี้แจงและได้รับทราบว่า คณะกรรมการกรมป่าไม้จะดำเนินการพิจารณาตามระยะเวลาที่กำหนด ตอบได้เพียงว่า ผมพร้อมจะปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อกรมป่าไม้พิจารณาว่ามีคำชี้ขาดเป็นอย่างไร พร้อมปฏิบัติตามนั้น” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี (1)

ถ้าใคร ศึกษาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องบ้างแล้วก็จะเข้าใจ ได้ไม่ยากว่าที่อัยการวินิจฉัยว่า การครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนของ พล.อ.สุรยุทธ์เป็นการกระทำผิดโดยไม่เจตนานั้น ฟังไม่ขึ้น เนื่องจาก พล.อ.สุรยุทธ์ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า ตนเองเข้าครอบครองที่ดินแปลงนี้โดยประสงค์ต่อผลอย่างชัดเจน ส่วนถ้าจะอ้างว่าไม่รู้ว่าผิดกฎหมายก็ไม่อาจอ้างได้ เพราะแม้แต่ตาสีตาสาก็ยังอ้างว่า ไม่รู้กฎหมายไม่ได้ นับประสาอะไรกับอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่แก้ปัญหาการบุกรุกป่าสงวนโดยตรงจะอ้างเช่นนั้นได้

เมื่อ อัยการวินิจฉัยว่า“ไม่เจตนา” (2) ซึ่งฟังไม่ขึ้นนั้น หากพิจาณาตามคำวินิจฉัยของอัยการก็อาจตั้งคำถามว่า ไม่เจตนาทำอะไร ที่อัยการไม่ได้พูดให้ชัดเจนคงเป็นเพราะจะได้ฟังดูดีหน่อย แต่คำตอบก็คือไม่เจตนาทำผิดกฎหมายหรือทำผิดกฎหมายโดยไม่เจตนานั่นเอง (3) ถ้าถามว่า เหตุใดจึงเห็นว่าไม่เจตนา อัยการก็คงตอบว่า เพราะขณะที่ซื้อนั้น พล.อ.สุรุยทธ์คงไม่รู้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายซึ่งก็ฟังไม่ขึ้นดังกล่าว แล้ว

คำถาม ง่ายๆ จึงมีต่อไปว่า แล้ววันนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ รู้แล้วหรือยังว่า การกระทำของตนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย คำตอบก็คือย่อมต้องรู้แน่แล้ว หรือควรจะต้องเรียกว่า ยิ่งรู้มากขึ้นกว่าเดิมแล้วว่าผิดกฎหมาย ถามต่อไปอีกว่า เมื่อรู้แล้วว่าครอบครองที่ดินอยู่โดยผิดกฎหมายแต่กลับไม่ยอมคืนที่ดินนั้น ให้แก่ทางราชการ ยังจะถือว่าเป็นการกระทำผิดโดยไม่เจตนาอยู่อีกหรือไม่ คำตอบย่อมเป็นอย่าง อื่นไปไม่ได้นอกจากต้องถือว่าเป็นการกระทำผิดโดยเจตนาอย่างสมบูรณ์ จะอ้างว่าไม่รู้อีกไม่ได้แล้ว



“ที่ ผ่านมา พล.อ.สุรยุทธ์ ​ทราบตั้งแต่ตอนซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาแล้วว่า อย่างไรก็ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของ แต่ที่ซื้อมานั้น ก็เพื่อต้องการใช้สิทธิในการทำประโยชน์​ในพื้นที่ … หาก ทางราชการมีความต้องการที่ดินแปลงนี้คืน พล.อ.สุรยุทธ์ ก็พร้อมที่จะคืนให้ทันที เพราะ พล.อ.สุรยุทธ์ มีความเคารพในกติกาของบ้านเมืองอยู่แล้ว” พล.อ.นินนาท เบี้ยวไข่มุข นายทหารคนสนิท พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐออนไลน์ (4)

การที่กรมป่าไม้จะต้องใช้เวลาอีก 60 วัน (5) (6) (7) จึงกลายเป็นเรื่องไร้เหตุผล กลายเป็นไม่มีใครรักษากฎหมาย ทั้งๆ ที่มีการกระทำผิดกฎหมายให้เห็นอยู่ทนโท่ การปล่อยให้เรื่องคาราคาซังอยู่อย่างพิลึกพิลั่นนี้ รังแต่จะทำให้เกิดความเสียหายทั้งต่อการรักษากฎหมายบ้านเมือง ตอกย้ำความไม่ยุติธรรมหรือความเป็นสองมาตรฐานอย่างชัดเจน และยังทำให้เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงเกียรติภูมิของ พล.อ.สุรยุทธ์เองที่นอกจากไม่ยอมรับผิดแล้ว ยังเย้ยกฎหมายอีกด้วย

เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นจนถึงขณะนี้เปรียบเหมือนมีคนขโมยของๆ ทางราชการไป สมมติว่าเป็นรถของกรมป่าไม้ก็แล้วกัน ปรากฏว่ามีคนรับซื้อรถคันนั้นไว้ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่าเป็นรถของกรมป่าไม้ ต่อ มามีคนไปแจ้งความตำรวจๆ สืบสวนแล้วก็ส่งเรื่องให้อัยการๆ พิจารณาแล้วเห็นว่า ผิดฐานรับซื้อของโจร แต่เห็นว่าไม่เจตนาจึงสั่งไม่ฟ้อง แต่เมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องแล้ว ผู้รับซื้อของโจรรายนี้ก็ยังใช้รถคันนั้นต่อไปได้ ถ้าปล่อยให้ทำกันอย่างนี้ได้ ต่อไปก็คงยุ่งกันใหญ่

นอกจาก เรื่องนี้ไม่ยุติลงอย่างถูกต้องตามครรลองครองธรรมแล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะบาน ปลายเสียหายมากยิ่งขึ้นไปอีก สืบเนื่องจากการอธิบายแก้ต่างโดยเพื่อนสนิทของ พล.อ.สุรยุทธ์เองที่บอกว่า ถ้าต้องเอาที่ดินคืนจาก พล.อ.สุรยุทธ์ก็ต้องเอาที่ดินคืนจากประชาชนอีกหลายหมื่นครอบครัวด้วย (8) ผู้ที่ช่วยอธิบายนี้คงคิดอย่างนั้นจริงๆ แต่คงลืมไปว่า กำลังอธิบายแทนอดีตนายกรัฐมนตรีและองคมนตรีซึ่งสังคมไทยมักได้รับการบอกเล่า ว่าเป็นคนดี มีคุณธรรมที่ไม่พึงอ้างการกระทำผิดกฎหมายของคนธรรมดาสามัญทั้งหลายมาเป็น ความชอบธรรมที่ตนจะทำผิดกฎหมายเช่นเดียวกัน ซ้ำยังไม่ต้องรับโทษใดๆ และหากตนต้องรับโทษก็ต้องลงโทษคนที่ทำผิดกฎหมายทั้งหลายให้เท่าเทียมกันด้วย

ความคิดแบบอภิสิทธิ์ชนเช่นนี้ มีผลลุกลามต่อเนื่องไปยังผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อยอีก 2 กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรก ได้แก่ ผู้ใหญ่บางคนในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สั่งการให้หาทางเอา ที่ดินคืนจากชาวบ้านหลายหมื่นครอบครัวที่บุกรุกที่ป่าสงวน กับอีกกลุ่ม คือ สื่อมวลชนบางรายที่ประกาศรณรงค์ให้เอาที่ดินที่ถูกบุกรุกคืนมา การเคลื่อนไหวของคน 2 กลุ่มนี้ ถ้าเป็นภาวะปกติก็พอเข้าใจได้ แต่เมื่อมาเกิดขึ้นเป็นเรื่องสืบเนื่องโดยตรงกับกรณีเขายายเที่ยงก็ทำให้คน รู้สึกได้ว่าเป็นการแก้แค้นแทนบุคลที่คนเหล่านี้ศรัทธายกย่องอยู่ ทำนอง ว่าบังอาจมาเอาที่ดินของท่านคืนกันได้อย่างไร ต้องสั่งสอนเสียบ้าง หากการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นจริงก็คงโกลาหลกันพอสมควร ที่สำคัญก็จะไม่แก้ปัญหาอะไร แต่กลับจะมีปัญหาตามมาอีกมาก ที่กล่าวอย่างนี้ไม่ใช่จะขัดขวางการแก้ปัญหาการบุกรุกป่าสงวน แต่เห็นว่า หากจะแก้จริงก็ต้องดูปัญหาในภาพรวมและแก้อย่างเป็นธรรมเพื่อรักษาป่าให้ได้ จริงพร้อมทั้งคำนึงถึงความสงบสุขด้วย

กรณี ที่ดินเขายายเที่ยงนี้เป็นตัวอย่างของความเป็น “สองมาตรฐาน” ของระบบยุติธรรมของประเทศไทยอีกเรื่องหนึ่ง แม้ว่าผู้ที่ทำผิดกฎหมายอาจยังไม่ถูกลงโทษโดยกระบวนการยุติธรรม แต่สังคมก็ได้พิพากษาลงโทษไปเรียบร้อยแล้ว หากมีการร้องเรียนให้พิจารณาความผิดและลงโทษผู้ที่รับผิดชอบคดีนี้ต่อไป แม้ว่าอาจจะไม่ได้ผลเนื่องจากคงหวังอะไรได้ไม่มากนักจากระบบปัจจุบัน แต่การเรียกร้องต่างๆ ที่จะมีขึ้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ อย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่า ระบบปัจจุบันพิกลพิการอย่างไรและสังคมไทยควรทำอย่างไรกับระบบที่ไม่ยุติธรรม นี้กันต่อไป

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวพล.อ.สุรยุทธ์ จาก ประชาไท
Continue Reading...

ไฟร้อนที่เขายายเที่ยง

ฐานเศรษฐกิจ : บ่ายวันอังคารที่ 12 มกราคม เป็นครั้งแรกที่พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ยอมเปิดปากให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ถึงกรณีที่ดินบนเขายายเที่ยง โดยยืนยันว่า พร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อกรมป่าไม้พิจารณาว่ามีคำชี้ขาดเป็นอย่างไร ตนพร้อมปฏิบัติตามนั้น

ซึ่งเป็นไปตามที่ผู้ใกล้ชิดเคยออกมาชี้แจงก่อนหน้านั้นแล้วว่า พล.อ.สุรยุทธ์จะขอฟังคำวินิจฉัยของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก่อน และพร้อมปฏิบัติตามคำชี้ขาดนั้น

นั่นคือยืนยันขอใช้มาตรฐานทางข้อกฎหมายเป็นเกณฑ์ในการดำเนินการเพื่อแก้ ปัญหานี้ ทั้งที่มีเสียงเรียกร้องหลายกระแส ให้พล.อ.สุรยุทธ์ ประกาศคืนการครอบครองที่ดินและบ้านพักบนเขายายเที่ยง ให้ทางราชการไปเลย โดยไม่ต้องรอการชี้ขาดของกรมป่าไม้อีก

เพราะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งกรมที่ดินจัดสรรให้ราษฎรเข้าใช้ประโยชน์ในโครงการหมู่บ้านป่าไม้ในอดีต หลายสิบปีมาแล้ว โดยมีเงื่อนไขชัดเจนว่าห้ามซื้อขาย นอกจากตกทอดแก่ทายาทเท่านั้น

เดิมเข้าใจว่าพล.อ.สุรยุทธ์อาจต้องการพิสูจน์ความถูกผิดในการไปถือครอง ที่ดินแปลงนี้ จึงยืนยันให้มีการพิสูจน์โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางอัยการและพนักงานสอบสวน ก็ได้แถลงชัดเจนในวันสุกดิบก่อนกลุ่มเสื้อแดงนัดรวมพลบุกเขายายเที่ยง สรุปแล้วว่าไม่ผิด เพราะ พล.อ.สุรยุทธ์ไม่มีเจตนาในการเข้าถือครองที่แปลงดังกล่าว เนื่องจากซื้อขายสิทธิเป็นทอดที่สามที่สี่แล้ว

แต่พล.อ.สุรยุทธ์ก็ไม่มีสิทธิครอบครองที่แปลงดังกล่าวตามประมวลกฎหมาย ที่ดิน เพราะยังเป็นที่ในเขตป่าสงวนอยู่ และให้สิทธิในการใช้ประโยชน์เฉพาะแก่ราษฎรที่ได้รับการจัดสรรหรือทายาทเท่า นั้น หรือระหว่างที่กลุ่มเสื้อแดงยังชุมนุมกดดันหน้าบ้านบนเขายายเที่ยง พล.อ.สุรยุทธ์อาจไม่ต้องการประกาศคืนที่ เพราะกลายเป็นว่าจำใจต้องทำเพราะถูกกดดันจากกลุ่มเสื้อแดง

แต่ในวันที่พล.อ.สุรยุทธ์เปิดปากเรื่องนี้กับสื่อเป็นครั้งแรก ยืนยันใช้เกณฑ์ทางกฎหมายต่อไปนั้น กลุ่มเสื้อแดงก็สลายการชุมนุมไปแล้วในเช้าวันเดียวกัน นาทีทองของการดับไฟเรื่องรุกที่เขายายเที่ยงของพล.อ.สุรยุทธ์ผ่านไป แล้วอย่างน่าเสียดาย เพราะการยืนยันรอผลสอบกรมป่าไม้อีก 60 วันนั้น กลายเป็นสองเดือนของเชื้อไฟที่จะถูกสุมฟืนเข้าใส่ได้ตลอดเวลา

ซึ่งเรื่องนี้หาใช่ความเสียหายหรือผลที่จะเกิดกับตัวพล.อ.สุรยุทธ์โดด ๆ ล้วน ๆ แต่ด้วยภูมิหลังและสถานภาพที่เป็นอยู่ ไฟกองนี้จะแผดเผาสิ่งรอบตัวไปด้วย

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ ข่าวชุมนุมเสื้อแดง จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,496 14 -16 มกราคม พ.ศ. 2553
Continue Reading...

'เสื้อแดง'จี้'มาร์ค'จับ'สุรยุทธ์'

เดลินิวส์ : 'แรมโบ้อีสาน'นำคนเสื้อแดงบุกทำเนียบฯ จี้'มาร์ค'ดำเนินคดี'สุรยุทธ์'รุกที่ป่าสงวนเขายายเที่ยง ขู่ปล่อยคาราคาซังจะแจ้งดำเนินคดีนายกฯ อีกคน

วันนี้ (20ม.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุพร อัตถาวงศ์ หรือ "แรมโบ้อีสาน"แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมด้วยสมาชิกกว่า 100 คน เดินทางไปยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เร่งดำเนินคดีกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งบุกรุกที่ป่าสงวนเขายายเที่ยง โดยมีเจ้าหน้าที่กองรับเรื่องราวร้องทุกข์เป็นตัวแทนรับมอบ

นายสุพร เปิดเผยว่า หากนายอภิสิทธิ์ ยังปล่อยให้คดีดังกล่าวคาราคาซังอยู่ ก็จะแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตามช่วงบ่ายวันนี้กลุ่มคนเสื้อแดงจะเดินทางไปติดตามฏีกาของคนเสื้อ แดง ที่สำนักราชเลขานุการ สำนักพระราชวังอีกด้วย.

ข่าว ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง ข่าวปัญหาที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ จาก เดลินิวส์ออนไลน์
Continue Reading...

เสื้อแดง ยื่นหนังสือนายกฯ เอาผิด พล.อ.สุรยุทธ์

ไทยรัฐ : กลุ่มเสื้อแดงยื่นหนังสือถึงนายกฯ บี้ดำเนินการเอาผิด “สุรยุทธ์” รุกเขายายเที่ยง ภายใน 7 วัน ขู่หากไม่ดำเนินการจะแจ้งความจับข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ แย้มแผนบุก บ้านองคมนตรีทุกคน หลังเดินทางกลับจากเขาสอยดาว ...

เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)ประมาณ 80 คน นำโดย นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ และ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่านเจ้าหน้าที่กองรับเรื่องร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้เร่งดำเนินคดีกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเขายายเที่ยง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

โดยกลุ่ม เสื้อแดงได้นำรถปราศรัยเคลื่อนที่มาจอดตั้งหน้าบริเวณประตู 5 ฝั่งตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกับปราศรัยโจมตีการทำงานของนายอภิสิทธิ์ที่ไม่ดำเนินการเอาผิดกับ พล.อ.สุรยุทธ์ โดยมี พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจู่โจมพิเศษ บก.น.1(ปะฉะดะ) และเจ้าหน้าที่สายตรวจปฏิบัติการพิเศษ หลายสิบนายมายืนควบคุมสถานการณ์

นาย สุภรณ์ กล่าวว่า มายื่นหนังสือเตือนสติ นายกรัฐมนตรีให้เร่งดำเนินการกับ พล.อ.สุรยุทธ์ ข้อหาบุกรุกป่าสวนแห่งชาติเขายายเที่ยง โดยขอให้เร่งดำเนินการภายใน 7 วัน มิเช่นนั้น กลุ่มเสื้อแดงจะไปแจ้งความจับนายกรัฐมนตรี ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นกลุ่มเสื้อแดงจะรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ขับไล่ นายอภิสิทธิ์ ออกจากตำแหน่งนายกฯ

นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มนปช. กล่าวว่า ในวันที่ 21 ม.ค. กลุ่มเสื้อแดงจะนัดประชุมแกนนำกลุ่มเพื่อหารือถึงการเดินทางไปที่สนามบิน สุวรรณภูมิ คงต้องรอมติที่ประชุมก่อนว่า จะเดินทางไปหรือไม่ แต่มีแนวโน้มว่าจะเดินทางไป ซึ่งการเดินทางไปครั้งนี้ไม่ใช่การไปปิดสนามบิน ก่อความวุ่นวาย จะไม่มีการปิดการจราจร แต่จะไปนั่งแถลงข่าวและชูป้ายอยู่ริมถนน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ชาวโลกเห็นว่า ประเทศไทยไม่มีความยุติธรรมเพราะไม่สามารถดำเนินคดีใดๆกับกลุ่มที่ปิดสนาม บินได้ โดยจะไปเพียง 1 ชั่วโมง ก็จะสลายตัวกลับทันที และกลุ่มเสื้อแดงที่ไป ก็มีจำนวนไม่มาก

ส่วนกิจกรรมการเคลื่อนไหว ของกลุ่มเสื้อแดงนั้น หลังจากเดินทางกลับจากการไปชุมนุมที่เขาสอยดาว จ.จันทบุรี ในวันที่ 23-24 ม.ค. แล้ว ตนจะนำกลุ่มเสื้อแดงไปชุมนุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)เพื่อทวงถามความ คืบหน้าคดีปิดสนามบินที่ยังไม่มีการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย เปรียบเทียบกับการดำเนินคดีกับตนที่ตำรวจพยายามถอนประกันและออกหมายจับ

นายอริ สมันต์ กล่าวว่า หลังจากเดินทางไป สตช. แล้ว กลุ่มเสื้อแดงมีแผนจะเดินทางไปที่บ้านองคมนตรีทุกคน เพื่อถามถึงสิ่งที่ พล.อ.สุรยุทธ์ บุกรุกเขายายเที่ยง ว่า องคมนตรีแต่ละคนมีความเห็นอย่างไร โดยจะรวบรวมความเห็นขององคมนตรี ทุกคนมาแถลงข่าวให้ทราบ จากนั้น กลุ่มเสื้อแดง จะยื่นถวายรายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ทรงทราบว่า คนใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทฯกระทำในสิ่งที่ไม่บังควร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเป็นองคมนตรีต่อไป จากนั้นสังคมจะตัดสินอย่างไรก็เป็นเรื่องของสังคม เพราะถือว่าได้ดำเนินการมาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว

ข่าว ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง ปัญหาที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวพล.อ.สุรยุทธ์ จาก ไทยรัฐออนไลน์
Continue Reading...

19 มกราคม 2553

บันได 3 ขั้น ทำลายอำมาตย์

กรุงเทพธุรกิจ : การรุกคืบและเกาะติดประเด็นที่ดินบ้านพักเขายายเที่ยง ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี โดยกลุ่มคนเสื้อแดง ประหนึ่งว่าคนเหล่านี้เป็นกระบวนการยุติธรรมที่ตัดสินความผิดองคมนตรี ท่านนี้จนสิ้นกระแสความแล้ว เป็นหนึ่งในแผนการบันได 3 ขั้นทำลายอำมาตย์และรัฐบาลประชาธิปัตย์

บันได 3 ขั้นที่เริ่มจากการทำทุกวิถีทางเพื่อให้กลุ่มอำมาตย์ ออกมาตอบโต้ให้ได้ และถ้าหากออกมาตอบโต้ อาทิเช่น คนแวดล้อม พล.อ.สุรยุทธ์ หรือคนใกล้ชิด พล.อ.เปรม ออกมาพูด จะมีการแปรเจตนาและคำพูดเพื่อให้คนเสื้อแดงรู้สึกชิงชัง และลุกฮือขึ้นมาโค่นล้ม เป็นการระดมคนที่โกรธแค้นจากการปฏิบัติไม่ทัดเทียมกันกรณีเขายายเที่ยง

แผนขั้นที่สอง ต้องเร่งปรับขบวนการภายในระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดง กับ ส.ส.เพื่อไทย โดย "ทักษิณ" ต้องอธิบายให้ ส.ส.เพื่อไทย เข้าใจจุดประสงค์ของการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง และเข้าใจเป้าหมายที่แท้จริงของการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง เนื่องจาก ส.ส.จำนวนมากในพรรคเพื่อไทย หวาดกลัวว่า ถ้าสถานการณ์ "ตีบตัน" ทหาร จะใช้สถานการณ์ความวุ่นวายเข้ามาทำรัฐประหาร และใช้อำนาจพิเศษบริหารประเทศ

ขณะนี้หากจับอาการ การเคลื่อนไหวของผู้มีอำนาจและมีบารมี จะพบการ "ดื้อแพ่ง" และ "ดื้ออาญา" ของ พล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งตกอยู่ในสถานภาพ "คนเชียร์แขก" ให้กับกลุ่มเสื้อแดงออกมาชุมนุมและก่อความวุ่นวาย นำไปสู่การทำรัฐประหาร

หรือสถานการณ์ที่สอง คือ การเคลื่อนไหวที่มีนัยซ่อนเร้นของ "บรรหาร ศิลปอาชา" ซึ่งต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะเป็นประเด็นที่เป็นเงื่อนไขให้เกิดการชุมนุมต่อต้าน ครั้งใหญ่ แต่ "บรรหาร" ต้องตัดสินใจเดินเกมนี้เพราะรู้แน่ชัดว่า หากเกิดการชุมนุมคัดค้าน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างแน่นอน

แล้วคนอย่าง "บรรหาร" ที่เพิ่งโดนตัดสิทธิทางการเมือง 1 ใน 5 ปี จึงหวังจะมีกระบวนการพิเศษ ซึ่งนักการเมือง อาจจะใช้ช่วงจังหวะนี้เจรจาให้นิรโทษกรรมความผิดทางการเมืองทั้งหมด และเมื่อได้รับการนิรโทษกรรมแล้ว จึงไปที่ขั้นเรียกร้องกระบวนการพิเศษ คืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว อาจจะเกิดการเลือกตั้งใหม่ภายในหนึ่งปีหรือสองปี โดยอำนาจที่ผ่านจากการเลือกตั้ง ก็จะตกมาอยู่ที่นักการเมืองซึ่งเคยโดนตัดสิทธิทางการเมือง

มาที่บันไดขั้นที่สาม นั่นคือ คนเสื้อแดงต้องการคนที่มาแบ่งสรรผลประโยชน์ให้ลงตัวระหว่าง กลุ่มแกนนำ ระดับปฏิบัติการ และผู้ลงมือก่อเหตุ เพราะฉะนั้น คนที่กุมสภาพทุนของคนเสื้อแดง ต้องรีบจัดการเคลียร์เรื่องนี้โดนด่วนเพื่อไม่ให้เกิดการผิดใจกัน

เมื่อแผนสามขั้น "ลงตัว" การที่แกนนำบอกว่าจะระดมมวลชนได้เป็นล้านคนนั้น ในเชิงยุทธศาสตร์ ย่อมมีการเตรียมคนประมาณ 6-7 พันคน โดยจะไม่เข้ามาร่วมชุมนุมในใจกลางกรุงเทพฯ แต่จะอยู่รอบๆ กรุงเทพฯ ประจำตามตรอก ซอก ซอย ของกรุงเทพฯ รอบนอก

คนกลุ่มนี้จะรอเวลาให้ทหารเข้าไปล้อมปราบ สลายการชุมนุมของผู้ที่ชุมนุมใจกลางเมือง

คนกลุ่มระดับลงมือก่อเหตุ จะแยกเป็นกลุ่มๆ ละ 50-100 คน เริ่มปฏิบัติการ เผา ทุบทำลายไฟแดง ทำลายสัญลักษณ์ที่เป็นอำนาจรัฐ เมื่อนั้นจะเกิดการปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด

โดยขณะนี้ที่อยู่บ้านรัฐมนตรีทุกคน บ้าน ส.ส.คนสำคัญในพรรคประชาธิปัตย์ บ้าน กกต. บ้าน ป.ป.ช.มีการแจกจ่ายไปถึงระดับหัวของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้แล้ว

ภาวนาว่าที่เขียนมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องจริง ขอให้เป็นเพียงสิ่งที่ผมแค่คิดไปเอง

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ข่าวชุมนุมเสื้อแดง จาก กรุงเทพธุรกิจ
Continue Reading...

17 มกราคม 2553

“ไอ้กี้ร์” ป่วนอีกบุกกองปราบฯ แจ้งจับ “สุรยุทธ์” รุกเขายายเที่ยง

ASTV ผู้จัดการ : วันนี้ (17 ม.ค.) เมื่อเวลา 10.00 ที่ กองปราบปราม นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วยคนเสื้องแดงกว่า 100 คนเดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.แมน รัตนโมรา พนักงานสอบสวน (สบ 3 ) กก.3 บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องค์มนตรี และพ.อ.(หญิง) ท่านผู้หญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยา ตาม ความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ของ และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 ห้ามมิให้ผู้ใดเข้ายึดถือหรือครอบครองเพื่อป่าตนเองหรือผู้อื่น กรณีที่ พล.อ.สุรยุทธ์ และภรรยาที่ร่วมกันถือครองที่ดินในพื้นที่หมู่ 6 บ้านเขายายเที่ยง ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ

นายอริสมันต์กล่าวว่า การกระทำของ พล.อ.สุรยุทธ์ และภรรยา ที่บุกรุก ป่าสงวนสร้างบ้านพักบนเขายายเที่ยงนั้น ทำให้สภาพป่าและต้นน้ำลำธารเกิดความเสียหาย เป็นเหตุให้เกิดความแห้งแล้งและภัยพิบัติ ประชาชนและประเทศชาติได้รับความเดือดร้อน ตนจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามให้ดำเนินคดีอาญาต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ และภริยา รวมทั้งบริวารให้ได้รับโทษทางกฏหมายอย่างถึงที่สุด และให้ดำเนินการยึดคืนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของรัฐพร้อมเรียกค่าเสียหายใน อัตราสูงสุดด้วย

นายอริสมันต์กล่าวต่อว่า ที่ดินดังกล่าวแต่เดิมเป็นของนายเบ้า สินนอก หรือพระเบ้า อัคคจิตโต พระวัดหลวงราชบำรุง ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ต่อมาพระเบ้าขายให้นายนพดล พิทักษ์วานิชย์ เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ก่อนขายต่อให้นายทหารคนสนิท พล.อ.สุรยุทธ์ และโอนมาให้ พ.อ.(หญิง) ท่านผู้หญิงจิตรวดี เมื่อปี 2545 ซึ่งทางเราพยามยามตามหาบุคคลทั้งสองมาเป็นพยาน จากการตรวจสอบเบื้งอต้นพบว่าลูกน้อง พล.อ.สุรยุทธ์ ข่มขู่บีบบังคับเอาที่ดินบนเขายายเที่ยงโดยไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว อย่างไรก็ตาม วันที่ 18 ม.ค.นี้ ตนจะนำคนเสื้องแดงนับพันคนเดินทางไปรัฐสภา หรือทำเนียบองคมนตรี เพื่อถามคณะองคมนตรีว่ามีความคิดเห็นอย่างไรหรือรู้สึกอย่างไรกับกรณีบุกรุก เขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์ เบื้องต้น พนักงานสอบสวนรับเรื่องไว้ก่อนส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ ข่าวอริสมันต์ ข่าวเสื้อแดง จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์
Continue Reading...

"อริสมันต์"แจ้งจับ"สุรยุทธ์"รุกเขายายเที่ยง ขู่บุกทำเนียบองคมนตรี

Suthichaiyoon.com : "อริสมันต์"นำเสื้อแดงกว่า 100 คน แจ้งจับ"สุรยุทธ์-ภริยา"บุกรุกเขายายเที่ยง อ้างทำให้แห้งแล้งเกิดภัยพิบัติ ให้ยึดที่ดินคืนและเรียกค่าเสียหาย ขู่ 18 ม.ค.นี้พาคนเสื้อแดงบุกทำเนียบองคมนตรี

ที่ กองปราบปรามวันนี้ (17 ม.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วยคนเสื้อแดงกว่า 100 คน เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.แมน รัตนโมรา พนักงานสอบสวน (สบ3) กก.3 บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องค์มนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี และพ.อ.(หญิง) ท่านผู้หญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยา ตามความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ของ และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 ห้ามมิให้ผู้ใดเข้ายึดถือหรือครอบครองเพื่อป่าตนเองหรือผู้อื่น

กรณีที่ พล.อ.สุรยุทธ์ และภริยาที่ร่วมกันถือครองที่ดินในพื้นที่หมู่ 6 บ้านเขายายเที่ยง ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ

นายอริสมันต์ กล่าวว่า การกระทำของ พล.อ.สุรยุทธ์ และภริยา ที่บุกรุกป่าสงวนสร้างบ้านพักบนเขายายเที่ยงนั้น ทำให้สภาพป่าและต้นน้ำลำธารเกิดความเสียหาย เป็นเหตุให้เกิดความแห้งแล้งและภัยพิบัติ ประชาชนและประเทศชาติได้รับความเดือดร้อน ตนจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามให้ดำเนินคดีอาญากับ พล.อ.สุรยุทธ์ และภริยา รวมทั้งบริวารให้ได้รับโทษทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดและให้ดำเนินการยึดคืน ที่ดินดังกล่าวมาเป็นของรัฐพร้อมเรียกค่าเสียหายในอัตราสูงสุดด้วย

นายอริสมันต์ กล่าวว่า ที่ดินดังกล่าว แต่เดิมเป็นของ นายเบ้า สินนอก หรือ พระเบ้า อัคคจิตโต พระวัดหลวงราชบำรุง ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ต่อมาพระเบ้าขายให้ นายนพดล พิทักษ์วานิชย์ เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ก่อนขายต่อให้ นายทหารคนสนิท พล.อ.สุรยุทธ์ และโอนมาให้ พ.อ.(หญิง) ท่านผู้หญิงจิตรวดี เมื่อปี 2545 ซึ่งทางเราพยามยามตามหาบุคคลทั้งสองมาเป็นพยาน

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าลูกน้อง พล.อ.สุรยุทธ์ ข่มขู่บีบบังคับเอาที่ดินบนเขายายเที่ยงโดยไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว อย่างไรก็ตามวันที่ 18 ม.ค.นี้ ตนจะนำคนเสื้อแดงนับพันคนเดินทางไปรัฐสภาหรือทำเนียบองคมนตรี เพื่อถามคณะองคมนตรีว่ามีความคิดเห็นอย่างไร หรือรู้สึกอย่างไรกับกรณีบุกรุกเขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์

เบื้องต้น พนักงานสอบสวนรับเรื่องไว้ก่อนส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ ข่าวอริสมันต์ จาก Suthichaiyoon.com
Continue Reading...

16 มกราคม 2553

เมื่อ “ลุงแอ้ด” หลงเสน่ห์ “ยายเที่ยง”

ASTV ผู้จัดการ : ที่ดินเขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์เริ่มต้นขึ้นจากตัวละครสำคัญคือ นายเบ้า สินนอก ที่อพยพเข้ามาในพื้นที่เขายายเที่ยงพร้อมชาวบ้านนับร้อยครอบครัวในปี 2517 โดยทำกินด้วยการปลูกมันสำปะหลังและข้าวโพด ต่อมาเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ได้จัดสรรที่ดินดังกล่าวให้ชาวบ้านใช้เป็นที่ทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมายคนละ 14 ไร่ และจัดสรรที่ดินอีก 2 งาน ให้ใช้เป็นที่ปลูกบ้านพักอาศัย โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ 'ห้ามซื้อขาย' โดยออกใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ให้ทุกครอบครัว

และด้วยเหตุที่สภาพภูมิศาสตร์ของเขายายเที่ยงเหมาะแก่การพักผ่อนตากอากาศ จึงมีนายทุนเข้ามาติดต่อซื้อที่ ดินของชาวบ้านบนเขายายเที่ยงกันเป็นจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นคือนายนพดล พิทักษ์วานิชย์ เป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง มาขอซื้อที่ดินจำนวน 2 แปลงจากนายเบ้า แปลงแรกมีเนื้อที่ 14 ไร่ และแปลงที่ 2 มีเนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกัน หลังจากนั้นที่ดินผืนดังกล่าวก็ได้เปลี่ยนเจ้าของอีกครั้งเมื่อปี 2540 โดยนายนพดลทำสัญญาซื้อขายที่ดินให้ พ.อ.สุรฤทธิ์ จันทราทิพย์ เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท ต่อมาปี 2545 พ.อ.สุรฤทธิ์ได้โอนที่ดินดังกล่าวให้ พ.อ.หญิงคุณหญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยา พล.อ.สุรยุทธ์ และต่อมาได้ทำการปลูกสร้าง 'บ้านพักตากอากาศ' หลังที่กำลังร้อนๆ หลอนๆ อยู่ในขณะนี้

กรณี ‘เขายายเที่ยง’ ได้ถูกเปิดประเด็นขึ้นมาเป็นครั้งแรกโดยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อครั้งที่พล.อ.สุรยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี 2549 ว่ามีโบกี้รถไฟจำนวน 4 ตู้ ตั้งประดับบารมีอยู่ในบ้านพักบนเขายายเที่ยง ครั้งนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ ได้ออกมาแถลงข่าวตอบโต้ว่า บ้านพักในพื้นที่เขายายเที่ยง ไม่ได้มีโบกี้รถไฟ พร้อมย้ำว่าที่ดินดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการถือครองกรรมสิทธิ์ได้ เนื่องจากยังไม่มีเอกสารสิทธิ แต่เป็นพื้นที่ที่มีการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) ซึ่งเสียภาษีติดต่อกันมาตั้งแต่เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 โดยให้ค่าที่ดินแก่ผู้ที่ถือว่าเป็นผู้มีสิทธิ ซึ่งปัจจุบันบวชเป็นพระชื่อ เบ้า โดยมีอยู่เพียง 20 ไร่

หลังจากนั้นกรณี ‘เขายายเที่ยง’ ก็ดูเหมือนจะถูกลืมเลือนไปจากสังคม จนกระทั่งปมเขายายเที่ยงได้ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้งโดยกลุ่มคนเสื้อแดง

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์
Continue Reading...

สุรยุทธ์ ณ เขายายเที่ยง ไม่คืน ไม่ออก ไม่จบ

ASTV ผู้จัดการ : การที่ “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่ปัจจุบันสวมหมวกที่สำคัญอีกใบหนึ่งคือเป็น “องคมนตรี” ยังไม่มีความชัดเจนในการแก้ปมร้อนเรื่องบ้านพักที่ตั้งอยู่บน “เขายายเที่ยง” ให้ “สงบ” ลงด้วยตัวเองนั้น ได้ทำให้สถานการณ์ในเรื่องนี้กลับมาคุกรุ่นและกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้ง

โดยเฉพาะประเด็นคำถามเรื่อง 2 มาตรฐานที่กลุ่มคนเสื้อแดงหยิบยกมาโจมตี กระทั่งมีการปลุกระดมมวลชนให้ขึ้นไปก่อม็อบที่หน้าบ้านของพล.อ.สุรยุทธ์ก่อนที่จะสลายตัวในเวลาต่อมา

เพราะหลังจากอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องออกมา สังคมเข้าใจโดยตลอดว่า ในวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.สุรยุทธ์จะประกาศต่อสาธารณชนว่าจะขอคืนที่ดินจำนวน 21 ไร่ที่เขายายเที่ยงให้แก่กรมป่าไม้ แต่แล้วเรื่องก็กลับตาลปัตรจนสังคมคิดไม่ถึง

พล.อ.สุรยุทธ์ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยอ้างว่า ขณะนี้คณะกรรมการกรมป่าไม้กำลังดำเนินการพิจารณาตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งตนตอบได้เพียงว่า พร้อมจะปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อกรมป่าไม้พิจารณาว่ามีคำชี้ขาดเป็นอย่างไร ก็พร้อมปฏิบัติตามนั้น

หรือหมายความว่าจะยังไม่คืนในขณะนี้ จนกว่ากรมป่าไม้จะมีความชัดเจนออกมา

ขณะที่เมื่อมีการถามจี้ลงไปอีกว่า หากกรมป่าไม้ชี้ขาดให้คืนที่ดิน ยินดีจะคืนหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ก็ตอบในลักษณะเดิมว่า พร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนจะเป็นอย่างไรไม่ทราบ เพราะคณะกรรมการยังไม่มีการชี้ขาดมา

ที่น่าเศร้าใจคือ เมื่อถามว่า ทราบหรือไม่ว่าพื้นที่ที่ครอบครองมีความผิดตามกฎหมาย พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ในแง่ที่เป็นความผิดต่างๆ ตนไม่ได้ทราบในรายละเอียดมากนัก เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า เป็นเรื่องที่อาจจะมีผู้ที่กล่าวหาตน แต่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอยู่แล้ว เมื่อถึงขั้นนี้ในเรื่องความผิดตามกฎหมายคงไม่ได้ถือว่าตนเป็นผู้บุกรุก ซึ่งเป็นไปตามที่โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดได้แถลงไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนทราบเพียงแต่ผลที่แถลงไปแล้วเท่านั้น

แต่ที่น่าเศร้าใจไปกว่านั้นอีกคือ เมื่อถามว่าจะแสดงสปิริตคืนพื้นที่ก่อนที่กรมป่าไม้จะมีผลชี้ขาดหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามก่อนที่จะเดินเลี่ยงสื่อมวลชนออกไปเสียเฉยๆ

สังคมผิดหวังเป็นอย่างยิ่งจากคำตอบของพล.อ.สุรยุทธ์ เพราะสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนทัศน์ทางความคิดของบุรุษผู้นี้ว่า เป็นเช่นไร

ความผิดหวังประการแรกคือ เรื่องนี้น่าจะจบไปตั้งแต่ครั้งที่มีการหยิบยกความไม่ชอบมาพากลในการครอบครองที่ดินเขายายเที่ยงมาตั้งแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทว่า พล.อ.สุรยุทธ์ก็ปล่อยให้เรื่องนี้คาราคาซังและยืดเยื้อเรื่อยมาจนนำไปสู่การฟ้องร้องเป็นคดีความ ทั้งๆที่ พล.อ.สุรยุทธ์ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า เรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาที่ไม่จบง่ายๆ

ถ้าพล.อ.สุรยุทธ์ตัดสินใจเด็ดขาดโดย “ไม่เสียดาย” ปัญหาทุกอย่างก็จะจบไป แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ก็ไม่ทำ

ความจริงหากย้อนกลับไปตั้งแต่เมื่อครั้งที่ได้ครอบครองที่ดินผืนงามนี้ตั้งแต่แรกๆ คงต้องตั้งคำถามว่า พล.อ.สุรยุทธ์และพ.อ.คุณหญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภรรยา จะไม่รู้เชียวหรือว่า ที่ดินผืนงามที่ตนเองตัดสินใจสินใจซื้อเพื่อปลูกบ้านเล็กในป่าใหญ่นั้น สุ่มเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายเพราะตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพราะแม้แต่ “นายเบ้า สินนอก” เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันบวชเป็นพระก็ยังให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ไม่สามารถซื้อขายได้

ด้วยสามัญสำนึกแห่งวิญญูชนระดับนายพลแห่งกองทัพบก และคนที่เป็นถึงองคมนตรีแห่งสถาบันสูงสุดอันเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ย่อมรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้มีขั้นตอนอย่างไร ผิด ถูก ควร และไม่ควรแค่ไหน

มันจะเป็นไปได้ยังไงที่ พล.อ.สุรยุทธ์ที่มากด้วยสติปัญญา และความรู้ จะซื้อที่ดินบนภูเขาที่อากาศดีๆ และมีทิวทัศน์สวยสดงดงามเพื่อสร้างบ้านพักตากอากาศทั้งที จะไม่มีการตรวจสอบเอกสารหลักฐานและความเป็นมาของที่ดินอย่างละเอียดครบถ้วน และรอบคอบ

ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เมื่อทุกอย่างชี้ชัดออกมาแล้วโดยอัยการว่า พล.อ.สุรยุทธ์ไม่มีสิทธิในการครอบครองที่ดินผืนดังกล่าว เขาก็ยังไม่ได้แสดงความรับผิดชอบในทันทีทันใด เพราะไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องรอให้คณะกรรมการของกรมป่าไม้พิจารณาให้เสร็จสิ้นเสียก่อน

ทำไม พล.อ.สุรยุทธ์ถึงต้องปล่อยให้คำว่า 2 มาตรฐานดำรงอยู่ต่อไป เพราะตนเองย่อมรู้อยู่เต็มอกอีกเช่นกันว่า การที่อัยการสั่งไม่ฟ้องนั้น เป็นดุลพินิจที่มีการหรี่ตาเอาไว้ข้างหนึ่ง ขณะที่การที่กรมป่าไม้มีมติตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาตัดสินภายใต้กรอบเวลา 60 วัน ก็เป็นมติที่ “อุ้ม” และ “ช่วย” พล.อ.สุรยุทธ์อย่างโจ่งแจ้งอยู่แล้ว

การตัดสินใจของ พล.อ.สุรยุทธ์ทำให้อัยการและกรมป่าไม้ต้องแบกรับการก่นด่าในเรื่องของ 2 มาตรฐานต่อไปอีกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

“รสนา โตสิตระกูล” ส.ว.กทม. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “กรณีเขายายเที่ยง การที่ทางอัยการสูงสุดมีการตีความว่าการถือครองโดยไม่ทราบหรือไม่ได้ถือครองตั้งแต่ต้นถือว่าไม่ผิดนั้น เห็นได้ชัดว่ามีการตีความจริยธรรมทางกฎหมายในระดับไหน”

คำพูดของ ส.ว.รสนากำลังทวงถามเรื่องของความมีจริยธรรมที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย

ความผิดหวังประการที่สองคือ พล.อ.สุรยุทธ์ไม่ได้มีฐานะเป็นเพียงแค่ลูกชาย พ.ท.โพยม จุลานนท์ ผู้บัญชาการกองทัพปลดแอกแห่งประเทศไทย ไม่ได้มีฐานะเป็นเพียงแค่อดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและอดีตนายกรัฐมนตรีเท่านั้น หากแต่ยังเป็น “องคมนตรี” อีกด้วย

พล.อ.สุรยุทธ์ไม่รู้หรือว่า การที่ตนเองไม่ตัดสินใจให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น ได้ทำให้การโจมตีของกลุ่มคนเสื้อแดงในเรื่องของ 2 มาตรฐาน ในเรื่องของอำมาตย์จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ อย่างน้อยก็อีก 60 วันตามเงื่อนเวลาที่กรมป่าไม้เปิดช่องไว้

พล.อ.สุรยุทธ์ไม่รู้เลยหรือว่า เจตนาที่คนเสื้อแดงขนม็อบไปสำแดงพลังที่หน้าบ้านเขายายเที่ยงของตนเองนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร

แน่นอน ย่อมไม่ได้หมายถึงตัวพล.อ.สุรยุทธ์โดยตรง หากแต่หมายเลยให้สูงขึ้นไปกว่านั้น

ถ้า พล.อ.สุรยุทธ์ตัดสินใจคืนที่ดินเขายายเที่ยงไปในทันที ข้อเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดงที่นช.ทักษิณ ชินวัตรบงการอยู่เบื้องหลังก็จะตกไปในทันที ขณะที่สังคมก็จะยอมรับในความมีสปิริตของท่านด้วยความชื่นชม เช่นเดียวกับที่ “น้องตั๋น-จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี” แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากข้าราชการการเมืองเมื่อเกิดความผิดพลาดในการนำปฏิทินลีโอไปแจกในทำเนียบรัฐบาล

แต่ พล.อ.สุรยุทธ์กลับไม่เลือกหนทางนั้น

ความจริงถ้าจะว่าไปแล้ว การแค่คืนที่ดินเขายายเที่ยงอาจไม่เพียงพอเสียด้วยซ้ำไปกับการรับผิดชอบและแสดงสปิริตในฐานะชาติชายทหาร เพราะต้องไม่ลืมว่า ปัจจุบัน พล.อ.สุรยุทธ์เป็นองคมนตรี

ดังนั้น ปมและประเด็นนี้จะเป็นสาเหตุที่ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงรวมทั้งขบวนการล้มเจ้าหยิบยกขึ้นมาโจมตีได้อย่างต่อเนื่องพาดพิงไปถึงสถาบันองคมนตรีว่า “พล.อ.สุรยุทธ์ องคมนตรี ณ เขายายเที่ยง” ซึ่งนั่นย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ทำให้สถาบันองคมนตรีเสียหายตามไปด้วย

แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ก็ปิดหนทางในเรื่องนี้ไปเสียแล้ว เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน”

อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับปัญหาที่ดินเขายายเที่ยงนี้ สิ่งที่ พล.อ.สุรยุทธ์ต้องทำและควรทำเป็นอย่างยิ่งก็คือ คิดให้ออก ปลงให้ตก และวางให้ได้

วิญญูชนคนสมถะและชอบธรรมะอย่างท่านคงรู้ดีว่าควรตัดสินใจอย่างไร... เพราะบุรุษชาติอาชาไนย ย่อมคงไว้ซึ่งคุณธรรมและความกล้าหาญ เพื่อให้ลูกหลานได้กล่าวขานกันสืบไปทั่วแผ่นดิน!

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์
Continue Reading...

12 มกราคม 2553

'เขายายเที่ยง' แค่ไม้ขีดไฟก้านหนึ่ง

เดลินิวส์ : ในที่สุดคนเสื้อแดงก็ได้แสดงพลังชุมนุมประท้วง “2 มาตรฐาน” ที่เขายายเที่ยง โดยพุ่งเป้าไปที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ตามข้อมูลระบุว่า พล.อ. สุรยุทธ์นั้นเป็นแค่เป้าหมายขั้นต้น เพราะเป้าหมายต่อไปที่แท้จริง คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

ไม่ต้องแปลกใจหากข้อมูล “เขาสอยดาว” จะถูกโยนเป็นประเด็นออกมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีมูลความจริงที่แน่ชัดจาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยแกนนำคนเสื้อแดง

กรณี “เขายายเที่ยง” นี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ยืดเยื้อเรื้อรังและไม่มีความชัดเจนให้สังคมทราบมานานพอสมควรแล้ว

การที่ “คนเสื้อแดง” หยิบมาเป็นประเด็น มุมหนึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้ช่วยสร้างบรรทัดฐานให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

“ทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน” สังคมไทยถึงจะอยู่อย่างปกติสุขได้

หลังอัยการสูงสุดชี้แจงเหตุผลของการ “สั่งไม่ฟ้อง” พร้อมโยนให้หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงอย่างกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ดำเนินการกับที่ดินดังกล่าว

ตามข่าวระบุว่า นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ จะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 11 ม.ค. เวลา 11.00 น.

ไม่มีทางอื่นนอกจาก “ยึดที่ดิน” ดังกล่าวคืน การยึดที่ดินคืนนั้นทำได้ง่าย ไม่ยากเย็นอะไร และหากย้อนดูคำให้สัมภาษณ์ในอดีตก็จะพบว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ก็พร้อมจะคืนที่ดินหากกฎหมายห้ามไม่ให้ครอบครอง

แต่สิ่งที่กรมป่าไม้ต้องคิดไปมาก กว่านั้น คือกรมป่าไม้ต้องทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน อย่าเป็น “2 มาตรฐาน” เฉพาะในกรณีของ พล.อ.สุรยุทธ์เท่านั้น

ต้องรื้อในกรณีเดียวกับ พล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งว่ากันว่ามีอยู่ทั่วประเทศ และแทบจะส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้มีอันจะกินนักการเมืองทั้งหลายแหล่

ต้องทำโดยเท่าเทียมกัน โดยไม่สนใจว่าเป็นคนของรัฐบาลหรือเป็นคนของฝ่ายค้าน

ตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากมาย

ถ้าจะถือโอกาสนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่ดินก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี

กรณี “เขายายเที่ยง” แค่เรื่องหนึ่งเท่านั้น อย่าลืมว่าการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มีเป้าหมายใหญ่คือ “ล้มกระดาน” ไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

“เขายายเที่ยง” แค่เรื่อง ๆ หนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อนำไปสู่เรื่องถัดไปที่ใหญ่กว่านี้.

ข่าว ชุมนุมเสื้อแดง ข่าวที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ จาก เดลินิวส์
Continue Reading...

มาตรฐานองคมนตรี

คมชัดลึก : 11 มกราคม 2553 “เสื้อแดง” ได้ฤกษ์บุก “เขายายเที่ยง" เพื่อเปิดแผล "สองมาตรฐาน" ให้เหวอะหวะ เน่าเฟะ ฉาวโฉ่ต่อสายตาผู้คนในสังคม

เป้าหนึ่งคือ “ฉีกหน้ากาก” อำมาตยา ที่อาศัย “สิทธิพิเศษ" ครอบครองที่ดินในป่าสงวนแห่งชาติ ขณะที่ราษฎรจำนวนมากถูกทางการฟ้องร้องขับไล่ที่ต้องหนีกันหัวซุกหัวซุน

อีกเป้าหนึ่งคือ เขย่าความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่าง “รัฐบาล" กับ “อำมาตยา" ให้สั่นคลอน ง่อนแง่น ร้าวฉาน แตกความสามัคคี

ไม่ให้ผนึกกำลังฟาดฟัน “ระบอบทักษิณ" ได้อย่างถนัดมือ

เพราะหลังจากที่ “อัยการสูงสุด" ออกมายืนยันว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่มีสิทธิที่จะครอบครอง เรื่องถูกโยนไปให้กรมป่าไม้จัดการยึดที่กลับคืนมาเข้าระบบการจัดสรรที่ให้ แก่ราษฎรเช่นเดิม

แต่กรมป่าไม้กลับไม่กล้า “ลงดาบ"

ขณะที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ใช้แผน “นิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว"

ฟุตเวิร์ก เด้งเชือกวนไปมารอบเวที ไม่มีทีท่าจะ “ปลดชนวน” แต่อย่างใด

ยิ่งกลายเป็น “เชื้อไฟ” ให้เสื้อแดงปลุกระดมได้อย่างเมามัน

แม้คนสนิทอย่าง “พล.อ.นินทนาท เบี้ยวไข่มุก" จะออกตัวว่า "พล.อ.สุรยุทธ์" รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิในการครอบครองที่ดินผืนดังกล่าว

แต่ถามว่า ที่ก่อสร้างคฤหาสน์หลังเบ้อเริ่มเทิ่มนั้นทำไปทำไม และ พ.อ.หญิง ท่านผู้หญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยา พล.อ.สุรยุทธ์ เสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือ ภ.บ.ท.5 มาตั้งแต่ปี 2545 นั้น จ่ายเพื่ออะไรกัน หากไม่หวังจะครอบครองดังที่กล่าวอ้าง

แน่นอนว่า หากมองย้อนกลับไปในวันที่ “พล.อ.สุรยุทธ์” ยังไม่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การจะไปทำอะไรย่อมไม่มีใครสนใจ

แต่เมื่อโดดเข้ามาสู่ “วงจรการเมือง" แล้วยังขัดขืนต่อกฎระเบียบ ไม่ใส่ใจต่อความถูกต้องเหมาะสม ดันทุรังครอบครองผืนแผ่นดินที่ตัวเองไม่มีสิทธิ

ผลจึงลงเอยอย่างที่เห็น !!!

เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าสังคมเพิ่งจะรู้กัน แต่สมัยที่ "พล.อ.สุรยุทธ์" เป็นนายกรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็เคยตรวจสอบไว้อย่างชัดแจ้งแดงแจ๋แล้วว่าทำไม่ถูก

แต่ก็ยังคงครอบครองมาจนถึงวันนี้ !!!

กระทั่งถึงวันที่ฝ่ายตรงข้ามหยิบฉวยมาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมือง ก็ต้องบอกว่าเกิดด้วยความประมาท ที่เป็นหนทางไปสู่ความตายแท้ๆ

ประมาท เพราะไม่คิดมาก่อนว่าเป็น “องคมนตรี” แล้วจะถูกเล่นงาน

แต่การเมืองยุคนี้ต้องคิดใหม่ เพราะยุทธศาสตร์ในการทวง “นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร” กลับประเทศ มีความเข้มข้นสูง เดิมพันจึงต้องสูงตาม

ขบวนการเสื้อแดงพร้อมจะเปิดแนวรบกับคนทุกชนชั้นในสังคมไทย ที่ขัดขวางทางสวรรค์ของ "นักโทษชายทักษิณ"

วันนี้ “พล.อ.สุรยุทธ์” จะมาคิดคืนที่ดินให้แก่กรมป่าไม้ก็บอกได้เลยว่า “ไม่ทันการณ์"

เข้าตำรา “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย"

เพราะประเด็นถูกจุดกระพือตีแผ่จนกระจายไปทั่วแล้ว และก็ต้องถือว่า “โดนใจ” ชาวรากหญ้าไม่น้อย

ความรู้สึกของคนยากคนจนที่เกลียดชังภาครัฐที่ถือกฎหมายเข้าไปแย่งยึดที่ชาวบ้านที่ครอบครองมานาน มันสุมอยู่ในอกคนไทยจำนวนไม่น้อย

ดังนั้นเมื่อ “เสื้อแดง" ชูประเด็นนี้เพื่อเคลื่อนไหว จึงได้รับเสียงตอบรับจากมวลชนระดับล่างเป็นอย่างยิ่ง ถนนทุกสายจึงมุ่งตรงไปที่เขายายเที่ยง

แต่กระนั้น...?

ถึงแม้ว่าจังหวะก้าวของ "พล.อ.สุรยุทธ์" จะช้าเกินไป แต่ก็ถือว่าสามารถลดดีกรีความร้อนแรงของกลุ่มเสื้อแดงลงได้

หากว่าเลือกหนทางประกาศ "คืนที่ดิน" อย่างเร่งด่วน เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลได้ใช้เป็นช่องทางนำไปสู่การปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ

ไม่ต้องไปรอให้กรมป่าไม้ตั้งคณะกรรมการสอบอีก 60 วัน แล้วค่อยมาว่ากันใหม่ให้เสียเวลา

เพราะนี่เป็นทางออกที่สวยงามที่สุด เนื่องจากได้ขจัด “เงื่อนไข” ของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเฉพาะคนยากคนจน ไม่ให้ลุกฮือมากกว่านี้

ยิ่งในห้วงที่ “รัฐมนตรี” ในรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ต่างทยอยกันลาออกเพื่อสร้างมาตรฐานทางการเมืองที่สูงกว่ามาตรฐานทางกฎหมาย ตามกฎเหล็กของนายกรัฐมนตรีด้วยแล้ว

คำถามจึงเกิดกับคนที่เป็น “องคมนตรี" ซึ่งสังคมให้ความเชื่อถือ และยกย่องว่ามีคุณธรรมสูงส่งกว่าพลเมืองทั่วไปตามมาอย่างช่วยไม่ได้

ถ้ามองในแง่ที่ว่า "นักการเมือง" ควรจะต้องมีมาตรฐานทางการเมืองที่สูงกว่าคนทั่วไป เพราะด้วยสถานภาพและบทบาทในสังคมที่สูงกว่า

คำถามจึงมีตามมาว่า "องคมนตรี" ควรต้องมีมาตรฐานสูงกว่านักการเมืองขึ้นไปอีกขั้นหรือไม่ ในฐานะที่มีสถานะทางสังคมที่สูงกว่าเช่นเดียวกัน

"พล.อ.สุรยุทธ์" ไม่ควรรอให้สังคมต้องทวงถามถึง "มาตรฐานองคมนตรี" ว่าเหตุใดถึงมาช้ากว่า "นักการเมือง" ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นพวกขี้ฉ้อมาแต่ไหนแต่ไร

...ไฉน "พล.อ.สุรยุทธ์" ต้องรอให้มีการกดดันกันใหญ่โตขนาดนี้ ???

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ จาก คมชัดลึก โดย ้เสถียร วิริยะพรรณพงศ
Continue Reading...

"เขายายเที่ยง" เงาสะท้อนป่าสงวน

ไทยโพสต์ - เปลว สีเงิน : นี่...ผมก็ไม่รู้จะปรารภเรื่อง "ที่ดินป่าสงวนเขายายเที่ยง" กับเจ้ากระทรวงไหนดี เพราะเจ้าภาพมีทั้ง "กรมป่าไม้" ของกระทรวงเกษตรฯ และ "กรมอุทยานแห่งชาติ" ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อดูๆ ฟังๆ แล้ว เกิดความรู้สึกว่า ถ้าไม่ออกมาแจมอะไรกับเขาบ้างในภาวะ "หน้าข้าว-หน้าเหล้า" อย่างนี้ เดี๋ยวเชยตายห่ะ...!

แต่แหม...พูดแล้วก็คันปาก ไอ้ป่าไม้กับอุทยานนี่ มันคงคนละโคตรวงศ์พงศาน่าดูเลย ไม่งั้นปราชญ์แห่งระบบงานราชการงานไทยเขาคงไม่จับแยกไปอยู่คนละกรม แถมคนละกระทรวงพิลึกกึกกืออย่างนี้

ก็คงต้องจุดธูปถามเฮียทักษิณเขาแหละ เพราะสูตรนี้มาจากเขาเมื่อครั้งเป็นใหญ่ในฐานะ "หัวหน้ารัฐบาลไทย" เขาจับกระทรวงทั้งหมดมายำใหญ่แยกเป็น ๑๙ กระทรวง แยกแล้วฉีกงานในลักษณะเดียวกันไปอยู่คนละกระทรวง สองกระทรวง บางกระทรวงตั้งขึ้นมาแล้วจนถึงทุกวันนี้ ข้าราชการเองยังงงว่า

"มันมีงานสำคัญอะไรถึงขนาดต้องแยกมาตั้งเป็นกระทรวงหว่า"?

เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นต้น นอกจากมีเก้าอี้รัฐมนตรีให้นักการเมืองนั่งแล้ว ผมก็ยังนึกไม่ออก เอ้า...ใครนึกได้มารับรางวัลไปเลย

ห้ามตอบว่า "ปลากระป๋องเน่า" นะ!?

การผ่าตัด เปลี่ยนแปลง จัดหมวดหมู่ใหม่ที่เรียกว่า "ปฏิรูประบบราชการ" นั้น แนวคิดดี แต่วิธีการมันซ่อนเล่ห์ ซ่อนเป้าหมาย หาดีแทบไม่ได้ ดูอย่างกระทรวงไอซีที เป็นตัวอย่าง

งานแรกที่ขึ้นหน้าขึ้นตาคืออะไรผมก็ไม่ทราบ แต่ที่เห็นๆ ก็คือ มีการแก้ไข-เปลี่ยนแปลงสัญญา และผลประโยชน์แบ่งรัฐในธุรกิจโทรคมนาคมหลายครั้งหลายครา ในขณะที่บริษัทเอกชนรวยตาปิด ปรากฏว่ารัฐวิสาหกิจที่เคยสร้างผลกำไรให้รัฐเป็นกอบเป็นกำคือ "องค์การโทรศัพท์"

เป็นซี่โครงไก่ต้มฟักจนถึงทุกวันนี้!

เอ้า...มาเข้าเรื่องดีกว่า ประเด็นคือ ผมอยากจะเตือนสติตั้งแต่ "หัวหน้ารัฐบาล" เรื่อยลงไปถึงระดับอธิบดีกรมป่าไม้ และอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ ว่า

"จงตั้งสติ" ให้ดีก่อนที่จะพูด และจะกำหนดมาตรการอะไรลงไป เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินป่าสงวนบริเวณเขายายเที่ยง และอีกหลายๆ แห่งทั่วประเทศ

พูดง่ายๆ คือ อย่าทำงานแบบคนบ้าจี้ หรือแบบเต่าถูกไม้แยงก้น เพราะการทำเช่นนั้น แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา แต่มีความเป็นไปได้สูงว่า การทำด้วยความกลัวม็อบ กลัวพวกเสื้อสีนั้น มันจะ "สร้างปัญหา" เพิ่มในปัญหาหนักขึ้น!

กรณีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ กับที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ไม่ใช่ ๑ ใน ๑๐๐ แต่เป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ ใน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ที่มีอยู่ทั่วประเทศขณะนี้ นี่...ผมไม่ได้ยกมาพูดในความหมายว่า "ใครๆ ก็บุกรุกป่าสงวน ฉะนั้น ไม่เห็นเป็นไรเลย"

แต่ผมยกมาชี้ให้เห็นในประเด็นว่า สมมุติเจ้าของบ้านเขายายเที่ยงไม่ได้ชื่อ "พลเอกสุรยุทธ์" หรือถึงชื่อพลเอกสุรยุทธ์ แต่ไม่ได้มาเป็นนายกฯ คมช. อันเป็นปฏิปักษ์กับทักษิณ

แล้วพวกเสื้อแดงจะยกกำลังมาเย้วๆ อย่างวันนี้มั้ย?

นั่นคือ พวกเสื้อแดงเขาใช้กรณีบ้านเขายายเที่ยงเป็นเหตุแสดงบทผู้พิทักษ์ป่าสงวน เพียงเพื่อโจมตี-ล้างแค้นเอากับพลเอกสุรยุทธ์เท่านั้น ใช่ว่าทำเพื่อป่าสงวนอันเป็นส่วนรวมก็หาไม่ และด้วยความแค้นหวังเข่นฆ่าพลเอกสุรยุทธ์เป็นหลัก ทำให้พวกเขาลืมไปว่า การยกเรื่องถือครองป่าสงวนในลักษณะนี้มาเป็นเหตุ

เหมือน "เผาป่าสงวน" ทั้งประเทศ ด้วยหวังฆ่าพลเอกสุรยุทธ์เพียงคนเดียว แต่ชาวบ้านซึ่งไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วย นับเป็นสิบล้าน-ร้อยล้านคน "พลอยซวย" ถูกไฟคลอกตายตามไปด้วย!

ด้ายที่ถูกขยุ้มสุมไว้จนยุ่งเหยิงทั้งกลุ่มนั้น ถ้าใจร้อน และไม่ใช้สติในการแก้ด้วยการค้นหา "หัวด้าย" ให้พบก่อนแล้วค่อยสาวไป ต่อให้แก้ด้วยวิธีอื่นใดๆ เอามีดมาตัด เอาปืนมายิง มันก็ไม่มีทางแก้ได้สำเร็จ

ถ้าจะว่าไปแล้ว การถือครองป่าสงวน "บ้านเขายายเที่ยง" ของพลเอกสุรยุทธ์ ท่านก็ถือครองในลักษณะสังคมตามๆ กันไป คือปล่อยปละละเลยกันมาเรื่อยๆ เหมือนการเล่นหวยใต้ดินทุกวันนี้ ทุกคนรู้ว่าผิดกฎหมาย แต่ปล่อยให้เล่นกันจนกลายเป็นการพนันคู่สังคมไทย

ในทำเนียบฯ บนโรงพัก ในรัฐสภา ก็มีคนซื้อ-ขายหวยใต้ดิน ผมเชื่ออย่างนั้น!

แต่นั่นไม่ได้เชื่อด้วยการยอมรับ แต่เชื่อความเป็นอยู่จริงซึ่ง "คู่ขนานสังคมมนุษย์" ถามว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองปราบปรามมั้ย...ก็ปราบกันทุกวัน เหมือนปราบโจร ปราบคนทำผิดกฎหมาย แต่ท่านเคยเห็นมั้ยว่ามีที่ไหนในโลก "ปราบได้สูญพันธุ์" เด็ดขาด?

การบุกรุกถือครองป่าสงวนเช่นกัน เจ้าหน้าที่ก็ปราบ คนเกิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การต้องการที่อยู่-ที่ทำกินก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตึงบ้าง หย่อนบ้าง รู้เห็นเป็นใจบ้าง บุกรุกซะเองบ้าง ไม่เว้นทั้งนักการเมือง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ

แม้กระทั่งพระที่ "ป่า" คือบ้านของท่านตามพระธรรมวินัย เมื่อสังคมเปลี่ยนไป การอยู่ป่าวิถีพระกลายเป็น "บุกรุกถือครองป่าสงวน" ในทัศนคติรัฐและชาวบ้านบางส่วนไปแล้วก็มี!?

นั่นคือ จะใช้แค่คำว่า "บุกรุกยึดครองป่าสงวน" เป็นคำชี้ขาดการกระทำในทุกกรณี จากทุกพื้นที่ จากทุกคน ไม่น่าจะสอดคล้องกับเหตุปัจจัยแห่งการเกื้อกูลบนการอยู่ร่วมกันระหว่าง ธรรมชาติกับมนุษย์และสัตว์

ทางที่ดี ควรศึกษา ควรแยกแยะ และจัดหมวดหมู่ ในแต่ละพื้นที่ แต่ละเหตุปัจจัย ควรยึดสภาพเป็นจริงอดีต-ปัจจุบัน เป็นฐาน และใช้กฎหมายประกอบในแต่ละชั้นของปัญหา และแต่ละชั้นความเป็นมาของป่าสงวนนั้นๆ

สรุปคือ ในความเห็นของผม เรื่องการยึดครองป่าสงวน ต้องไม่ตะลุยแก้โดย "ใช้กฎหมาย" ปราบ แต่ควรจะแก้โดย "บริหาร-จัดการ" ค่อยๆ แยกแยะในแต่ละพื้นที่ เพราะในขณะที่กฎหมายอันใช้ทั่วไปบัญญัติไว้ในมุมกว้าง แต่ในปัญหาจริง มันมีเงื่อนไขเป็นมุมเฉพาะของมันในแต่ละพื้นที่อยู่

นั่นคือ ใช้กฎหมายครอบจักรวาลแก้ไม่ได้ ต้องใช้ "การบริหาร-จัดการ" เป็นขบวนนำกฎหมายเพื่อแก้!

ที่ต้องอย่างนั้นก็ด้วยเหตุผลเดียว คือ ทั้งรัฐ-ทั้งราษฎร์ ร่วมกันชำเราป่า และละเลยกฎหมาย หมักหมมจนแปลงสภาพเป็น "ขนบธรรมเนียมประเพณี" เมื่อใช้กฎหมาย ก็ต้องจนใจเมื่อเจอคำว่า "ก็อยู่กันมาตั้งแต่ครั้งปู่ ย่า ตา ยาย"

ฉะนั้น การบริหารปัญหากรณียึดครองที่ดินป่าสงวนบริเวณเขายายเที่ยง ต้องศึกษาประเด็นอันเป็นเป้าหมายให้ชัด ถ้าไม่ชัด ตาลี-ตาเหลือก ลนลานสักแต่ว่าแก้เพราะกลัวพวกเสื้อแดง จะป่นปี้ยี่ยำกันไปหมดทั้งรัฐ-ทั้งราษฎร์

สมมุติให้เห็นภาพอย่างนี้ แล้วจะเห็นช่องบริหารปัญหา คือสมมุติว่า ไฟป่าไหม้บ้านพักเขายายเที่ยงจนดับไม่ได้ พวกคุณเป็นกรมป่าไม้ เป็นกรมอุทยาน จะบริหารไฟป่าที่ดับไม่ได้ด้วยวิธีไหน เพื่อให้ความสูญเสียมีน้อยที่สุด?

ก็ไม่ทราบสำหรับท่าน แต่ถ้าเป็นผม ในสภาพนั้น จะไม่เปลืองน้ำ-เปลืองคนไปดับ จะปล่อยให้บ้านเขายายเที่ยงเป็นอาหารไฟไปเลย แต่จะระดมคน ระดมน้ำทั้งหมด ไปฉีดสกัดไม่ให้ไฟลุกลาม หรือปลิวกระเด็นไปลุกไหม้กินพื้นที่ขยายวงกว้างออกไปมากกว่านั้น พูดง่ายๆ คือ ปล่อยให้ไหม้ไปหลังเดียว แต่รักษาป่า และบ้านทุกหลังเอาไว้

ดังนั้น ที่กรมป่าไม้ และกรมอุทยาน และใครต่อใคร "ประชุมด่วน" กันวานนี้ เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหานั้น ผมก็เข้าใจ เพราะสัญชาตญาณยามสติแตก คิดอะไรไม่ออก มันก็มีสูตรสำเร็จของมันอยู่ คือ ประชุม แล้วลงมติ "ตั้งคณะกรรมการสอบ"

สอบอะไร และทำไมเพิ่งมาสอบก็ไม่รู้แหละ รู้อยู่อย่างเดียว อาศัยเวลา "ดองปัญหา" ไว้ซักเดือน-สองเดือน ต่อจากนั้น เรื่องราวไปทางไหน ค่อยหันใบรับลมไปเรื่อยๆ ก็จะผ่านวัน-ปี จนถึงวาระเกษียณพ้นทุกข์-พ้นร้อนเฉพาะตัวไปเอง!

ความจริงปัญหานี้ไม่ต้องสอบ เพราะกรมป่าไม้ร่วมออกข้อสอบนี้มาเองเป็นสิบ-เป็นร้อยปีแล้ว สิ่งที่ควรทำคือ "แนวทางที่ชัดเจน" ว่าจะบริหาร-จัดการเรื่องถือครองที่ดินป่าสงวนไปแบบไหน เพื่อคลายความอึดอัด-ขัดข้องของชาวบ้านอีกมากมายที่กระวนกระวายอยู่ขณะนี้ ด้วยไม่รู้ว่า "ทางการจะเอาอย่างไร"?

ระวัง...ไม่ทำให้ชัดเจนมากเท่าไหร่ เท่ากับสุมเชื้อไฟในใจชาวบ้านมากขึ้นเท่านั้น!

ที่พวกเสื้อแดงพูดว่า "ยึดที่ดินบ้านพลเอกสุรยุทธ์ที่เดียวไม่ได้ ใครบุกรุกต้องยึดหมดทุกคน" นั้น ก็สักแต่พูดตามน้ำไปอย่างนั้น ขืนทางการทำเถรตรงยึดหมดจริงๆ พวกเสื้อแดงด้วยกันนั่นแหละ เผลอๆ อาจถูกยึดระนาว และอันที่จริง ใครยึดครองที่ดินป่าสงวนบ้างนั้น ถ้าอยากรู้จริงๆ คนเสื้อแดงถามเอาได้จาก "นายปลอดประสพ สุรัสวดี"

เพราะเขาเคยเป็น "อธิบดีกรมป่าไม้" มาก่อน สมัยที่เป็นอยู่ พลเอกสุรยุทธ์น่าจะถือครองที่ดินเขายายเที่ยงผืนนี้แล้ว แต่ทำไมอธิบดีปลอดประสพไม่กางกฎหมายจัดการฐาน "บุกรุกป่าสงวน" เสียตอนนั้น เพิ่งมารักป่ากันอีตอนพลเอกสุรยุทธ์ไม่รักนายแม้วนี่แหละนะ!?

เท่าที่ฟัง เมื่อกระบวนการกฎหมายโดยอัยการชี้ขาดออกมาแล้ว พลเอกสุรยุทธ์ท่านก็ปฏิบัติตาม ในเมื่อเป็นป่าสงวนจะเอาคืน ท่านก็คืนให้ ในขั้นตอนนี้ ผมก็อยากให้บริหารไฟที่ไหม้อยู่เฉพาะที่ตรงนี้ ไม่ควรให้ลาม

รัฐบาล หรือกรมป่าไม้ กรมอุทยาน อย่าลนลาน ด้วยการ "กางกฎหมาย" พูดคลุมเครือเรื่องยึดคืน หรือใช้กฎหมายจัดการกับชาวบ้านด้วยสาระที่ยังไม่ชัดเจน ให้ชาวบ้านเขาเกลียดพวกเสื้อแดงที่ทำให้เขาต้องเดือดร้อนโดยใช่เหตุไปฝ่าย เดียวเถอะ อย่าให้ต้องเกลียดและตั้งป้อมเผชิญหน้ากับรัฐอีกฝ่ายเลย เพราะต้องไม่ลืมว่า...

ในความผิด ๑๐๐% ของชาวบ้านที่ยึดครองป่าสงวน ครึ่งหนึ่งคือ ๕๐% ของความผิดนั้น เป็นความผิดในมาตรา ๑๕๗ ของกรมป่าไม้-กรมอุทยานด้วย ฐานละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่จนเกิดความเสียหายแก่รัฐสืบๆ กันมา.

ข่าว ชุมนุมเสื้อแดง ข่าวปัญหาที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ จาก ไทยโพสต์
Continue Reading...

11 มกราคม 2553

เสื้อแดงบุกทำลายรั้วประชิดบ้านสุรยุทธ์ แกนนำยันใช้ยุทธวิธีเกลือจิ้มเกลือทดสอบกฎหมาย

Suthichaiyoon.com : "สุพร อัตถาวงศ์"นำเสื้อแดง ใช้รถไถและเครื่องมือตัดเหล็กบุกเข้าตัดรั้วลวดหนามของเจ้าของที่ดินที่ เพิ่งสร้างเป็นแนวกั้นบริเวณใกล้หน้าบ้าน พล.อ.สุรยุทธ์ เพื่อตั้งเวทีปราศรัยประชิดบ้านองคมนตรี ประกาศใช้ยุทธวิธีชุมนุมครั้งนี้ใช้แผนเกลือจิ้มเกลือ ทดสอบการใช้กฎหมายสองมาตรฐานหรือไม่ ทางด้าน ผบช.ภ.3 ส่งกำลังพันนายเข้มรับม็อบคนเสื้อแดง 11 ม.ค. ขู่ทำผิดกฎหมายเจอดีแน่ พท.เปิดแผนนักการเมืองระดมชาวบ้านแฝงป่วน หวังจุดชนวนปะทะเปิดทางรัฐสลายชุมนุม-รวบแกนนำ

ทางด้านกรมป่าไม้นัดหารือเกณฑ์พิสูจน์สิทธิที่ดินเขายายเที่ยงวันนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาด้วยมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด

การนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 11 ม.ค. นี้ โดยพุ่งเป้าโจมตีการถือครองที่ดินบนเขายายเที่ยง ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี ได้มาโดยมิชอบ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ พล.อ.สุรยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีนั้น เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณหน้าบ้านพักของ พล.อ.สุรยุทธ์ บนเขายายเที่ยง มีตำรวจเพียง 11 นาย รักษาการณ์ห่างจากบ้านองคมนตรีประมาณ 100 เมตร

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงนำรถหกล้อติดตั้งเครื่องขยายเสียง ติดป้ายขนาดใหญ่ที่ข้างรถทั้งสองด้าน มีข้อความระบุว่า "หมู่บ้าน 2 มาตรฐาน บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 1 ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา" จอดอยู่ริมถนนมิตรภาพ บริเวณปากทางขึ้นเขายายเที่ยง ประกาศให้กลุ่มคนเสื้อแดงขึ้นไปยังจุดชุมนุม หรือให้ปักหลักรออยู่ที่เขื่อนลำตะคอง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทางขึ้นเขายายเที่ยง

ส่วนการปักหลักชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณสวนเมืองพร ห่างจากทางขึ้นเขายายเที่ยงประมาณ 400 เมตร ผู้ชุมนุมได้ตั้งเต็นท์เรียงรายจำนวนมาก มีการปักธงสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าเป็นพื้นที่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ขณะที่พ่อค้าแม่ค้านำสินค้าอุปโภคและบริโภคนานชนิดใส่รถยนต์ไปขาย บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นอกจากนี้กลุ่มคนเสื้อแดงยังนำรถไถเข้าถางป่าละเมาะ เพื่อใช้พื้นที่เป็นฐานที่มั่นและพักค้างแรม ขณะที่แกนนำใช้รถหกล้อติดเครื่องขยายเสียงเป็นเวทีปราศรัย

นายสุพร อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ฉายาแรมโบ้อีสาน กล่าวว่า ยุทธวิธีของการชุมนุมครั้งนี้ จะใช้กระบวนการเกลือจิ้มเกลือ เพื่อทดสอบการบังคับข้อกฎหมายที่ใช้สองมาตรฐาน เลือกปฏิบัติในความผิดเหมือนกันคนจน

"เราเตรียมการรถไถนาไว้กว่า 10 คัน จอบ เสียมจำนวนมาก เพื่อปรับที่ดินปักหลักสร้างที่อยู่อาศัย ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน จะกางเต็นท์ไว้นับพันหลัง จากนั้นจะตั้งหมู่บ้านคนเสื้อแดงจะได้มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองบ้าง จะใช้ชื่อหมู่บ้านสองมาตรฐาน บ้านเลขที่ 1 หมู่ 11 ซึ่งพื้นที่ ต.คลองไผ่ มีเพียง 10 หมู่ แต่เราก็จะแยกออกมาตั้งเพิ่มอีก 1 หมู่ โดยจะมีการเลือกผู้ใหญ่บ้านถูกต้องตามหลักการของกรมการปกครอง หลังจากมีการจัดสรรที่ดินเรียบร้อย" นายสุพร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมานายสุพร ได้นำพรรคพวกที่เป็นชายฉกรรจ์กว่า 10 คน นำรถไถและเครื่องมือตัดเหล็กบุกเข้าตัดรั้วลวดหนามที่เพิ่งสร้างเป็นแนวกั้น ที่ดินในบริเวณใกล้หน้าบ้าน พล.อ.สุรยุทธ์ เพื่อตั้งเวทีปราศรัยประชิดบ้านพักของ พล.อ.สุรยุทธ์

ต่อมา นายอารีฟีน วิเศษศักดิ์ ครูสอนศาสนาอิสลาม มัสยิสดารุนอามิน ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเขายายเที่ยงใต้ หมู่ 10 ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว นำชาวบ้านกว่า 30 คน นำดอกไม้มาให้แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง และเจรจาเพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบ

"โปรดอย่าใช้วิธีนำเกมการเมืองมาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เราชาวบ้าน และบ้านพักขององคมนตรีอยู่ร่วมกันมาหลายสิบปี ไม่เคยสร้างปัญหาแต่อย่างใด ควรจะหาทางออกที่ละมุนละม่อมกว่านี้" นายอารีฟีน กล่าว

สันติบาลรายงานม็อบ 6 พัน-คาดไม่ยืดเยื้อ

รายงานข่าวจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่าจากการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของหน่วยข่าวพบว่า ในช่วงสายของวันที่ 10 ม.ค. นายสุพร อัตถาวงศ์ พร้อมกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 100 คน การ์ดคุ้มกัน 60 คน ได้เดินทางมาที่ เขายายเที่ยงตรงข้ามบ้านของ พล.อ.สุรยุทธ์ พร้อมกับทำการแผ้วถางพื้นที่ตรงข้ามบ้านพักของพล.อ.สุรยุทธ์ จัดตั้งเป็นที่พักเพื่อใช้ในการชุมนุม โดยจัดตั้งพื้นที่นี้ใช้ชื่อว่า บ้านเลขที่ 1 หมู่ 11

และคาดว่าพื้นที่แห่งนี้จะใช้เป็นเวทีการปราศรัยโจมตีการถือครองที่ดินเขา ยายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์ เนื่องจากห่างจากบ้านพักของ พล.อ.สุรยุทธ์ เพียง 20 เมตรเท่านั้น นอกจากนี้การข่าวแจ้งว่าพื้นที่แห่งนี้ เจ้าของอาจจะเป็นญาติ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต รองนายกและรมต.มหาดไทย เพราะเจ้าของพื้นที่ นามสกุลวัฒนะ

รายงานข่าวแจ้งว่า กลุ่มเคลื่อนไหวที่จะเดินทางมาชุมนุมน่าจะมีประมาณ 5,500-6,000 คน ส่วนใหญ่จะเป็นมวลชนที่เดินทางมาจาก จ.อุดรธานี ของนายขวัญชัย ไพรพนา อีกกลุ่มส่วนใหญ่จะมาจากพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี เนื่องจากมีการรวมตัวกันอยู่แล้วของบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยที่ไปช่วยดูแลการ เลือกตั้งซ่อมใน จ.ปราจีนบุรี นอกจากนั้นจะมาจากหลายส่วนในภาคอีสาน และคาดว่าน่าจะชุมนุมไม่นาน เพราะมีส่วนของการเตรียมหุงหาอาหารและเครื่องนอนมาเพียงเล็กน้อย คาดว่าน่าจะชุมนุมเพียงหนึ่งวัน เช้าวันที่ 12 ม.ค. คงจะสลายตัว

ส่วนเหตุความรุนแรง รายงานข่าวแจ้งว่า ไม่น่าจะมีเพราะไม่มีเงื่อนไขอะไร ประกอบกับแกนนำที่นิยมความรุนแรง อย่างนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ก็ไม่เข้าร่วมชุมนุม เนื่องจากเกรงว่าจะถูกควบคุมตัว ส่วนกำลังของเจ้าหน้าที่ มีการปรับกำลัง จากเดิมลงเล็กน้อย โดยลดจำนวนตำรวจลงเหลือประมาณ 3,000 นาย

นอกนั้นให้เตรียมพร้อมในที่ตั้ง และสั่งยกเลิกตำรวจอาสามาร่วมทำงาน เนื่องจากเกรงว่าตำรวจอาสาจะใช้กำลังรุนแรง เมื่อถูกการยั่วยุ เพราะขาดการฝึกควบคุมฝูงชน ส่วนเจ้าหน้าที่ทหารไม่มีการส่งกำลังมาร่วมแต่อย่างใด มีเพียงหน่วยข่าวเท่านั้นที่มาสังเกตการณ์เพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา

ป่าไม้นัดถกเกณฑ์พิสูจน์สิทธิที่ดินวันนี้

นายชลธิศ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงไปปักหลักชุมนุมบนพื้นที่เขายายเที่ยง จ.นครราชสีมา ว่า ถือเป็นสิทธิที่ประชาชนสามารถทำได้ แต่ขอเตือนว่า หากผู้ชุมนุมเข้าไปทำลายป่าไม้ หรือบุกรุกเข้าไปในพื้นที่สวนป่า ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามของทางกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้

ส่วนกรณีที่ผู้ชุมนุมกล่าวหาภาครัฐดำเนินการสองมาตรฐานกรณีการครอบครอง ที่ดินเขายายเที่ยงนั้น ยังมีประชาชนอีกกว่า 450,000 ราย ในพื้นที่กว่า 5 ล้านไร่ทั่วประเทศ ที่ไม่ได้รับเอกสารสิทธิหรือรอการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินว่าอยู่ก่อน หรือหลังประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งหากพิสูจน์ว่าอยู่หลังประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวน กรมป่าไม้ก็จะหามาตรการเข้าไปบริหารจัดการ และจะปฏิบัติกับประชาชนด้วยมาตรฐานเดียวกันไม่เว้นแม้แต่กรณีของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี

รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมป่าไม้จะหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องถึงกรณีดังกล่าวในวันที่ 11 ม.ค. โดยยังคงยึดถือตามนโยบายของกระทรวง และจะนำมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2541 ในเรื่องของการพิสูจน์สิทธิถือครองที่ดินมาร่วมหารือ เพื่อแก้ไขปัญหาชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ป่าสงวน กว่า 450,000 ราย รวมถึงกรณีของ พล.อ.สุรยุทธ์ ให้มีความถูกต้องโดยจะใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด

ผบช.ภ.3 ระบุบุกรุกโดนจับแน่

ทางด้านการรักษาความปลอดภัยนั้น พล.ต.ท.เดชาวัต รามสมภพ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 (ผบช.ภ.3) สั่งกองร้อยควบคุมฝูงชน บช.ภ.3 กว่า 1,000 นาย พร้อมเตรียมที่ สภ.คลองไผ่ ห่างจากทางขึ้นเขายายเที่ยงเพียง 100 เมตร และห่างจากบ้านพักของ พล.อ.สุรยุทธ์ ประมาณ 400 เมตร โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง อดทน ระมัดระวัง และเน้นการเจรจาเป็นหลัก ส่วนตำรวจชุดมวลชนสัมพันธ์ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ บริเวณเขายายเที่ยง

นอกจากนี้ บช.ภ.3 ร่วมกับฝ่ายปกครอง จ.นครราชสีมา และกองทัพภาคที่ 2 ตั้งศูนย์อำนวยการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาการชุมนุมที่เขายายเที่ยง เพื่อประสานเรื่องการข่าว คาดว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะทยอยขึ้นไปบนเขายายเที่ยงในช่วงเย็นของวันเดียวกัน

พล.ต.ท.เดชาวัต กล่าวอีกว่า หากกลุ่มคนเสื้อแดงบุกรุก หรือกระทำผิดกฎหมาย ตำรวจจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายตามแผนกรกฎ 52 และยืนยันว่าตำรวจจะไม่มีการใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม ตำรวจทุกนายจะไม่มีการติดอาวุธ พกเพียงโล่กำบังเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น

ผบช.ภ.3 กล่าวถึงกระแสข่าวกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินอาจจะเข้ามาป่วนในพื้นที่ว่า จากการข่าวยังไม่พบการเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว

พท.ปูดแผนป่วนจุดชนวนปะทะ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวเรียกร้องให้ พล.อ.สุรยุทธ์แสดงความรับผิดชอบในการถือครองที่ดินบนเขายายเที่ยง ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง สร้างมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรมให้แก่สังคม และนักการเมือง

ส่วนการนัดชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เขายายเที่ยงวันที่ 11 ม.ค. นี้ นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ขณะนี้มีนักการเมืองในพื้นที่ได้ระดมประชาชนสายฮาร์ดคอร์ จำนวน 5,000 คน จาก บุรีรัมย์ สุรินทร์ และนครราชสีมา เพื่อแต่งตัวเป็นชาวบ้านมาคัดค้านกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อให้เกิดการปะทะกัน จากนั้นรัฐบาลจะอ้างเหตุผลเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์และจับกุมกลุ่มคนเสื้อ แดง

“หากมีเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้น รัฐบาลต้องรับผิดชอบ อย่าโยนความผิดไปให้ผู้ชุมนุม เพราะเป็นการชุมนุมโดยสงบ เพื่อให้ชาวไทยและโลกเห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นสองมาตรฐาน และเพื่อเรียกร้องคืนทรัพยากรของชาติให้กลับคืนมาเป็นของแผ่นดินอีกครั้ง เท่านั้น” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

การเมืองใหม่ชี้เป้าจริงคือ"ป๋าเปรม"

นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรคการเมืองใหม่ กล่าวว่า การบุกเขายายเที่ยงของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นเพียงเงื่อนไขเพื่อการระดมพลเท่า นั้น แท้จริงแล้วคนเสื้อแดงต้องการมุ่งไปที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นหลัก การชุมนุมในครั้งนี้ พรรคมองว่าไม่น่าเกิดความรุนแรงขึ้นได้ หากมีการรับมือที่ไม่ดีพอ ส่วนที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุตัวเลขคนที่จะเดินทางไปร่วมชุมนุมจะมีถึง 1 ล้านคนนั้น เป็นเพียงราคาคุย

เรียกร้อง"สุรยุทธ์"คืนที่ดินยุติปัญหา

นายชุมพล สังข์ทอง กรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ กล่าวว่า ที่ดินเขายายเที่ยงยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2550 อยากให้ พล.อ.สุรยุทธ์คืนที่ดินเขายายเที่ยงโดยเร็ว เพราะหากครอบครองต่อไปก็จะไม่เป็นผลดีต่อตัวเองและประเทศชาติ ซึ่งรัฐบาลต้องใช้เหตุการณ์ส่วนนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่ดินของ ประเทศไทย เพราะถึงเวลาที่จะต้องตรวจสอบผู้ที่ถือครองที่ดินทั่วประเทศไทย

ส่วนกรณีของเขายายเที่ยงเกิดจากการตรวจสอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พ.ศ. 2550 ต่อกลุ่มเกษตรกรที่ยากไร้ที่ดินไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะถูกจับกุมในพื้นที่เขายายเที่ยงแล้วมาร้องเรียนนั้น นายชุมพล กล่าวว่า การตรวจสอบก็มีขึ้น โดยส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอยืนยันว่า การตรวจสอบของ สนช.ในสมัยนั้น ไม่ได้เป็นการหาเรื่อง แต่เป็นการต้องการสร้างบรรทัดฐาน

นายประพันธ์ คูณมี ผู้อำนวยการพรรคการเมืองใหม่ กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเรื่องของที่ดินทำกินที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยรัฐบาลควรต้องพิจารณาเรื่องการออกเอกสารสิทธิให้ประชาชน เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นป่าสงวนแล้ว การออก น.ส.3 จะเป็นการช่วยประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีหลักทรัพย์ของตนเอง สามารถนำไปจำนองลงทุนพัฒนาอาชีพของตนเองได้ ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ อยากเรียกร้องรัฐบาลให้ประชาชนทำธุรกิจอื่นๆ ได้นอกเหนือจากการทำเกษตรในการใช้พื้นที่ดิน

ปชป.ชี้ข้อเรียกร้องเคลียร์จบแล้ว

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า หมดความชอบธรรมที่จะไปชุมนุมแล้ว แม้จะชุมนุมอย่างสงบก็ตาม เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อสงสัยในข้อเรียกร้องอย่างละเอียด แล้ว จึงมั่นใจได้ว่าเรื่องนี้รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการสองมาตรฐาน

ส่วนที่มีการบิดเบือนคดีอาญาเรื่องการบุกรุกที่ดิน ตามกฎหมายมีองค์ประกอบชัดเจนว่า หากไม่มีเจตนาเข้าไปแย่งการครอบครองก็ถือว่าไม่มีความผิด ซึ่งศาลก็เคยมีการพิจารณาคดีอย่างนี้ในอดีตมาแล้ว ส่วนคดีแพ่งก็ชัดเจนว่า พล.อ.สุรยุทธ์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้น มีเพียงสิทธิครอบครองจากเจ้าของที่ดินเดิมที่สละสิทธิ์ไป ดังนั้นสัญญาซื้อขายต้องเป็นโมฆะ

"กลุ่มคนเสื้อแดงอย่ามั่วหลักกฎหมาย เพื่อเป็นเหตุให้เกิดการชุมนุม และนายจตุพร พรหมพันธุ์ และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอื่นๆ ต้องรับผิดชอบในกรณีที่เกิดปัญหาคู่สัญญาอื่นๆ หยิบยกเรื่องเหล่านี้มาเป็นข้ออ้างทำให้เกิดปัญหามากขึ้น" นายสาธิต กล่าว

แฉสร้างเงื่อนไขเหมือนสงกรานต์เลือด

ส่วนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินอ้างเหตุผลสองมาตรฐานในการปลุกระดมการชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้น นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า เพื่อหวังสร้างเงื่อนไขเดียวกันกับเหตุการณ์เดือนเม.ย. ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ยอมรับว่ามีความกังวล และเป็นห่วงในเรื่องของการชุมนุม โดยเฉพาะการที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาปฏิเสธความรับผิดชอบล่วงหน้า ในลักษณะว่าหากเกิดเหตุการณ์อะไรให้ถือว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้นั้น

พรรคขอยืนยันว่า ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนยึดถือแนวทางของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในการใช้ความอดทน อดกลั้น จนถึงที่สุด ไม่ใช้กำลังในการแก้ปัญหาโดยเด็ดขาด และไม่มีการสร้างสถานการณ์ในฝ่ายรัฐอย่างแน่นอน

“พรรคประชาธิปัตย์มีความวิตกกับการยั่วยุให้เกิดปฏิกิริยากับเจ้าหน้าที่ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างเงื่อนไขไปสู่การเผชิญหน้า ความรุนแรง และความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง" นพ.บุรณัชย์ กล่าว

พันธมิตรงดคอนเสิร์ตการเมืองที่เชียงใหม่

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.เชียงใหม่ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอยกเลิกการจัดคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 9 ที่ จ.เชียงใหม่ จนกว่าสถานการณ์จะมีความพร้อม

แถลงการณ์สรุปว่า ตามที่พันธมิตรมีกำหนดจัดคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 9 ภายใต้คำขวัญ “เชียงใหม่เมืองน่าเที่ยวของไทย ใครๆ ก็มาได้” ในวันเสาร์ที่ 16 ม.ค. 2553 ณ สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี แต่จากการประเมินข่าวสารอย่างต่อเนื่อง ทำให้เมื่อวันที่ 10 ม.ค. มีการจัดประชุมคณะทำงานเพื่อประเมินสถานการณ์การเมืองจนมีมติเปลี่ยนแปลงการ จัดงาน โดยมีเหตุผลดังนี้

1. ด้านความปลอดภัย มีข่าวจากตำรวจและหน่วยงานด้านความมั่นคงว่า มีกระบวนการว่าจ้างกลุ่มมือปืน โดยนักการเมืองผู้อิทธิพลในท้องถิ่นที่เกี่ยวกับขบวนการค้ายาเสพติดและอาวุธ เถื่อน มีการทำลายกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในเขตเทศบาลจำนวนมาก รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักรบรับจ้างจากพื้นที่ชายแดน เพื่อเตรียมสร้างสถานการณ์นำไปสู่ความรุนแรงอันเป็นเป้าหมายของระบอบทักษิณ

2. ด้านสถานที่ ได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ว่าจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงเข้ามาขอใช้สถานที่ระหว่างวันที่ 13-14 ม.ค. อ้างว่าจะใช้ประกวดพลุบ้องไฟ และมีการคุกคามข่มขู่ผ่านวิทยุชุมชน

3. ด้านเป้าหมายการจัดงาน การจัดคอนเสิร์ตทางการเมือง จะต้องนำไปสู่การแสดงออกถึงไมตรีจิตของพันธมิตร และสร้างความรู้รักสามัคคีของประชาชนในชาติ ไม่ใช่นำพาไปสู่ความเกลียดชัง และการตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง

4. ด้านการเมือง เป้าหมายการเคลื่อนไหวทางการเมืองของขบวนการโค่นล้มรัฐบาลในเดือนมกราคมเป็น ต้นไป หวังจะสร้างสถานการณ์เผชิญหน้า หากพันธมิตรจัดงานคอนเสิร์ตการเมืองจะเป็นการช่วยเหลือขบวนการดังกล่าวให้มี เงื่อนไขในการเคลื่อนไหว

ประการสำคัญที่สุด ในตลอดเดือนม.ค. 2553 จะมีพระบรมวงศานุวงศ์ 4 พระองค์ มีหมายกำหนดการเสด็จมาทรงปฏิบัติพระกรณียกิจใน จ.เชียงใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนชาวไทยที่จะต้องแสดงความจงรักภักดี และไม่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการที่หวังทำลายสถาบัน

ที่มา ข่าวชุมนุมเสื้อแดง ข่าวเขา่ยายเที่ยง จาก Suthichaiyoon.com
Continue Reading...

คืนที่ดินเขายายเที่ยง จิตสำนึกของฤาษีขี่เต่า

ไทยโพสต์ : รายงาน ข่าวการนัดหมายระหว่างอธิบดีกรมป่าไม้ กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2553 ซึ่งระบุวัตถุประสงค์เพื่อการนำคืนเอกสารสิทธิ์การเป็นเจ้าของที่ดินเขายาย เที่ยง ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาเตียน-ป่าเขาเขื่อนลั่น ของอำเภอสีคิ้ว นครราชสีมา อาจจะสร้างนัยสำคัญที่แตกต่างในความเห็นและความรู้สึกของประชาชนในสังคมไทย วันนี้ โดยเฉพาะประเด็นการทอดระยะเวลาอันเนิ่นนานจนเกือบจะสายเกินการณ์ สำหรับการตัดสินใจแสดงภาวะผู้นำที่เป็นแบบอย่างที่ดีมีจริยธรรมสำนึกของความ ซื่อสัตย์ โปร่งใส และเคารพต่อกฎหมายบ้านเมืองอย่างแท้จริง แต่อย่างไรก็ดี คงไม่อาจปฏิเสธว่า การตัดสินใจแบบฤาษีขี่เต่าในครั้งนี้ดีกว่าเป็นฤาษีแค่การสร้างภาพเท่านั้น

ผลจากคำวินิจฉัยของสำนักอัยการสูงสุดต่อการครอบครองที่ดินเขายายเที่ยงของ องคมนตรี จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในด้านบวกหรือด้านลบจากฝ่ายไหน หรือตั้งข้อกังขาว่าเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่สุดท้าย เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบตามกติกา บนความถูกต้อง เป็นธรรม และเหมาะสมแล้ว ต้องยอมรับว่าการตัดสินใจ "หยุด" ข้อสงสัยทั้งหลายทั้งปวงอันหมิ่นเหม่ต่อปัญหามาตรฐานความยุติธรรมที่เลือก ปฏิบัติ ด้วยการคืนที่ดินเจ้าปัญหาให้แก่กรมป่าไม้ เป็นทางเลือกที่สมควร และสามารถเป็นข้อพิสูจน์ที่น่าเชื่อถือได้ว่า คนทำผิดแล้วรู้จักแก้ไข สังคมพร้อมให้อภัยและน้อมรับการเปลี่ยนแปลง

พล.อ.สุรยุทธ์ น่าจะรู้สึกโล่งอกกับเกมการเดินในครั้งนี้ อย่างน้อยที่สุด เงื่อนไขของการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงบนเขายายเที่ยงเพื่อทวงคืนที่ดินผืน ดังกล่าว ก็จะถูกลดระดับความเข้มข้นลง แม้จะยังคงมีประเด็นทวงถามหาจิตสำนึกของการดำรงตำแหน่งองคมนตรี และเรียกร้องกดดันให้ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่กรณีหลังคงต้องแยกแยะออกจากปัญหาท้าทายกระบวนการยุติธรรม อันเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในการพิทักษ์ รักษาดูแลทรัพยากรป่าไม้ เพราะก่อนหน้านี้มีข้อครหามากมายว่า เจ้าหน้าที่รัฐละเลยการปฏิบัติหน้าที่และใช้วิจารณญาณสองมาตรฐาน

ฤาษีขี่เต่าอย่าง พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่น่าจะคาดหวังว่าการคืนที่ดินเขายายเที่ยงจะช่วยซักฟอกภาพลักษณ์ที่เสีย หายไปให้คืนกลับมาเหมือนเดิมก่อนที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปลายปี 2549 แต่นับว่าอานิสงส์ครั้งนี้ส่งผลให้ข้าราชการและหน่วยงานรัฐสามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้อย่างปลอดโปร่งและเต็มที่ หลังจากที่ต้องกระอักกระอ่วนรู้สึกเหมือนคนน้ำท่วมปากมานานจากกรณีดังกล่าว เพราะครั้งแรกเมื่อมีคนไปฟ้องศาล ศาลก็ไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ในขณะที่ผู้เสียหายโดยตรงอย่างกรมป่าไม้ไม่คิดที่จะขยับดำเนินการอะไร อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็นิ่งเฉยไม่คิดจะสืบสวนสอบสวนใดๆ เมื่อประชาชนแจ้งความดำเนินคดี จนกระทั่งเกิดผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมไทยเป็นวงกว้าง

จิตสำนึกที่กลับคืนมาอย่างทันการณ์ในวันนี้ของฤาษี จึงต้องได้รับการบันทึกไว้ ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือเบื้องหลังอะไรก็ตาม ส่วนจะมีการต่อยอดถึงการพิจารณาบทบาทหน้าที่ซึ่งสมควรต้องรับผิดชอบต่อ สถาบันองคมนตรีหรือไม่อย่างไรนั้น คงห้ามหรือหยุดความคิดที่เป็นอิสระของประชาชนโดยรวมมิได้ เพราะเราคือประเทศแห่งประชาธิปไตย ทุกคนสามารถมีความคิดที่เป็นอิสระ และผู้มีฐานะเป็นผู้นำในสังคมไทย ไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบัน สามารถถูกตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ได้ หากถูกพบว่ามีพฤติกรรมไม่ชอบมาพากล เพราะความคาดหวังของคนไทยต่อบุคคลระดับนายกรัฐมนตรี ตลอดจนองคมนตรีย่อมมีสูงกว่าคนทั่วไปแน่นอน.

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวพล.อ.สุรยุทธ์ จาก ไทยโพสต์
Continue Reading...

พล.อ.สุรยุทธ์ ทำใจปล่อยวางเสียเถิด

ไทยรัฐ : ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วครับ "บ้านเขายายเที่ยง" ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ที่เขาใหญ่ เป็นการได้มาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แม้อัยการจะสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ขาดเจตนาทำผิด เพียงแค่ครอบครองที่ดินที่ผิดเงื่อนไขตามมติ ครม.ปี 2518 แต่ก็ให้อัยการจังหวัดสีคิ้ว แจ้งให้ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 ไปเอาที่ดินคืนมา

เรื่องนี้ คุณธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ แถลงในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด จึงถือว่าเป็นการแถลงอย่างเป็นทางการ

ส่วน กรมป่าไม้ จะไปเอาที่ดินคืนจาก พล.อ.สุรยุทธ์ หรือไม่ โฆษกสำนักอัยการสูงสุดบอกว่า เป็นหน้าที่ของกรมป่าไม้ที่จะพิจารณาดำเนินการ อัยการไม่มีอำนาจหน้าที่ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ละเว้นไม่ดำเนินการ ก็อาจจะเป็นความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ได้เช่นกัน ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่ากรมป่าไม้จะดำเนินการอย่างไร

เป็นการออกตัว ที่ค่อนข้างน่าเกลียดของสำนักงานอัยการสูงสุด โดยโยนความรับผิดชอบไปให้กรมป่าไม้เต็มๆ แถมยังขู่ด้วยว่า ถ้าไม่ดำเนินการจะถือว่าผิดกฎหมายละเว้นติดคุกกันหัวโต ทั้งๆที่อัยการเป็นคนสั่งไม่ฟ้องเอง

เมื่อ สำนักงานอัยการสูงสุด ชี้แจงออกมาเป็นทางการอย่างนี้ ผมก็อยากกราบเรียน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยความเคารพว่า รีบคืนที่ดินบ้านเขายายเที่ยงให้กรมป่าไม้เสียเถอะ เพื่อให้เรื่องจบลงโดยเร็ว อย่ารอให้กรมป่าไม้ต้องไปฟ้องเรียกคืนอีกเลยครับ แค่นี้ก็ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรและตำแหน่งหน้าที่เสียหายไปมากแล้ว

จะ ให้ดีควรจะออกมา "ขอโทษ" สังคมให้เป็นตัวอย่าง เพราะ พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ แต่เป็นอดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นองคมนตรี ซึ่งควรเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม

เรื่อง บ้านเขายายเที่ยง กับ พล.อ.สุรยุทธ์ ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของพระบรมศาสดา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเรื่อง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ขึ้นมาทันที เป็นเหตุที่เกิดขึ้นอย่างครบวงจร ถ้าหาก พล.อ. สุรยุทธ์ไม่คิดจะดับเหตุทั้งหลายเหล่านี้ ทั้งๆที่รู้เหตุแห่งทุกข์นั้นแล้ว ก็ไม่รู้สุดท้ายจะจบลงอย่างไร

"ทุกข์" หรือ สภาพแห่งทุกข์ ของ พล.อ.สุรยุทธ์ ก็คือ การได้ บ้านและที่ดินบนเขายายเที่ยง ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี มีวิวทิวทัศน์สวยงามโดยเฉพาะทะเลสาบในเขื่อนลำตะคอง จนเป็นเหตุที่มาของการถูกโจมตีว่า ได้ที่ดินบนเขายายเที่ยงมาอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และผลทางกฎหมายที่ออกมา ก็ยืนยันว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมายจริง จะต้องส่งคืนที่ดินให้กรมป่าไม้ หรือไม่กรมป่าไม้ก็ต้องฟ้องเรียกคืน

"สมุทัย" หรือ เหตุแห่งทุกข์ ก็คือ บ้านเขายายเที่ยงที่สวยงาม และ ความอยากได้เป็นเจ้าของ ซึ่งมาบรรจบกันพอดี

"นิโรธ" หรือ การดับทุกข์ ถ้า รู้จักปล่อยวาง ตัดความอาลัย ตัดกิเลส ความอยากได้ ในบ้านเขายายเที่ยงออกไปได้ ทุกข์ก็จะหายไปเป็นปลิดทิ้งทันที แต่ที่ต้องเป็นทุกข์อยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะยังปล่อยวางไม่ได้ ยังตัดใจตัดความอาลัยจากความเป็นเจ้าของบ้านเขายายเที่ยงไม่ได้

"มรรค" หรือ หนทางแห่งการดับทุกข์ ผมขอกราบเรียน พล.อ.สุรยุทธ์ ไว้ตรงนี้ว่า ปล่อยวางเสียเถอะครับ คืนที่ดินบ้านเขายายเที่ยงให้กับประเทศคือกรมป่าไม้ไปเสีย นึกเสียว่าไม่ใช่บุญสมบัติของเรา ทุกข์ทั้งหลายก็จะดับไปเอง

ผมเองก็ แปลกใจ เท่าที่ทราบ พล.อ.สุรยุทธ์ ท่านก็สนใจศึกษาธรรมะมามาก แต่ทำไมธรรมะง่ายๆ การระงับเหตุ ระงับผล เพื่อระงับทุกข์ ท่านจึงพลาดไปได้ง่ายๆอย่างนี้ ทำใจปล่อยวางเสียเถิดครับ รีบคืนที่ดินให้กรมป่าไม้โดยเร็วที่สุด วันนี้ชัดเจนแล้วว่า ไม่ใช่สมบัติของท่าน ยิ่งช้าก็ยิ่งเสียหาย.

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวพล.อ.สุรยุทธ์ จาก ไทยรัฐ - "ลม เปลี่ยนทิศ"
Continue Reading...

สองมาตรฐาน?

กรุงเทพธุรกิจ : ยุทธการ "เขายายเที่ยง"ของกลุ่มเสื้อแดง ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 ม.ค. นี้ นับเป็นการโจมตี"จุดอ่อน"ของ"อำมาตย์ใหญ่" พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

ตอกย้ำวาทกรรม “สองมาตรฐาน” ให้แพร่หลายกว้างขวางในสังคม โน้มน้าวใจผู้คนให้หลงเชื่อตามแนวคิดของคนเสื้อแดง ขยายปมความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่าง “รัฐบาล” กับ “อำมาตยา” ให้แจ่มชัดขึ้นในสายตาของคนที่อยู่ตรงกลาง แขน 2 ข้างของ “ทักษิณ” คือ “พรรคเพื่อไทย-เสื้อแดง” ก็แบ่งหน้าที่กันชกคนละคู่
“เสื้อแดง” ยกพลไล่บี้ “องคมนตรี” ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ไล่ต้อน “รัฐบาล” ด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เปิดศึกพร้อมกัน 2 แนวรบ เพื่อผูกโยงให้เห็นว่าขบวนการ “รัฐบาล-อำมาตยา” นี้เองที่จับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อกำจัด “ระบอบทักษิณ” ให้สิ้นซาก

ทั้งหมดก็เพื่อต่อจิ๊กซอว์ให้มวลชน “เสื้อแดง” ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ได้เห็นเต็มๆ ตาว่า “ศัตรูเบอร์ 1” ของ “ระบอบทักษิณ” คือ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองคมนตรี

จากนั้นจึงสร้างความชอบธรรมในการล้มกระดานการเมืองให้พังพินาศ ไล่ตั้งแต่ “ประธานองคมนตรี” ลงมา

กรณีเขายายเที่ยง ด้านหนึ่ง ก็เป็นสิ่งที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ต้องชดใช้จากการครอบครองพื้นที่ที่ตัวเองไม่มีสิทธิ

ยิ่งภาครัฐ แก้เกมด้วยการส่งอัยการสูงสุด ออกมาชี้แจงยิ่งเลวร้ายหนักกว่าเดิม

เพราะแม้จะอ้างว่าที่อัยการโคราชไม่สั่งฟ้อง "พล.อ.สุรยุทธ์" เนื่องจากเห็นว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ขาดเจตนาทำผิด เพียงแค่ครอบครองที่ดินที่ผิดเงื่อนไขตามมติ ครม.ปี 2518 เท่านั้น

แต่ก็สร้างความสงสัยให้แก่ชาวบ้านโดยเฉพาะที่เคยถูกไล่ที่บนเขายายเที่ยง ว่า เหตุใด "พล.อ.สุรยุทธ์" ทำผิดแต่ไม่ต้องได้รับโทษ

แถมเมื่ออัยการชี้มาแล้ว โยนให้กรมป่าไม้ ดำเนินการยึดที่ดินคืน กลับพบกับความกระอักกระอ่วน ไม่กล้าลงมือเอาดื้อๆ

ประเด็นสองมาตรฐานจึงอ้างกันไม่จบ ก็เพราะเป็นเสียอย่างนี้

ส่วน “พล.อ.สุรยุทธ์” ก็เลือกที่จะเล่นเกม “นิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว” ลอยตัวเหนือปัญหาไปวันๆ ไม่ยอมคืนที่ดินเสียโดยดี ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ

ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้แก่ “เงื่อนไข” ของกลุ่มเสื้อแดง

แต่อีกด้านหนึ่ง กลุ่มเสื้อแดงจะบอกว่ารัฐบาลนี้ สองมาตรฐานเพียงอย่างเดียวก็ไช่ว่าจะถูกต้องทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์

เพราะกรณีเขายายเที่ยงถูก ตรวจสอบจนมีหลักฐานชัดเจนมาแล้วตั้งแต่หลังรัฐประหารใหม่ๆ สมัยยังมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตอนนั้น น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ขมวดปมความไม่ชอบมาพากลให้เห็นชัดเสียยิ่งกว่าชัด

แต่เหตุใดรัฐบาลหุ่นเชิด “ทักษิณ” ทั้งยุค “สมัคร สุนทรเวช” และ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” จึงไม่ฟันให้จบๆ ไป

เป็นเพราะตอนนั้น กำลังอยู่ในช่วง “เคลียร์ใจ” กับ “อำมาตยา” เพื่อหาทางลงให้ทักษิณใช่หรือไม่ เรื่องถึงเงียบ

แต่พอความตั้งใจล้มเหลว ก็แว้งกัดจนเหวอะหวะ

เกมสองหน้าของ "ทักษิณ" แบบนี้ เรียกว่าสองมาตรฐานด้วยหรือเปล่า

ใครรู้ช่วยตอบที..!!!

ข่าว ที่ดินเขายายเที่ยง ข่าวพล.อ.สุรยุทธ์ จาก กรุงเทพธุรกิจ
Continue Reading...

08 มกราคม 2553

“ไอ้ตู่” นำทีมฟัดอัยการไม่ฟ้อง “สุรยุทธ์” รุกเขายายเที่ยง อ้างอยุติธรรม

ASTV ผู้จัดการ : “เพื่อไทย” ชักแถวพ่นน้ำลาย หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง “สุรยุทธ์” คดีบุกรุกเขายายเที่ยง ถือเป็นความอยุติธรรม ได้ทีตั้งฉายาให้เป็นอำมาตย์หมายเลข 2 ส่งเสียงเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งองคมนต

วันนี้ (8 ม.ค.) ที่พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.และ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีอัยการสูงสุดแถลงไม่สั่งฟ้อง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กรณีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน เขายายเที่ยง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมาว่า ถือเป็นขบวนการอยุติธรรมที่สุด คราวที่อัยการสูงสุด กรมป่าไม้ เป็นโจทก์เคยยื่นฟ้องราษฎรรุกพื้นที่เขายายเที่ยงไม่เคยยกเหตุผลนี้มาคุ้ม ครองราษฎร พล.อ.สุรยุทธ์ อดีตแม่ทัพภาค2 ประธานมูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ รู้เรื่องทุกอย่างดี จะบอกว่าตัวเองไม่มีเจตนามันฟังไม่ขึ้น อีกทั้งเคยขับไล่ราษฎรที่รุกพื้นที่ป่าสงวน การที่อัยการสูงสุดแถลงปกป้องอำมาตย์หมายเลข 2 ยิ่งไม่สมควร สร้างความคับแค้นให้กับคนไทย แม้ พล.อ.สุรยุทธ์ แสดงเจตจำนงต้องการคืนพื้นที่ให้กรมป่าไม้ ก็รับฟังไม่ได้ เพราะ พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น อย่าทำตัวเหมือนพันธมิตรฯยึดสนามบินแล้วส่งมอบคืน อย่าทำตัวเป็นโจรขโมยรถแล้วมาขอคืนกุญแจภายหลัง

“ขอเตือน พล.อ.สุรยทธ์เอาไว้เลยว่าหากจะปิดฉาก โดยปล่อยให้ไฟไหม้บ้านเขายายเที่ยง พล.อ.สุรยุทธ์ จะได้เดินลงมา แล้วโยนความผิดให้คนเสื้อแดงนั้นขออย่าให้เล่นเกมแบบนี้ ขอยืนยันว่าคนเสื้อแดงจะไม่มีใครเข้าไปภายในบ้าน ถ้าเกิดไฟไหม้นั้นเกิดจาก พล.อ.สุรยุทธ์และพรรคพวก เกมนี้ที่จะอาศัยคนไทยที่มีความอ่อนไหว โดยยอมแลกบ้าน1หลังแลกกับอนาคตตัวเอง” นายจตุพรกล่าว

นายจตุพรกล่าวว่า คนเสื้อแดงจะระมัดระวัง มีการ์ดชุดแรกไปดูความเรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค.มีแกนนำนายสุพร อัตถาวงศ์ หนึ่งในแกนนำ นปช.นำไปก่อน ในวันที่ 11 ม.ค.จะมีนายณัฐวุฒิ นายวีระ ตามไปสมทบ คาดว่าจะมีคนมาร่วมนับแสนคน เบื้องต้นจะทำการค้าง 1 คืน ก่อนประเมินสถานการณ์ชุมนุมต่อไป พื้นที่เป้าหมายคือเขายายเที่ยงที่เดียว แต่มีอีกที่หนึ่งน่าสนใจกำลังพิจารณาว่า จะไปหรือไม่คือบริเวณสนามกอล์ฟ ธนาคารกรุงเทพ เขาสอยดาว ที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ไปเป็นประธานอะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งบุกรุกป่าสงวนเหมือนกัน

นายจตุพรกล่าวว่า การชุมนุมครั้งนี้แม้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ไม่ประกาศพรบ.มั่นคง ไม่ใช่เพราะเมตตาคนเสื้อแดง แต่เป็นเพราะกลัวว่าถ้าประกาศไป จะลามมาถึงตัวเองด้วย แต่ก็หันไปชกใต้เข้มขัดแทนโดยเริ่มจากเพิกถอนหมายจับนายอริสมันต์ และแกนนำนปช.คนอื่นตามมานั้น พวกเราไม่กลัว พร้อมไปมอบตัวแต่จะถือเอาวันนั้นนัดหมายประชาชน1ล้านคนออกมาชุมนุมพร้อมกัน โดยทันที หากแกนนำชุดแรกถูกออกหมายจับจริง ก็ไม่มีปัญหา เราได้เตรียมแกนนำ นปช.คนอื่นที่ไม่มีคดีออกมาทำหน้าที่แทนไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ยังไม่ขอระบุว่าเป็นใครบ้าง ส่วนเป้าหมายการชุมนุมใหญ่ยังคงอยู่ วันที่ 15 ม.ค. แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจะประชุมเพื่อกำหนดวันชุมนุมใหญ่ 1 ล้านคน ครอบคลุมพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล สนามหลวง ท้องถนนราชดำเนิน ลานพระบรมรูปทรงม้า บ้านสี่เสา ซึ่งจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้แน่นอน ขอยืนยันว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่เกี่ยวข้องกับคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านย้ำเสมอว่า อย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขการชุมนุม

นายจตุพรกล่าวอีกว่า หากอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 คดีอุ้มฆ่านายอัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย หรือเลื่อนเลยไปจนถึงวันที่ 12 ก.พ. ซึ่งคดีนี้จะครบอายุความ หรือไม่สามารถนำตัวนายสมคิดมาขึ้นศาลได้ จะทำให้ พล.ต.ท.สมคิดหลุดพ้นจากคดีอุ้มฆ่าทันที กรณีนี้อยากรู้นายอภิสิทธิ์และรัฐบาล จะเลือกเอาอนาคตประเทศชาติแลกกับการอุ้ม พล.ต.ท.สมคิด เพียงคนเดียวหรือไม่ เพราะทราบมาว่าหากอัยการสั่งไม่ฟ้อง ซาอุดิอาระเบียจะตัดโควตาพี่น้องมุสลิมที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ไม่สามารถเดินทางโดยตรงจากไทยไปได้ แต่ต้องผ่านไปยังสถานทูตพม่าหรือมาเลเซีย รัฐบาลยังไม่สำเหนียกอีกหรือ

นายจตุพรกล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ สั่งตั้งคณะทำงานพิจารณาหวยออนไลน์ว่า เมื่อไปดูผู้ถือหุ้นบริษัท ล็อกซเล่ย์ ผู้ที่จัดจำหน่ายเครื่องขายหวยออนไลน์ มีนามสกุล จาติกวณิช ล่ำซำ นิมมานเหมินทร์ และวิษณุ เครืองาม ร่วมถือหุ้นอยู่ แต่บริษัทล็อกซ์เล่ยไม่ได้วิตกแต่อย่างใด ไม่ใช่วงเงิน3พันล้านบาทที่จะได้ค่าชดเชยจากการฟ้องร้องต่อรัฐเท่านั้น แต่ยังอาจได้ค่าเสียโอกาสประมาณ1.2หมื่นล้านบาท รวมเป็น 1.5 หมื่นล้าน โดยรัฐจะนำภาษีประชาชนไปจ่ายให้บริษัทดังกล่าวกินเปล่านายอภิสิทธิ์ที่แสดง ตัวเป็นมือปราบอบายมุข ต้องตอบคำถามด้วยว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลจากเดิมจัดจำหน่ายเพียง43ล้านใบ แต่เพิ่มมาเป็น 59ล้านใบในยุครัฐบาลนี้ หรือสลาก1ใบต่อประชากรหนึ่งคน ซึ่งเกือบเท่าประชากรคนไทยทั้งประเทศ เมื่อไปดูในปัจจุบันราคาสลากใบละ 40 บาท คู่ละ 80บาท แต่จำหน่ายคู่ละ 100-120บาท และทราบว่ามีบางคนในรัฐบาลไปแบ่งครึ่งหักค่าหัวคิว ได้มาใบละ 10 บาทต่องวด ถ้าคิดเป็นตัวเลขกลมๆ เดือนหนึ่ง 60 ล้านใบ 2 งวด ก็คิดเป็นเงิน 1,200 ล้านบาทต่อเดือน ถือเป็นการทุจริตอย่างน่าอายที่สุดในยามเศรษฐกิจย่ำแย่ เหล่านี้คือเงื่อนงำที่รัฐบาลได้ผลประโยชน์ทุกช่องทาง เป็นเรื่องของความเจ้าเล่ห์ รัฐบาลคือคนที่กินรวบตัวจริง แต่หวยใต้ดินไม่เคยกล้าไปแตะ

เมื่อถามว่าเป้าหมาย พล.อ.สุรยุทธ์ ต้องรับผิดชอบถึงขั้นไหน นายจตุพรกล่าวว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ต้องรู้ดีจะยังอยู่เป็นองคมนตรีให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทหรือไม่ เมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ องคมนตรีต้องเป็นแบบอย่าง พล.อ.สุรยุทธ์ ต้องรู้ควรทำอย่างไรในเรื่องนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่มีสิทธิ เป็นเจ้าของที่ดินมาตั้งแต่ต้น ที่ดินนี้ไม่มีสิทธิ์คืน เป็นหน้าที่ของรัฐต้องไปเอาที่ดินมาคืน พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ควรนั่งเป็นองคมนตรีต่อไป

นายจตุพรกล่าวอีกว่า กรณีนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง เครียดกรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาท จนต้องเข้ารักษาตัวโรงพยาบาล ก็อยากให้นายอภิชาตหายเร็วๆ ทำอะไรไว้น่าจะรู้ดี แต่เมื่อใดถ้ายังไม่มีความเป็นธรรม อาจไม่ต้องส่งโรงพยาบาลอาจต้องส่งวัดแทน ที่พูดไม่ได้แช่งและไม่ได้มีใครไปทำอะไรนายอภิชาต ถึงอย่างไรคนที่ทำอะไรไว้กฎแห่งกรรมก็จะสนองคนๆนั้นเอง นายอภิชาติเมื่อรู้ว่ารักษาความเป็นธรรมไม่ได้ก็ควรลาออก นายอภิชาติรู้ตัวเองดีที่สุดว่าเรื่องนี้เป็นยังไง

นายกมล บันไดแพชร กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กรณีถือครองที่ดินบนเขายายเที่ยง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ว่า ต้องถามเหตุผลอัยการสูงสุดว่าเพราะอะไร ถ้าบอกว่า พล.อ.สุรยุทธ์ไม่มีเจตนาคงไม่ใช่แน่นอน เพราะมีข้อสนับสนุนชัดเจนว่า พล.อ.สุรยุทธ์ทราบดีว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าสงวน โดยเป็นคนบอกเองว่าซื้อที่มาจากใคร พล.อ.สุรยุทธ์เคยเป็นแม่ทัพภาค 2 และเคยได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องป่าสงวน และการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า นอกจากนี้ยังเคยเอาทหารช่างไปตัดถนนตั้งแต่ตีนเขาจนถึงยอดเขาผ่านหน้าที่ดิน ก่อนที่ตัวเองจะซื้อที่ตรงนั้นมา วันนี้เราจะสร้างความไม่เป็นธรรมกับคนจำนวนมากในประเทศอย่างนั้นหรือ เรายังใช้กฎหมายฉบับเดียวกันอยู่หรือเปล่า เพราะในขณะที่คนยากคนจน คนทำมาหากินที่บุกรุกต้องถูกดำเนินคดี แต่ชนชั้นนำที่สังคมเชิดชู อยู่อย่างสุขสบาย กลับไม่ถูกดำเนินคดีใดๆเลย ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.สุรยุทธ์จะคืนที่ดินนั้น ที่ดินอย่างไรก็ต้องคืนอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือเรื่องจริยธรรมของคนที่เคยเป็นนายกฯ วันนี้ท่านเป็นองคมนตรีต้องมีจิตสำนึก ตัวเองมีมลทินแล้วยังกล้ารับใช้ใกล้ชิดใต้เบื้องพระยุคลบาทอีกอย่างนั้นหรือ อย่างน้อยตนก็รู้สึกละอายแทน พล.อ.สุรยุทธ์ควรลาออกจากองคมนตรีดีกว่า ขณะเดียวกันอัยการสูงสุดก็ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วย ถือว่าบกพร่องในหน้าที่ ใช้ดุลพินิจไม่ชอบ ยืนยันว่าเรื่องนี้ตนจะเดินหน้าดำเนินคดีต่อไปแน่นอน

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนในฐานะที่เคยทำงานเกี่ยวกับป่าไม้มากว่า 9 ปีสมัยที่รับราชการ ซึ่งกรณีเขายายเที่ยงนั้น ชัดเจนว่าเป็นการบุกรุกป่าสงวนชัดเจน ซึ่งทำปกติแบบแผนที่เคยปฏิบัติกันมาเกี่ยวกับการบุกรุกทำนองนี้ ก็คือเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรืออัยการในการดำเนินฟ้องร้องดำเนินคดี นำเรื่องขึ้นสู่ศาลให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยตัดสิน หากไม่นำเรื่องขึ้นสู้ศาลก็ไม่ใช่แบบแผนที่ปกติแน่นอน ดังนั้นขณะนี้ผู้ครอบครองคือพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ยังมีเวลาที่จะทำหนังสือชี้แจงต่อกรมป่าไม้ อธิบายความเป็นมาที่ได้ที่ดินนี้มา และก็ดำเนินการคืนเสีย อย่างนี้จะเป็นแนวทางที่สวยงามสำหรับท่าน ไม่ต้องอัยการหรอก

เมื่อถามว่าคิดว่าเหตุใดที่เรื่องนี้ไม่สามารถขึ้นสู่การพิจารณาของ ศาลได้ นายปลอดประสพกล่าวว่า ทุกคนก็รู้กันอยู่ ก็เป็นเพราะความเกรงใจ ตนถึงบอกไงว่าให้ท่านทำหนังสือชี้แจงต่อกรมป่าไม้จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

ข่าว ชุมนุมเสื้อแดง ข่าวเขายายเที่ยง ข่าวสุรยุทธ์ จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์
Continue Reading...
 

ASTV ผู้จัดการ News

กรุงเทพธุรกิจ - ข่าวหน้าแรก

เกาะติดสื่อ ตามข่าวร้อน Copyright © 2009 WoodMag is Designed by Ipietoon for Free Blogger Template