ข่าวเด่น ข่าวร้อนวันนี้ : กรุงเทพธุรกิจ

03 ธันวาคม 2552

แนวหน้า : ปล่อยผี11โครงการ-ชะลอ65 แจงชัดละเมิดเงื่อนไขรธน.

วันที่ 2 ธันวาคม ศาลปกครองสูงสุด โดย นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด ได้อ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในคดีตามคำร้องที่ 586/2552 ระหว่างสมาคมต่อต้านโลกร้อนกับพวกรวม 43 คน (ผู้ฟ้องคดี) คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กับพวก รวม 8 หน่วยงาน (ผู้ถูกฟ้องคดี) และบริษัทเหมราช อีสเทิร์น ซีบอร์ด อินดัสเตรียล เอสเสตท กับพวกรวม 36 คน (ผู้มีส่วนได้เสีย) โดยผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กับพวกรวม 8 คน ร่วมกันอนุญาตให้ดำเนิน 76 โครงการ ในพื้นที่มาบตาพุดและใกล้เคียง โดยไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุให้โครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่ง แวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้รับศึกษาและประเมินผลกระทบ รวมทั้งจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเสียก่อน
โดยก่อนหน้านี้ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งให้ชะลอการดำเนินการโครงการทั้ง 76 โครงการเอาไว้ก่อน จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่กลุ่มผู้ถูกฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดให้ยกเลิกมาตรการ คุ้มครองชั่วคราว โดยอ้างว่าการชะลอโครงการจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาวะ เศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งอ้างความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า มาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญยังไม่มีผลบังคับใช้ จนกว่าจะมีกฎหมายลูกออกมาเสียก่อน

ศาลปกครองชี้ชัดผิดรธน.
ทั้งนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า สิทธิของบุคคลที่รัฐธรรมนูญมาตรา 67 บัญญัติรับรองไว้ ย่อมได้รับความคุ้มครองในทันทีที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ แม้จะยังไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์เงื่อนไข และวิธิการใช้สิทธิดังกล่าวนั้น แต่ก็ไม่สามารถนำมาเป็นเหตุที่องค์กรของรัฐจะยกขึ้นมาเป็นข้ออ้าง เพื่อปฏิเสธไม่ให้ความคุ้มครองตามสิทธิดังกล่าวได้ ซึ่งกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2552

เหมาะสมคุ้มครองชั่วคราว
ดังนั้นก่อนการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จึงต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามหลักเกฑ์ทั้งหลายที่กำหนดไว้ในมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ เมื่อผู้ถูกฟ้องทั้ง 8 ไม่ได้ดำเนินการให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีเหตุเพียงพอที่ศาลจะมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีคุ้มครองเพื่อบรรเทา ทุกข์ชั่วคราว

ตีตกคำวินิจฉัยกฤษฎีกา
ส่วนที่มีการอ้างความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ระบุว่า บทบัญญัติในมาตรา 67 วรรค 2 ยังไม่มีผลบังคับใช้ทันที เนื่องจากมีบทเฉพาะกาลตามมาตรา 303 (1) กำหนดให้ต้องมีกฎหมายลูกก่อนนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า ความเห็นทางกฎหมายดังกล่าว ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ว่า โครงการหรือกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญทันที ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ความเห็นทางกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงต้องผูกพันตามแนวคำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ชี้ละเลยไม่เร่งออกกม.ลูก
นอกจากนั้น ยังเคยมีการศึกษาประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่มีผลกระทบอย่างรุนแรง โดยกำหนด 19 ประเภทกิจการ ตามร่างประกาศโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่าง รุนแรงตั้งแต่ปี 2551 และผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 4 ภูมิภาคแล้ว แต่มิได้นำออกประกาศใช้จนกระทั่งมีการฟ้องคดี
ส่วนกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์การอิสระทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เคยมีคำสั่งที่ 74/2551 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2551 แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและยกร่างกฎหมายดังกล่าว และได้ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนทั้งสี่ภูมิภาคเช่นกัน แต่มิได้ดำเนินการเพื่อนำออกใช้ จนกระทั่งมีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองชั้นต้น และขณะนี้ก็ยังมิได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ
ข้อเท็จจริงดังกล่าว แสดงถึงการขาดการติดตามและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังของผู้ถูกฟ้องคดี และหน่วยงานของรัฐที่มิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ศก.กระทบเพราะไม่ยึดรธน.
สำหรับประเด็นเรื่องการกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว จะก่อผลกระทบต่อธุรกิจของภาคเอกชนและปัญหาเศรษฐกิจนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า หากจะเกิดปัญหาก็เป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากการละเลยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ไม่ ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดจึงมิใช่เนื่องมาจากคำสั่งกำหนด มาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวของศาล

ถอนคำสั่งคุ้มครอง11โครงการ
อย่างไรก็ตาม แม้ในการพิจารณาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้ง 43 คน จะเป็นที่ประจักษ์ของศาลว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอมาใช้ได้ตามหลัก เกณฑ์ของศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไว้ แต่ในชั้นนี้เมื่อพิจารณาเบื้องต้นตามประเภทลักษณะของโครงการแล้ว ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า บางโครงการหรือกิจกรรมไม่น่าก่อผลกระทบรุนแรงอย่างชัดเจน
ศาลปกครองสุงสุด จึงมีคำสั่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เพิกถอนคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์ใน 11 โครงการ ได้แก่ โครงการประเภทอุตสาหกรรม ลำดับที่ 16 ลำดับที่ 22 ลำดับที่ 37 ลำดับที่ 41 ลำดับที่ 45 ลำดับที่ 50 ลำดับที่ 54 และประเภทคมนาคม ลำดับที่ 2 ลำดับที่ 3 ลำดับที่ 4 และลำดับที่ 6

คงคำสั่งชะลอ65โครงการ
ส่วนโครงการหรือกิจกรรมที่เหลืออีก 65 โครงการ ประกอบด้วย โครงการปิโตรเคมีและท่อส่ง โครงการเหล็ก นิคมอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรม ท่าเทียบเรือ โรงไฟฟ้า โรงบำบัดกำจัดของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม น่าเชื่อว่า อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง จึงให้มีคำสั่งคงกำหนดมาตรการหรือวิธีคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวตาม ศาลปกครองชั้นต้น แต่หากในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล เจ้าของโครงการได้ดำเนินการให้ครบถ้วนตามมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ ก็สามารถยื่นคำร้องต่อศาลให้ยกเลิกการคุ้มครองชั่วคราวได้

เปิดโผ11โครงการรอดใบแดง
สำหรับ 11 โครงการที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกเลิกการคุ้มครองชั่วคราว ประกอบด้วย 1.โครงการเชื้อเพลิงสะอาด และปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ ของ บริษัทโรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน) 2.โครงการปรับปรุงระบบหมุนวนก๊าซกลับคืนโรงงานผลิตเม็ดพลาสติคโพลีโพรพิลีน ของบริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด 3.โครงการผลิตเชื้อเพลิงสะอาดติดตั้งหน่วยควบคุมไอน้ำมันเชื้อเพลิงและเพิ่ม ประเภทผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล ของบริษัท สตาร์ปิโตเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) 4.โครงการติดตั้งระบบควบคุมไอน้ำมันเชื้อเพลิงและเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ไบโอ ดีเซล ของ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน)
5.การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และบำบัดมลพิษทางอากาศ โรงงานผลิต Purified Terephthalic Acid (PTA) ของบริษัท อินโดรามา ปิโตรเคม จำกัด 6.โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติธรรมชาติหน่วยที่ 6 ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 7.การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโรงงานผลิตคลอ-อัลคาลี และ อีพิคลอโรไฮดรินภายใต้โครงการติดตั้ง Chlorine Vaporizer,Wet Scrubber ของ HCL Section และการปรับเปลี่ยนขนาดถังบรรจุคลอรีนเหลวของบริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
8.โครงการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งและขนาดถังเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ของ บริษัทมาบตาพุด แทงก์ เทอร์มินัล จำกัด 9.การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการท่าเทียบเรือและคลังผลิตภัณฑ์ ของ บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) 10.รายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการขยายท่าเทียบเรือขนถ่ายสารปิโต รเคมีและคลังวัตถุดิบ ของ บริษัทมาบตาพุด แทงก์ เทอร์มินัล และ 10.โครงการติดตั้งLoading Arm เพิ่มเติมที่ท่าเรือของ บริษัทสตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน)

ปชช.ลุยสอบเพิ่ม181โครงการ
หลังคำพิพากษา นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า คำสั่งในวันนี้เป็นไปตามที่คาดหมายไว้ และถือเป็นการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 ในการเข้ามาดูแลผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อชุมชนและสุขภาพของคนในชุมชน โดยสมาคมฯจะติดตามความคืบหน้าของโครงการอื่นๆ ทั่วประเทศ อีก 181 โครงการ ให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 อย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นจะมีการฟ้องร้องศาลปกครองเพิ่มเติม

ยื่นปปช.เอาผิด8หน่วยงาน
นายสุทธิ อัชฌาสัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เผยว่า เครือข่ายเตรียมยื่นเอาผิดกับผู้ถูกฟ้องทั้ง 8 หน่วยงาน ต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เนื่องจากมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ศาลปกครองได้วินิจฉัยเอาไว้

ตลาดหุ้นรูดหนัก16.50จุด
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่ศาลปกครองมีคำสั่งดังกลาวออกมา ส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดหุ้น โดยดัชนีหุ้นเปิดตลาดที่ 710.01 จุด และปรับตัวขึ้นลงสลับกันตลอดช่วงการซื้อขายก่อนปิดตลาดช่วงเช้าที่ระดับ 708.31 จุด จนกระทั่งภาคบ่ายเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งออกมา ก็ส่งผลให้ดัชนีค่อยๆปรับตัวลดลงมาปิดตลาดที่ระดับ 693.51 จุด ลดลง 16.50 จุด หรือ 2.32% มูลค่าการซื้อขาย 28,708.11 ล้านบาท

ตลท.สั่งเจ้าของ65โครงการแจง
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)กล่าวว่า ในส่วนของบริษัทที่มีโครงการในมาบตาพุด อาทิ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) บริษัท ปตท เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC) บริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) (TPC) นั้น ได้แจ้งให้ชี้แจงข้อมูลมายังตลาดหลักทรัพย์ว่า เมื่อมีคำพิพากษาตัดสินแล้ว บริษัทแต่ละแห่งจะได้รับผลกระทบแค่ไหน อย่างไรบ้าง

ธปทคาด.ทำจีดีพีหดอีก0.5%
ด้าน นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) กล่าวว่า ที่ผ่ามมา ธปท. ประเมินว่าคำสั่งคุ้มครองของศาลปกครองจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของภาคธุรกิจ ที่มีแผนลงทุน โดยการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น 1% จาก 8.8% เหลือ 7.8% และหากคำสั่งศาลยืดเยื้อออกไป 1 ปีจะทำให้รายได้หายไปสุทธิ 9.4 หมื่นล้านบาท และการลงทุนหายไป 4.3 หมื่นล้านบาท และจะส่งผลกระทบให้การขยายตัวของจีดีพีในปี 2553 ลดลงประมาณ 0.5%

ยังอ้างทำตามขั้นตอนกฎหมาย
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ทำถูกต้องตามขั้นตอนทุกอย่าง แต่เมื่อศาลปกครองฯมีคำสั่งออกมาเช่นนี้ภาคเอกชนก็ยินดีที่จะทำตาม ส่วนโครงการที่ยังเหลือค้างอีก 65 โครงการนั้น ก็เป็นเรื่องหน่วยงานภาครัฐทั้ง 8 หน่วยงานจะต้องมาหารือกันว่าจะมีมาตรการอะไรออกมาเพื่อให้โครงการที่เหลือ ค้างอยู่เดินหน้าต่อได้ หากปล่อยไว้นานจะส่งผลต่อการลงทุนอย่างรุนแรงแน่

ขู่ต่างชาติมองไทยแง่ลบ
นายเดวิด นาโดน ประธานกรรมการบริษัทเหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นักลงทุนจะมองความเชื่อมั่นของประเทศไทยในแง่ลบ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ประกอบกิจการตามมาตรฐานระดับโลกอยู่แล้ว หลังจากนี้จึงต้องการทราบว่า รัฐบาลจะให้การช่วยเหลือโครงการที่ไม่สามารถดำเนินการต่อได้อย่างไร และต้องมีทิศทางแก้ปัญหาออกมาให้เร็ววที่สุด
นายนันดอร์ วอนเดอร์ลู ประธานหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย (เจเอฟซีซีที) กล่าวเช่นกันว่า คำสั่งของศาลทำให้นักลงทุนมีความกังวล เป็นการทำลายความเชื่อมั่นและบรรยากาศการลงทุนของประเทศไทย เพราะที่ผ่านมาโครงการเหล่านี้ก็ได้ทำตามขั้นตอนทุกอย่างแล้ว

มาร์คนำเข้าถกครม.เศรษฐกิจ
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ในวันที่ 3 ธันวาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการหารือถึงผลกระทบและแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อไป โดยเบื้องต้นรัฐบาลจะเร่งให้โครงการลงทุนในมาบตาพุด 65 โครงการที่ยังถูกระงับไว้ จัดทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือ EIA และผลกระทบต่อสุขภาพ หรือ HIA รวมทั้งดำเนินการขั้นตอนต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด

เร่งคลอดเกณฑ์องค์กรอิสระ
ด้าน นายอนันต์ ปัญญารชุน ประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหามาบตาพุด กล่าวว่า การทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายไม่ได้ขึ้นอยู่กับศาล ถือว่าเป็นกระบวนการยุติธรรมจะไปแตะต้องไม่ได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องหลักเกณฑ์กำหนดโครงสร้างองค์กรอิสระ เพื่อมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญตาม มาตรา 67 วรรค 2 รวมถึงร่างประกาศหลักเกณฑืการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสุขถาพ ภายในสองสัปกดาห์ เพื่อเสนอรัฐบาลพิจารณาต่อไป

ที่มา ข่าวการเงิน ข่าวการลงทุน ข่าวปัญหาสิ่งแวดล้อม ข่าวปัญหามาบตาพุด จาก แนวหน้า

0 comments:

แสดงความคิดเห็น

 

ASTV ผู้จัดการ News

กรุงเทพธุรกิจ - ข่าวหน้าแรก

เกาะติดสื่อ ตามข่าวร้อน Copyright © 2009 WoodMag is Designed by Ipietoon for Free Blogger Template